The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก “ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงแผนการวางกลยุทธ์บนเส้นทางใหม่ของมาสด้า ในโลกที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด และความสำเร็จจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e ด้วยยอดจองในระดับที่มีนัยสำคัญ มาสด้ากำลังเดินหน้าไปอย่างไร

หากคุณมองอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงปีที่ผ่านมา คุณจะเห็นภาพฉายซ้ำ ๆ ของสื่อทุกสำนักต่างพาดหัวข่าวว่า “แบรนด์จีนบุกทะลวง แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังจะตาย จากสงครามราคาที่เชือดเฉือนกันจนเลือดสาด”
คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ คือ แบรนด์ไหนจะพลิกตัวได้ดีกว่ากัน
กับโอกาส Business Plus สัมภาษณ์พิเศษ “ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของปี 2569 ทั้งแผนการตลาด การขาย การบริการหลังการขาย และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อีกหลายรุ่น พร้อมพูดคุยถึงความสำเร็จจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e ที่เพิ่งประกาศราคาขายออกมาแบบโดนใจคนไทยทั้งประเทศ จนตอนนี้มียอดจองเข้ามาในระดับที่มีนัยสำคัญ และกำลังจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าในเร็ว ๆ นี้
แน่นอนว่า มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ภายใต้การนำของ CEO คนไทย ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของการทำ Business Transformation ที่น่าสนใจ ทั้งแผนรวม (วิชั่นและยุทธศาสตร์) แผนการตลาด และแผนการขยาย Network ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญในการบริหารธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อส่งมอบคุณค่าที่โดดเด่นที่สุดถึงทุกภาคส่วน
ผมเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่านจะได้สัมผัส “คำตอบ” จาก CEO คนไทยคนนี้ “ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” กับการวางกลยุทธ์บนเส้นทางใหม่ของมาสด้า
ในโลกที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังต่อสู้อยู่กับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่คาดเดาไม่ได้
แต่มาสด้าขอเดินหน้าเข้าสู่ยุคของการดำเนินธุรกิจที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกบริบท เริ่มจากการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจากพลังงานที่หลากหลาย ภายใต้แนวทาง Multi-Solution Strategy เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้พลังงานตามความต้องการ ซึ่งไม่ว่าวันนี้หรือในอนาคต ไม่ว่ารูปแบบพลังงานจะเปลี่ยนไปแบบใดก็ตาม แต่ DNA ของมาสด้าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการมุ่งเน้นและพัฒนาภายใต้แนวคิดที่ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ส่งต่อถึง “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ที่มาสด้าให้ความสำคัญ
จะว่าไปแล้ว ภายใต้แนวทาง Multi-Solution Strategy อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดูไม่หวือหวา แต่ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุดในยุคที่ความไม่แน่นอนคือสิ่งเดียวที่แน่นอนครับ…

