ปีที่แล้ว MG ปิดยอดขายในไทยที่ 27,007 คัน แต่ปีนี้ MG กลับตั้งเป้าหมายที่สูงกว่านั้นมาก โดยล่าสุดบริษัทประกาศปรับเป้ายอดขายจากเดิมที่วางไว้ 30,000 คัน ขึ้นเป็น 36,000 คัน หรือเท่ากับเติบโตจากปีก่อนราว 30% แล้ว MG มั่นใจอะไรถึงกล้าปรับเป้าขึ้นขนาดนี้
ด้านคุณฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) อธิบายว่าช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การนำเข้าชิ้นส่วนบางรายการติดขัด จนเกิดยอดค้างส่งมอบสะสมไว้จำนวนหนึ่ง โดยปัญหานี้ส่งผลกระทบทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต่างเจอปัญหาซัปพลายเชนสะดุดคล้ายกันในช่วงครึ่งปีแรก
อย่างไรก็ตาม คุณฉัตวิทัยมองว่าสถานการณ์การนำเข้าชิ้นส่วนในครึ่งปีหลังเริ่มคลี่คลายและปรับตัวดีขึ้นแล้ว บริษัทจึงเร่งเคลียร์ยอดค้างส่งมอบให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเชื่อว่าตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เพราะดีมานด์ของผู้บริโภคที่ชะลอตัวไปก่อนหน้านี้เริ่มกลับมา เมื่อรวมกับปัญหาชิ้นส่วนที่คลี่คลาย ทำให้ MG เชื่อมั่นและปรับเป้าการขายขึ้นตั้งแต่กลางปี
ตัวเลขที่สนับสนุนมุมมองนี้คือภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยเอง ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งตลาดอยู่ที่ 374,424 คัน เพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ากำลังซื้อในตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมกำลังกลับมา โดยคุณฉัตวิทัยระบุว่า สัดส่วนของยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ในตลาดตอนนี้ขึ้นไปอยู่ที่ 54.6% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เท่ากับว่ารถยนต์ไฟฟ้าและกลุ่มพลังงานใหม่กำลังกลายเป็นตัวเลือกหลักของคนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาด
สำหรับ MG มียอดจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 16,920 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโต 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย NEW MG S5EV PLUS เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากจำนวน 6,341 คัน ตามมาด้วย MG4 ELECTRIC ที่จำนวน 6,018 คัน โดยยอดจดทะเบียนดังกล่าวส่งผลให้ MG ขึ้นมาอยู่ใน Top 5 ของตลาดรถยนต์ไทยด้วยส่วนแบ่งตลาด 4.5% ขณะที่คุณฉัตวิทัยยังตั้งเป้าอยากให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 5%
ในแง่กลยุทธ์ MG เลือกรุกตลาดพร้อมกันทั้งสองด้าน ทั้งกลุ่มแมสที่เป็นฐานลูกค้าหลัก และกลุ่มพรีเมียมที่กำลังเติบโตแรง โดยในฝั่งพรีเมียม MG ใช้วิธีสร้าง Community เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น แทนที่จะออกแบบสินค้าแล้วรอให้ตลาดตอบรับเพียงอย่างเดียว
สรุปแล้ว เมื่อมีปัจจัยด้านภาพตลาดรวมที่กำลังฟื้น สัดส่วน NEV ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการรุกทั้งสองตลาดพร้อมกันของ MG จึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปอยู่ที่ 36,000 คันในปีนี้ เพื่อตอบสนองต่อฝั่งอุปทานที่เริ่มคลี่คลาย และฝั่งอุปสงค์ที่กำลังกลับมาพร้อมกัน


ที่มา: MG
The Business Plus บิสิเนสพลัส
