ตลาดหุ้นไทยมีผู้เล่นในธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปหลายราย โดย Business+ ได้รวบรวมข้อมูลช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของผู้ประกอบการทั้ง 4 มาให้อ่านกัน

เริ่มจากบมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ที่มีรายได้ 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และกำไรสุทธิ 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนุนหลักมาจากปริมาณขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตถึง 22.6% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย นอกจากนี้บริษัทยังรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีแบบไม่ใช่เงินสดจากบริษัทย่อยในยุโรปจำนวน 423 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและช่วยหนุนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกกลุ่มธุรกิจก็ตาม
บมจ.เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น เผชิญภาวะรายได้และกำไรหดตัวแรง โดยรายได้อยู่ที่ 2,408 ล้านบาท ลดลง 10.5% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงถึง 38.2% เหลือ 126 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญถึง 57% ชะลอตัวลง 18.3% เนื่องจากลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้าที่ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์ จากแนวโน้มราคาที่น่าจะปรับตัวตามต้นทุน ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแช่เยือกแข็งที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้นร่วงจาก 15.9% เหลือเพียง 10.7% เท่านั้น
ฝั่งที่พลิกกลับมาทำกำไรได้คือ บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี ซึ่งมีรายได้เติบโตถึง 19.9% อยู่ที่ 1,784 ล้านบาท และสามารถพลิกจากขาดทุนสุทธิ 19 ล้านบาทในปีก่อน กลับมามีกำไรสุทธิ 30 ล้านบาทในไตรมาสนี้
โดยบริษัทระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนรายเล็กสุดในกลุ่มนี้อย่าง บมจ.ห้องเย็นโชติวัฒน์หาดใหญ่ มีรายได้จากการขายและบริการ 529 ล้านบาท ลดลง 15.7% และยังขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 4 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากรายได้กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งซึ่งเป็นสัดส่วนถึง 81.6% ของรายได้จากการขายรวม ลดลงถึง 31.4% เนื่องจากปริมาณการส่งออกชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้นร่วงจาก 7.46% เหลือ 4.99% แม้บริษัทจะพยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายสู่ธุรกิจผลไม้แช่แข็งอย่างทุเรียน ที่มีรายได้เติบโตถึง 5 เท่า แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของธุรกิจหลักได้ทัน
จากผลประกอบการทั้ง 4 บริษัท จะเห็นได้ว่าโครงสร้างพอร์ตสินค้าและความสามารถในการบริหารต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลกำไร บริษัทที่กระจายแหล่งรายได้ได้หลากหลายและปรับราคาขายได้ทันสถานการณ์อย่างไทยยูเนี่ยน ยังคงรักษาความสามารถในการเติบโตได้ต่อเนื่อง
ขณะที่บริษัทที่พึ่งพารายได้จากสินค้ากลุ่มเดียวเป็นหลัก มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานได้ง่ายกว่า
ที่มา: MD&A ของแต่ละบริษัท, วิจัยกรุงศรี
The Business Plus บิสิเนสพลัส