รับไม้ต่อในวันที่พายุโหมกระหน่ำ
ลองจินตนาการถึงการก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอ ในช่วงเวลาที่แบรนด์จีนกำลังทำลายล้างตลาดด้วยสินค้าราคาถูก ขณะที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นยังไม่มีไพ่ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ในมือให้เล่น ซึ่งความท้าทายนี้ไม่ใช่แค่การกอบกู้ยอดขาย แต่มันคือการ “สร้างความเชื่อมั่น” กลับมาให้เร็วที่สุด
แทนที่จะตื่นตระหนก สิ่งแรกที่ “ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” ตัดสินใจทำ กลับสวนทางกับตำราวิกฤตการณ์ เขามองข้ามเรื่องยอดขายระยะสั้น และพุ่งเป้ากลับไปที่ “แก่นแท้” ของแบรนด์ ซึ่ง มาสด้า ไม่ได้ต่อสู้ด้วยสเปกชีตมานานแล้ว แต่พวกเขาสู้ด้วย DNA ของแบรนด์มาโดยตลอด
ในยุคที่คู่แข่ง แข่งกันทำรถให้กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า (Appliance) คุณธีร์เลือกที่จะตอกย้ำว่า “รถยนต์ของมาสด้า คือ สิ่งที่มีชีวิตและหัวใจ”
เขาเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Product-Centric ไปสู่ Customer-Centric ดูแลฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่อย่างมหาศาลให้ดีที่สุด เพราะเขารู้ดีว่า ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) คือป้อมปราการเดียวที่เงินของคู่แข่งก็ซื้อไม่ได้
ผู้นำคนนี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมาสด้ายุคใหม่
แม้ว่ายอดขายปิดปี 2025 ของมาสด้า ประเทศไทย จะลดลงมาเหลือเพียง 9,000 คัน หรือหดตัวถึง 41% ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า นี่คือจุดจบของค่ายรถยนต์สายเลือดซามูไรแบรนด์นี้ พร้อมการตั้งคำถามที่ทุกคนในวงการกำลังถามว่า แบรนด์ญี่ปุ่นที่สร้างชื่อด้วยเสน่ห์การขับขี่ จะอยู่รอดได้อย่างไร ในโลกที่รถยนต์จีนราคาถูกกำลังเปลี่ยนสมการทุกอย่าง
คำตอบที่เขาเลือก กลับไม่ใช่การลดราคา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพื่อตามคนอื่น แต่คือการกลับไปมองหาสิ่งที่มาสด้าเป็นมาตลอด และทำมันให้ดีขึ้นกว่าเดิม นั่นคือจุดเริ่มต้นของ A New Era ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้
คุณธีร์ เริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่ชัดเจนว่า “ผมคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์มามากกว่า 20 ปี ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแข่งขันกันด้วยสเปกเครื่องยนต์ จนเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่แข่งขันด้วย ‘ความหมาย’ ที่แบรนด์สร้างให้กับลูกค้า ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือ จิตวิญญาณความเป็นมาสด้า ที่เชื่อเสมอว่า รถยนต์ คือสิ่งที่ ‘มีชีวิต มีหัวใจ’ ”
มาสด้า ไม่ได้แค่ผลิตรถ แต่เราสร้างความหมายที่คนสัมผัสได้ ด้วยการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้คนไทย และเรากล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าของเรา
และปีนี้ลูกค้าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของมาสด้าที่ทันสมัยขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ทั้งสินค้าใหม่ การยกระดับบริการ และได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับในช่วงแรกที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ถูก Disrupt ด้วยแบรนด์จีน ซึ่งในขณะนั้น
แบรนด์ญี่ปุ่น ยังไม่มีผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ ๆ ที่จะสร้างการแข่งขันได้ ดังนั้น เราจึงได้หันมามองหาจุดแข็งของเราว่า นอกเหนือจากด้านผลิตภัณฑ์แล้ว มีอะไรอื่นอีกบ้าง ซึ่งเราทราบดีว่า ความแข็งแกร่งของเรา คือ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ จึงได้เริ่มลงมือผลักดันการสร้างแบรนด์อย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเน้นประสบการณ์ด้านการบริการ เพื่อดูแลฐานลูกค้าของเราที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกมิติ
และสิ่งนี้จึงกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญของมาสด้า ในวันที่เราพร้อมยิ่งขึ้น ในยุคของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเห็นได้จากการเปิดตัวแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในประเทศไทย Mazda6e ที่เกิดเป็นปรากฏการณ์ความสำเร็จอันน่าจดจำของมาสด้าในประเทศไทย เพราะการที่เราปรับตัว ทำให้แบรนด์เราแข็งแกร่ง เรามีความน่าเชื่อถือในเรื่องผลิตภัณฑ์ และเราพร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
สำหรับคำว่า “A New Era” ผมมองว่า เริ่มต้นจากการที่มาสด้าได้เดินหน้าเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Multi-Solution Strategy ซึ่งเราได้นำกลยุทธ์ Business Transformation มาใช้เพื่อให้การทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งไม่ว่าวันนี้หรือในอนาคต ถึงแม้รูปแบบพลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ดีเอ็นเอของมาสด้าในทุกมิติจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการมุ่งเน้นการบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” และส่งต่อไปถึง “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ที่เราให้ความสำคัญ

จิตวิญญาณที่ไม่เคยเปลี่ยน ในโลกที่เปลี่ยนทุกวัน
ท่ามกลางการพูดคุยเกี่ยวกับตัวเลขยอดขาย กลยุทธ์ และแผนธุรกิจ มีสิ่งหนึ่งที่คุณธีร์พูดถึงซ้ำ ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อ นั่นคือ “จิตวิญญาณของมาสด้า”
“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือ จิตวิญญาณของมาสด้า ที่เชื่อว่ารถยนต์คือสิ่งที่ ‘มีชีวิต มีหัวใจ’ เพราะมาสด้าไม่ได้แค่ผลิตรถ แต่เราสร้างความหมายที่ทุกคนสัมผัสได้”
ในโลกของการตลาดยุคใหม่ คำพูดแบบนี้อาจฟังดูเป็นสูตรสำเร็จที่ทีม PR เขียนไว้ให้ แต่เมื่อนั่งฟังคุณธีร์พูดเรื่องนี้ในบริบทของการตัดสินใจจริง ๆ ที่เขาทำในช่วงที่วิกฤตกำลังถาโถม จะเข้าใจว่า มันไม่ใช่คำพูดตามสคริปต์ แต่คือ เข็มทิศ ที่เขาใช้นำทางจริง ๆ
สิ่งที่ Mazda เรียกว่า “Mazdaness” คือองค์ประกอบทั้งหมดที่ทำให้รถมาสด้าทุกคันรู้สึกได้ว่าเป็น Mazda ไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ไฟฟ้า หรือ Hybrid ก็ตาม โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าคือการออกแบบภายใต้แนวคิด Kodo Design ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต และปรัชญา Jinba-ittai ที่ถ่ายทอดผ่านความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับขี่กับรถ และ Craftsmanship ที่สะท้อนออกมาในทุกรายละเอียดของการผลิต
“เราเปิดตัว Mazda6e ในฐานะรถไฟฟ้า ที่ทุกคนจะยังรู้สึกเหมือนได้ขับรถ Mazda ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทุกประการ” คุณธีร์ อธิบายคุณลักษณะของรถยนต์ไฟฟ้ามาสด้า แต่ยังคงมี DNA มาสด้า ครบทุกองค์ประกอบ พร้อมกับเสริมว่า A New Era ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการเดินหน้าด้วยพลังใหม่
“A New Era เริ่มต้นจากการที่มาสด้าได้เดินหน้าเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Multi-Solution Strategy และเราได้นำกลยุทธ์ Business Transformation มาใช้เพื่อให้การทำงานในองค์กรเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้คำว่า ‘A New Era’ ของคุณธีร์มีน้ำหนักมากกว่าคำประกาศทางการตลาดทั่วไป คือ ความชัดเจนในสิ่งที่จะไม่เปลี่ยน นั่นคือ DNA มาสด้า ด้วยการมุ่งเน้นการบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ ‘ความสุขในการขับขี่’ ไปถึง ‘ความสุขในการใช้ชีวิต’ ”
ยุทธศาสตร์ใหม่ของมาสด้าในประเทศไทย ตั้งอยู่บนสองเสาหลักที่แตกต่างกัน แต่เสริมซึ่งกันและกัน โดยเสาแรก คือ Multi-Solution Strategy ที่จะไม่นำเสนอแค่เพียงพลังงานรูปแบบเดียว แต่เปิดกว้างสำหรับ BEV, PHEV และ HEV พร้อมกันตามความต้องการของตลาด
และเสาที่สอง คือ Business Transformation ที่ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
สำหรับเรื่องของอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงคร้ั้งนี้ คุณธีร์พูดถึงอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นเรื่องปกติที่การเปลี่ยนแปลงย่อมนำมาซึ่งผลตอบรับที่บวกและลบ อาจจะเกิดความยากลำบากในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เราคุ้นชิน แต่ผมเชื่อว่า การจัดการที่ดี และการดูแลความสัมพันธ์ที่ดี จะนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน”

