ตลาดหุ้นไทยมีผู้เล่นในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปหลายราย โดย Business+ ได้รวบรวมข้อมูลช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของผู้ประกอบการทั้ง 4 มาให้อ่านกัน

เริ่มจากรายใหญ่ของอุตสาหกรรมอย่าง บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ที่มีรายได้ 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และกำไร 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงสร้างรายได้ของไทยยูเนี่ยนจะค่อนข้างพึ่งพารายได้จากสินค้าประเภทอาหารทะเลบรรจุกระป๋องเป็นสัดส่วนใหญ่สุดที่ 47%
ในทางตรงกันข้าม บมจ.เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น เผชิญภาวะรายได้และกำไรหดตัวแรง โดยรายได้อยู่ที่ 2,408 ล้านบาท ลดลง 10.5% ขณะที่กำไรลดลงถึง 40.6% เหลือ 167 ล้านบาท ทั้งนี้ธุรกิจหลักของบริษัทคืออาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งครองสัดส่วนรายได้สูงถึง 57% รองลงมาคืออาหารทะเลแช่แข็ง 27% อาหารสัตว์น้ำ 8% และอาหารพร้อมทาน 9%
ฝั่งที่พลิกกลับทำกำไรคือ บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี ซึ่งมีรายได้เติบโตโดดเด่นถึง 19.9% อยู่ที่ 1,784 ล้านบาท และสามารถพลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรได้ 30 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากกุ้งสดแช่แข็ง 44% กุ้งมูลค่าเพิ่ม 22% อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์อื่น 25% และกุ้งต้มแช่แข็ง 9%
ส่วนรายเล็กสุดในกลุ่มนี้อย่าง บมจ.ห้องเย็นโชติวัฒน์หาดใหญ่ รายได้ลดลง 15.7% เหลือ 529 ล้านบาท และยังขาดทุนอยู่ที่ 18 ล้านบาท แต่ตัวเลขขาดทุนดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โครงสร้างรายได้ของบริษัทพึ่งพาอาหารทะเลแช่แข็งเป็นหลักถึง 81%
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลกระป๋องและปรุงสุกอันดับ 2 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดราว 10% เป็นรองเพียงจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 30% เท่านั้น สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปของไทยยังมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก แม้ผลประกอบการของแต่ละบริษัทในประเทศจะแตกต่างกันไปตามโครงสร้างธุรกิจและปัจจัยเฉพาะตัวก็ตาม
ที่มา: MD&A ของแต่ละบริษัท, วิจัยกรุงศรี
The Business Plus บิสิเนสพลัส