Mazda6e กระสุนนัดแรกที่เปลี่ยนเกม
หากต้องหาสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า A New Era ของ มาสด้า ประเทศไทย เริ่มต้นแล้วจริง ๆ นั่นคือ Mazda6e รถไฟฟ้าคันแรกของมาสด้าในประเทศไทย
“ความสำเร็จจากการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกในประเทศไทย ได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าชาวไทย” คุณธีร์กล่าว พร้อมกับโชว์ตัวเลขสนับสนุนคำพูดนั้น อย่างชัดเจน
ในงาน Motor Show 2026 ที่เมืองทองธานี Mazda สร้างยอดจองรวมถึง 2,100 คันใน 7 วันแรก โดย CX-6e ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะ ASEAN Premiere และสำหรับ Mazda6e โดยเฉพาะยอดจองพุ่งแตะ 4,000 คัน หลังเปิดรับจอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่พิสูจน์ว่า ความต้องการมีอยู่จริงในตลาด
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการที่ Mazda6e มีหลายสิ่งที่รถไฟฟ้าคู่แข่งไม่มี การที่รถคันนี้ยังให้รู้สึกเหมือน Mazda ทุกประการ ทั้งในแง่ของการขับขี่และการออกแบบ โดยได้รับการยืนยันจากมหาชนทั่วโลก ผ่านรางวัล World Car Design of the Year 2026 ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากผู้สื่อข่าวยานยนต์ 98 คนทั่วโลก จากรถที่เข้าชิงกว่า 90 รุ่น
หมายความว่า รางวัลนี้คือบทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับผู้บริโภคไทยและแฟนมาสด้าทั่วโลก แม้ว่าจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอื่น ๆ ซึ่งแข่งขันด้วยราคาและสเปก แต่มาสด้าเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือการขาย “ประสบการณ์” ที่เชื่อมโยงกับ Philosophy ของแบรนด์ที่คุ้นเคย กับ Kodo Design และ Jinba-ittai Philosophy ได้อย่างลงตัว

กลยุทธ์ 4 มิติ ภาพรวมที่ใหญ่กว่ารถคันเดียว
อย่างที่คุณธีร์บอกว่า Mazda6e คือ กระสุนนัดแรกที่เปลี่ยนเกม แต่มาสด้ามองไกลกว่านั้น หมายความว่า Mazda6e คือ จุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของแผน โดยในภาพรวมของแผนนี้ มี 4 มิติที่แตกต่างกัน แต่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว
มิติแรก คือ Mazda6e ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเปิดตลาด EV” สร้างการรับรู้และพิสูจน์ว่า Mazda มีพื้นที่ชัดเจนในตลาดนี้
มิติที่สอง คือ CX-6e และ PHEV ที่จะตามมาในปลายปี 2026 ซึ่งจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่รัก SUV ซึ่งใหญ่กว่า Sedan มากในตลาดไทย โดยเฉพาะ CX-5 ที่เป็น Best Seller ของแบรนด์ในไทยมาตลอด ดังนั้นการมาของ CX-6e จึงเหมือนการส่ง “ตัวแทน EV” ไปรับลูกค้ากลุ่มนั้นมากขึ้น
มิติที่สาม คือ HEV ในปี 2027-2028 ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุดในแง่ของ Volume เพราะ Hybrid ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า BEV จะดึงลูกค้ากลุ่ม Mass Premium ที่ยังลังเลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน หรือยังไม่พร้อมลงทุนกับรถ EV เต็มรูปแบบ ซึ่งในไทยกลุ่มนี้ยังมีขนาดใหญ่มาก
มิติที่สี่ คือ การวาง Position โดยประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของมาสด้า จะไม่ใช่แค่ตลาดรองแต่เป็นตลาดสำคัญ ซึ่งคุณธีร์เปิดเผยแผนที่ชัดเจนว่า “มาสด้าประกาศแผนการลงทุน 5,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของมาสด้า โดยมีกำลังการผลิต 100,000 คัน เพื่อผลิตรถอเนกประสงค์ B-SUV สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกไปยังอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศญี่ปุ่น และการที่จะใช้โรงงาน AutoAlliance Thailand หรือ AAT เป็นฐานการผลิตหลักนั้นมีนัยสำคัญมาก เพราะมันหมายถึงว่า Mazda ไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดกระจายสินค้า แต่วาง Position ให้ไทยเป็น Regional Manufacturing Hub ที่ป้อนรถไปทั่วภูมิภาคอาเซียน
“มาสด้าเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ Multi-Solution Technology โดยจะทำการเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบมากถึง 5 รุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2569-2570 เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV 2 รุ่น รถ PHEV 1 รุ่น และรถ HEV 2 รุ่น”

เป้าหมายที่ไกลกว่าตัวเลข
เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต คุณธีร์พูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเลขยอดขาย นั่นคือ “ผมอยากให้มาสด้า ประเทศไทย เป็นตลาดต้นแบบของภูมิภาค เป็นแบรนด์ที่ลูกค้ารัก ไม่ใช่แค่เลือก เพราะเรามอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด”
ความแตกต่างระหว่าง “รัก” กับ “เลือก” นั้นมีความหมายมากในโลกของ Branding สมัยใหม่ แบรนด์ที่ลูกค้า “เลือก” มักถูกเลือก เพราะราคาหรือสเปก ซึ่งแปลว่า ถ้าใครเสนอราคาถูกกว่าหรือสเปกดีกว่า ลูกค้าก็พร้อมจะเปลี่ยน แต่แบรนด์ที่ลูกค้า “รัก” จะสร้างสายสัมพันธ์ที่ลึกกว่า มีความภักดีที่แข็งแกร่งกว่า และสามารถทนต่อแรงกดดันจากคู่แข่งได้นานกว่า
“เราจะเป็นผู้นำด้านแบรนด์ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกดีและภาคภูมิใจทุกครั้งที่เอ่ยชื่อ มาสด้า”
ในยุคที่ความเร็ว คือ โอกาส คุณธีร์ย้ำว่า “มาสด้า ไม่ได้แค่ตามทัน แต่กำลังนำ”
“ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ๆ ดังนั้น ความเร็ว คือโอกาส และคนรุ่นใหม่ต้องการความรวดเร็ว ความชัดเจน และการสื่อสารที่เป็นตัวตน ดังนั้น มาสด้าจึงทำให้ทุกประสบการณ์ต้องไร้รอยต่อ และสะท้อนคุณค่าที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ”

ผู้นำที่ฟังให้ลึก เคลื่อนที่ให้ไว ตัดสินใจให้ชัด
ในบรรดาทุกสิ่งที่คุณธีร์พูดถึงในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดในฐานะของ Philosophy ของผู้นำ นั่นคือหลักการที่เขายึดถือ คือ “เราต้องฟังให้ลึก เคลื่อนที่ให้ไว และตัดสินใจให้ชัด”
ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ซ่อนความลึกไว้มากในบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
“ฟังให้ลึก” เพื่อเข้าใจจริง เพราะถ้าไม่รับฟัง จะไม่มีวันเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง
“เคลื่อนที่ให้ไว” เพราะตลาดไม่รอใคร และ “ตัดสินใจให้ชัด” บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
นอกจากนี้ คุณธีร์ยังพูดถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จากการเป็นผู้นำว่า “ผู้นำไม่ได้วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด เราต้องปรับตัวทุกวัน ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว”
และในมิติของการทำงานเป็นทีม เขาชัดเจนมากว่า “เราไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่งคนเดียว แต่เราอยากเป็นที่หนึ่งไปพร้อม ๆ กับทีม เพราะถ้าขาดทีม เราก็ไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้”
ปิดท้ายของการสนทนาที่ว่า Born to Dare นั้นเป็นมากกว่า Tagline แต่คือคำนิยามของ มาสด้า ยุคใหม่

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจลงทุนใน Brand Building ในช่วงที่ยากที่สุด การพัฒนารถ EV ที่ยังคงเอกลักษณ์ของมาสด้าทุกประการ ตลอดจนการวางแผนเปิดตัวรถยนต์ 5 รุ่นใน 2 ปี และการลงทุน 5,000 ล้านบาท สำหรับ Manufacturing Hub และการตั้งเป้าให้ไทยเป็น Regional Model ของแบรนด์
ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อน Philosophy เดียวกัน นั่นคือความกล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะแตกต่าง และกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ แม้ในโลกที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยน
“เราเปิดประสบการณ์ใหม่ให้คนไทย และเรากล้าที่จะแตกต่าง กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ ที่สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าของเรา”
คุณธีร์กล่าวในตอนท้ายว่า “ปีนี้ลูกค้าจะเห็นมาสด้าที่ทันสมัยขึ้น แข็งแรงขึ้น และให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น เราไม่ได้แค่เปิดตัวรถใหม่ แต่กำลังเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไทย ไม่ใช่เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นเป้าหมายระยะยาว”
A New Era has begun ไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่คือความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นทีละก้าว เพราะในสนามที่ทุกคนบอกว่า มาสด้า จะเอาอะไรมาสู้ และในยุคที่ทุกอย่างกดดันให้แบรนด์ต้องประนีประนอม
แต่มาสด้า ประเทศไทย ภายใต้การนำของ ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กำลังพิสูจน์ว่า การยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ พร้อมกับการกล้าเปลี่ยนในสิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
เพราะในที่สุดแล้ว แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่แบรนด์ที่ตามกระแสได้เร็วที่สุด แต่คือแบรนด์ที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และกล้าพอที่จะเป็นสิ่งนั้นต่อไปอย่างภาคภูมิใจ ในทุกยุค ทุกสมัย และทุกรูปแบบของการเปลี่ยนแปลง

One Mazda, One Team, Drive Together
ถอดรหัสกลยุทธ์การตลาด การขาย และการบริการลูกค้า “มาสด้า” ยุคใหม่
มีความจริงหนึ่งที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเรียนรู้พร้อมกันในปี 2569 นั่นคือ ในโลกที่ทุกค่ายรถมีสเปกใกล้เคียงกัน ราคาเทียบกันได้ และเทคโนโลยีลอกเลียนกันได้ภายในไม่กี่เดือน โดยโจทย์ที่ยากที่สุดในการตลาดยุคนี้คือ ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ในทุกบริบท
มาสด้า เข้าใจความจริงข้อนี้ และกำลังสร้างทั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ บนพื้นฐานของคำว่า “One Mazda, One Team, Drive Together” เพื่อเชื่อมทุกส่วนขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย นั่นก็คือ มอบคุณค่าสูงสุดจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์มาสด้า ไปถึงมือผู้บริโภค
Business Plus ชวนทุกท่านมาค้นหาคำตอบจากคุณภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้เข้าใจถึง New Business Model ของกลยุทธ์การตลาด การขาย และการบริการลูกค้า “มาสด้า” ยุคใหม่

เมื่อ Brand Perception เป็นสิ่งเดียวที่มีมูลค่า
คุณภพนิพิฐ ฉายภาพให้ฟังว่า ในช่วงที่ตลาดรถยนต์ไทยถูกกระแส EV จากจีนถาโถมเข้ามา มาสด้า เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่รู้ดีที่สุดว่า ตัวเองไม่ได้มีอาวุธเดียวกันกับคู่แข่ง ไม่มีสายการผลิตแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ ไม่มีคลังอาวุธอยู่เบื้องหลัง และไม่ได้เป็นแบรนด์ที่สามารถเล่นเกมราคาได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น สิ่งที่มาสด้ามี และคู่แข่งไม่มี คือ ความสัมพันธ์กับลูกค้าที่สะสมมาหลายทศวรรษ โดยความผูกพันที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ คุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงสมรรถนะที่เป็นเอกลักษณ์ในการขับขี่ และปรัชญาที่ฝังอยู่ในรถมาสด้าทุกคันที่เคยผ่านมือพวกเขา ซึ่งจากผลการสำรวจจากข้อมูลที่ทีมการตลาดเก็บรวบรวม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในช่วงหลังจากการประกาศแผนลงทุน 5,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ได้บอกเรื่องราวที่ชัดเจนว่า
“ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์มากขึ้น และสิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าตัวเลขใด ๆ คือทัศนคติที่เปลี่ยนไปว่า มาสด้าไม่ได้หายไป แต่กำลังเตรียมตัวเพื่อก้าวต่อไปอย่างจริงจัง
แต่ที่น่าสนใจกว่า คือ การที่ทีมการตลาดไม่ได้พึ่งพาแค่ความรู้สึก ทุกอย่างถูกวัดผลด้วยข้อมูลเป็นตัวตั้ง ตั้งแต่จำนวนครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ไปจนถึงคะแนนความพึงพอใจในทุก Touchpoint และการตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของผู้จำหน่ายที่ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา เพราะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว การตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง”

Mazda6e กับการเปิดตัวที่ไม่เหมือนครั้งไหนในประวัติศาสตร์
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนถึงการทำงานใหม่ขององค์กร เริ่มจากการเปิดตัว Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของมาสด้า ที่มีพร้อมกับบททดสอบสำคัญ ในหลาย ๆ มิติ ประกอบด้วย
มิติแรก คือ เปลี่ยน Timeline ของความสัมพันธ์ ซึ่งปกติแล้ว Customer Journey ของการซื้อรถยนต์ จะเริ่มต้นวันที่ลูกค้าเดินเข้ามาโชว์รูม แต่มาสด้าเลื่อน Starting Point ของความสัมพันธ์ไปก่อนหน้านั้น การที่ลูกค้าจองแพ็กเกจได้ก่อนรถเปิดตัว หมายความว่า ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็น “คนพิเศษ” ที่ได้รับสิทธิ์ก่อนคนอื่น ซึ่งเป็นการสร้าง Emotional Bond กับแบรนด์ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิด Transaction ขึ้น
มิติที่สอง คือ การทดสอบ Demand โดยไม่เสี่ยง ด้วยการเปิด Pre-booking ก่อนเปิดตัวจริง คือ การ Validate ความต้องการตลาดได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะลงทุนเต็มที่กับ Marketing Campaign ในระยะถัดไป
มิติที่สาม คือ การเปลี่ยน Launch Event จาก “การประกาศ” สู่ “การยืนยัน” โดยในอดีตการเปิดตัวรถใหม่ของมาสด้า จะเดินตามรูปแบบที่คุ้นเคย ประกาศราคา จัดงาน ส่งมอบรถ แต่ Mazda6e ถูกออกแบบให้ประสบการณ์ของลูกค้าเริ่มต้นก่อนที่รถจะเปิดตัวจริงต่อสาธารณะ ด้วยการเปิดให้จองแพ็กเกจล่วงหน้า ซึ่งไม่ใช่แค่กลวิธีทางการตลาด แต่คือการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า แบรนด์มองเห็นคนที่รอคอยและต้องการมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับพวกเขา ในฐานะผู้ที่เลือกมาสด้า
แนวคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่เชื่อหรือไม่ว่า เกิดการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในเชิงจิตวิทยาดีขึ้น นั่นเพราะจากการที่ลูกค้าเป็นผู้รับข้อมูล กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ตั้งแต่ต้น และผลที่ตามมา คือ ยอดจอง 4,000 คัน หลังเปิดตัวที่ Motor Show 2026 ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่า กลุ่มลูกค้าที่รักในเอกลักษณ์ของมาสด้าไม่ได้หายไปไหน พวกเขาแค่รอรุ่นที่ใช่อยู่
ที่สำคัญ กระแสที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากเห็น แต่คือ Social Proof ที่ทรงพลัง ซึ่งต้องยอมรับว่า ยุคใหม่ของมาสด้า กล้าทำสิ่งที่ไม่มีใครรับประกันผลลัพธ์ ในตลาดที่ยังไม่แน่ใจว่า ผู้บริโภคไทยพร้อมรับ EV จากแบรนด์ญี่ปุ่นแค่ไหน ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี

เมื่อ Gen Z กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องพูดภาษาเดียวกัน
คุณภพนิพิฐ ให้ข้อมูลต่อว่า จากแผนงานใหม่ของมาสด้า ทีมการตลาดรู้ดีว่า คนรุ่นใหม่ คือ กลุ่มเป้าหมายหลัก ดังนั้น โจทย์ของทีมการตลาดต้องคิดแบบ 360 องศา สำหรับการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีเดิมที่เคยใช้กับ Gen Y หรือ Gen X นั่นเพราะ Generation Z มองโลกต่างออกไป
“พวกเขาไม่ได้ซื้อรถเพราะสเปก แต่ซื้อเพราะเอกลักษณ์และตัวตนในรถยนต์คันนั้น โดยที่พวกเขาจะไม่ตอบสนองต่อโฆษณาแบบ Broadcast และจะรู้สึกไม่ดีกับแบรนด์ที่พูดไม่ตรงกับสิ่งที่ทำ ดังนั้น กลยุทธ์ที่มาสด้าใช้ในการเข้าถึงคนรุ่นนี้ จึงไม่ใช่การปรับข้อความในโฆษณา แต่ต้องออกแบบทุกประสบการณ์ที่ Gen Z สัมผัสกับแบรนด์ให้รู้สึกถึงความจริงใจ ตั้งแต่การเปิดประสบการณ์ใหม่บนเว็บไซต์ นั่นคือ Virtual Showroom ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสำรวจและหาข้อมูลรถได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่โชว์รูม ไปจนถึงรูปแบบใหม่ของเว็บไซต์ที่ออกแบบมา เพื่อประสบการณ์การค้นหาที่ลื่นไหลและตรงไปตรงมา ที่สำคัญเป็นการชี้ให้เห็นว่า
แบรนด์ กับ ลูกค้า คือ อันหนึ่งอันเดียวกัน”
Human-Centric Design: Positioning ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
ในตลาด EV แบรนด์อื่น ๆ ครองพื้นที่ด้วยราคาที่น่าดึงดูด ซึ่งมาสด้าไม่ได้พยายามแข่งขันในมิติเหล่านั้น แต่เลือกสร้าง Positioning ของ Mazda6e บนฐานที่แข็งแกร่งกว่าในระยะยาว และส่วนหนึ่งก็คือ การออกแบบที่ยึดคนขับเป็นศูนย์กลาง หรือ Human-Centric Design
“Mazda6e ถูกวางตำแหน่งในฐานะรถไฟฟ้าที่ยังคงความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ของรถมาสด้าทุกประการ ทั้งภายนอกที่ถ่ายทอดดีไซน์ Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastBack ที่ดึงเส้นสายและความสง่างามออกมาได้ในแบบที่ไม่มีรถ EV คู่แข่งรายใดทำได้เหมือน ภายในออกแบบมาเพื่อความรู้สึกและการใช้งานที่ตอบโจทย์ ไม่ใช่เพื่อสเปกชีต ทุกจุดสัมผัสถูกคิดมาเพื่อผู้ที่นั่งอยู่ภายในห้องโดยสาร และ Jinba-ittai หรือความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับขี่และรถ ยังคงมีอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว” คุณภพนิพิฐ บอกพร้อมกับชี้ว่า
“ความน่าสนใจของ Positioning นี้ คือการยกระดับ Mazda6e ให้มีความใกล้เคียงกับรถยุโรป ในแง่ของประสบการณ์ขับขี่ แต่ยังคงความคุ้มค่าแบบญี่ปุ่น ในแง่ของความน่าเชื่อถือและความทนทาน ซึ่งเป็น Value Proposition ที่ยากมากสำหรับแบรนด์อื่นที่จะลอกเลียนแบบได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากสเปกหรืองบโฆษณา แต่มาจากประวัติศาสตร์และปรัชญาที่สะสมมามากกว่า 100 ปี”

โชว์รูมยุคใหม่: เมื่อประสบการณ์ ไม่ได้เริ่มที่ประตูกระจก
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ลึกที่สุดในยุทธศาสตร์ใหม่ของมาสด้า คือ การนิยามใหม่ ว่า “โชว์รูม” คืออะไรในยุคปัจจุบัน นั่นเพราะว่า ในอดีต โชว์รูม คือ สถานที่ที่ประสบการณ์ของลูกค้าเริ่มต้นและจบลง แต่ในวันที่ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักรถที่ต้องการ เปรียบเทียบราคา และตัดสินใจแล้วก่อนที่จะเดินเข้าประตูโชว์รูม ดังนั้น การให้ความสำคัญ กับ Physical Space เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่การขายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
มาสด้า มองว่าประสบการณ์ที่แท้จริงของลูกค้า ควรเริ่มต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาค้นหาข้อมูลทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ หรือผ่านการโทรสอบถาม จนกระทั่งตัดสินใจซื้อ รวมถึงการจองนัดหมายก่อนเข้ารับบริการ ตลอดระยะเวลาการครอบครองรถมาสด้า จนกระทั่งกลับมาซื้อซ้ำ ดังนั้น สิ่งที่ต้องยกระดับจึงไม่ใช่แค่หน้าตาของโชว์รูม แต่คือประสบการณ์ทั้งระบบที่เชื่อมทุก Touchpoint เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ส่งเสริมประสบการณ์ลูกค้าในทุกบริบท ตั้งแต่ Virtual Showroom ที่ให้ลูกค้าหาข้อมูลและสำรวจรถได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโชว์รูม จนถึงระบบการจองและติดตามสถานะการซ่อมที่ทำให้ทุกขั้นตอนโปร่งใสและคาดเดาได้ ตลอดจนเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อการค้นหาข้อมูลที่ง่ายและตรงประเด็น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเพิ่ม Feature แต่คือการออกแบบ Journey ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการดูแลตลอดเวลา

MAZDA BASICS: เมื่อมาตรฐาน คือรากฐานของความไว้วางใจ
คุณพิเชษฐ์ เล่าว่า หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในยุทธศาสตร์ด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายของมาสด้า คือ การให้ความสำคัญกับ “ความสม่ำเสมอ” มากกว่าความโดดเด่น
MAZDA BASICS คือชุดมาตรฐานการทำงานที่ถูกนำมาใช้กับผู้จำหน่ายทุกรายทั่วประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ว่าลูกค้าจะเดินเข้าโชว์รูมไหน ในกรุงเทพหรือในจังหวัดห่างไกล ประสบการณ์ที่ได้รับจะมีคุณภาพในระดับเดียวกัน และนั่นฟังดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงมันคือสิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์ทำ เพราะโชว์รูมแต่ละแห่งมีเจ้าของต่างกัน มีวัฒนธรรมองค์กรต่างกัน และมีทีมงานที่มีความสามารถต่างกัน
ดังนั้น การที่มาสด้าเลือกลงทุนใน MAZDA BASICS อย่างจริงจัง แทนที่จะโฟกัสแค่การเปิดสาขาใหม่ เป็นการบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีคิดของทีมบริหาร นั่นคือการเติบโตที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการมีโชว์รูมมากขึ้น แต่มาจากการที่โชว์รูมที่มีอยู่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

Infrastructure ยุค EV: มากกว่าการติดตั้งเครื่องชาร์จ
จากผลสำเร็จของยอดจอง Mazda6e ได้สะท้อนภาพหนึ่งที่ชัดเจนว่า การมีรถ EV ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถ้าระบบรองรับไม่พร้อม และมาสด้ารู้ดีว่า ความเชื่อมั่นของลูกค้าในรถไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หลังการขายมากพอ ๆ กับตัวรถ
แน่นอนว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับ Mazda6e และรถไฟฟ้ารุ่นต่อ ๆ ไปจึงต้องครอบคลุมหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการอบรมช่างเทคนิคเฉพาะทางที่ต้องผ่านมาตรฐานของ Mazda Sales Thailand ก่อนที่จะสัมผัสรถไฟฟ้าของลูกค้า หรือแม้แต่การจัดพื้นที่แยกเฉพาะในศูนย์บริการ ที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยสำหรับการทำงานกับระบบไฟฟ้าแรงสูง และการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ห่างไกลมากขึ้น เพราะลูกค้าที่ซื้อรถ EV ในต่างจังหวัดต้องการความมั่นใจว่า จะมีคนดูแลพวกเขาได้เมื่อต้องการ
ดังนั้น มาสด้าจึงออกแบบแผน Mazda6e CX Journey ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับการส่งมอบรถไฟฟ้าคันแรกของมาสด้า ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ และ Premiere Delivery กับ Premiere Celebration คือสองกิจกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้วันแรกที่ลูกค้าได้รับกุญแจรถ กลายเป็นความทรงจำที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่การส่งมอบสินค้า
เช่นเดียวกับมุมมองของคุณศราวุฒิ ที่มองว่า After Sale ไม่ใช่แค่การซ่อมรถ เพราะในโลกที่ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้นทุกปี การรักษาลูกค้าเก่าไว้กลายเป็นโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้การหาลูกค้าใหม่ และมาสด้าลงทุนกับเรื่องนี้อย่างจริงจังผ่านหลายโครงการที่ทำงานควบคู่กัน
โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่จาก 3 ปีเป็น 7 ปี คือการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า Mazda เชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างลูกค้าในระยะยาว ไม่ใช่แค่ในช่วงเวลาที่ขาย ในวันที่ยากลำบาก ต้องช่วยกัน โปรแกรมผ่อน 0% สำหรับค่าอะไหล่ ลดภาระทางการเงินในการบำรุงรักษา และสิทธิพิเศษสำหรับ Mazda Family สร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาสด้า ที่มากกว่าแค่การครอบครองรถ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ Mazda Signature Experience ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าทุกคนที่ได้สัมผัสแบรนด์ ได้รับประสบการณ์ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ขั้นตอนและวิธีการต้อนรับลูกค้า เมื่อลูกค้าเดินเข้าศูนย์บริการ ไปจนถึงวิธีการสื่อสารแบรนด์ ข่าวสาร และข้อเสนอพิเศษ ทุกบริบทต้องบอกเรื่องราวเดียวกันว่า มาสด้าดูแลลูกค้าในฐานะคนสำคัญ เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่แค่ลูกค้าทั่วไป

ปรัชญาที่เดินทางมาจากฮิโรชิม่า
เบื้องหลังกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมา ทุกท่านจะเห็นว่า แนวทางการทำงานยุคใหม่ของมาสด้ายังแฝงด้วยปรัชญาที่ว่า “แบรนด์ที่ยั่งยืน ไม่ได้สร้างจากโฆษณาหรือโพรโมชัน แต่สร้างจากคุณค่าที่ถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอผ่านทุกการกระทำ หรือ Brand Value Management ที่ประกอบด้วย Radically Human, Challenger Spirit และ Omotenashi ซึ่งไม่ใช่คำขวัญที่พิมพ์ไว้บนผนังสำนักงาน แต่คือเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจในทุกเรื่อง ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงวิธีที่พนักงานขายพูดกับลูกค้าในวันที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ และสิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดจิตวิญญาณ Spirit of Hiroshima จากฮิโรชิม่าสู่ประเทศไทย ผ่านระบบการฝึกอบรมและวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน บนกระบวนการทำงานเป็นทีม One Mazda
One Team ไม่ใช่แค่การพูดว่า ทุกคนทำงานร่วมกัน แต่คือการที่ทีมการตลาด ทีมขาย ทีมบริการลูกค้า และช่างในศูนย์บริการทุกแห่งทั่วประเทศ ต่างเข้าใจว่า ตัวเองมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์ให้กับลูกค้าคนเดียวกัน ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองแล้วส่งต่อ
ทีมการตลาดที่ต้องสร้างการรับรู้และความต้องการ ทีมขายที่แปลงความต้องการนั้นสู่การตัดสินใจซื้อ ด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และทีมบริการที่ดูแลให้ความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าให้ยาวนานตลอดอายุการใช้งาน
แน่นอนว่า ทั้งสามส่วนนี้ต้องทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะในสายตาของลูกค้า มีเพียงมาสด้าแบรนด์เดียว ไม่ใช่สามแผนกที่แยกจากกัน

New Era, New Way of Working
ภายใต้ A New Era นี้ วิธีการทำงานของทั้งองค์กรได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กลยุทธ์ที่ยึดข้อมูลและความต้องการของลูกค้าเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แนวคิดที่มองทุกบริบทของลูกค้าเป็น Opportunity สร้างประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ Transaction และมาตรฐานการทำงานที่ผ่าน MAZDA BASICS ทำให้ไม่ว่าลูกค้าจะเดินเข้าโชว์รูมไหนในประเทศไทย ประสบการณ์ที่ได้รับจะมีคุณภาพในระดับเดียวกัน
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีนโยบายใหม่จากส่วนกลาง แต่เกิดขึ้นเพราะทุกคนในองค์กรเข้าใจว่าทำไม ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติตามคำสั่ง กับการมุ่งมั่นต่อเป้าหมายเดียวกันจากใจ
และสุดท้าย “Drive Together” ไม่ได้แปลว่า แค่ขับรถไปพร้อมกัน แต่คือการชวนลูกค้าทุกคนให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งใหม่นี้ไปด้วยกัน
“ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำกับเราว่า ลูกค้าที่เลือกมาสด้าในวันนี้ ไม่ได้แค่ซื้อรถ แต่เพราะพวกเขาเชื่อในสิ่งที่มาสด้าเชื่อ คือ รถยนต์ที่มีชีวิต มีหัวใจ และมอบความสุขแท้จริงในการขับขี่ที่ไม่มีวันล้าสมัย ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
One Mazda คือ Identity ที่ชัดเจน One Team คือพลังขับเคลื่อนจากภายใน และ Drive Together คือคำเชิญที่ มาสด้า จะมอบให้กับทุกคนที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่ A New Era ไปพร้อมกัน
เขียนและเรียบเรียง : วิทยา กิจชาญไพบูลย์
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส
