Home / Strategic Move / Special Issue / Major กระตุ้นการดูหนัง รุกตั้งจอหนังในระดับตำบล

Major กระตุ้นการดูหนัง รุกตั้งจอหนังในระดับตำบล

เมเจอร์พร้อมรุกตลาดต่างจังหวัดด้วยการส่งโรงหนังไปตั้งในห้างประจำตำบล ตั้งเป้าปี 2020 เมเจอร์จะมีโรงหนังครบ 1,000 โรง ทั้งในเมืองไทยและซีแอลเอ็มวี

ชี้เมืองไทยควรจะมีโรงหนังมากกว่านี้ และสร้างหนังที่เป็นของตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนมาดูหนัง ล่าสุดส่งเทคโนโลยีเลเซอร์คมชัดระดับ 4K มาเอาใจคนรักหนัง ประเดิมที่แรกในโรงภาพยนตร์สยามภาวลัย พร้อมลุยสร้างหนังไทย 12 เรื่องตลอดปี ด้วยงบลงทุน 1,000 ล้านบาท

 

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมเจอร์พร้อมรุกตลาดต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ด้วยการกระจายโรงภาพยนตร์ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมที่สุด โดยได้จับมือกับไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างโลตัส บิ๊กซี เพื่อเข้าไปตั้งโรงภาพยนตร์ในระดับตำบลและอำเภอ ที่ทั้ง 2 แบรนด์จะเข้าไปดำเนินธุรกิจ

 

ถ้าเราทำโรงหนังเข้าไปอยู่ในตำบลและอำเภอได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตขึ้นมาได้ เพราะจะทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางมาดูหนังได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเดินทางไกลจนเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปตั้งในอำเภอไปแล้ว และในปีนี้จะลงไปในระดับตำบลได้ โดยจะไปเปิดโรงภาพยนตร์ขนาดประมาณ 100-150 ที่นั่ง

 

ปัจจุบันเมเจอร์มีสาขาโรงภาพยนตร์ในไทยประมาณ 670 โรง ใน 40 จังหวัด ซึ่งตามเป้าหมายระยะยาว เมเจอร์ฯ ต้องการผุดสาขาในทุกๆ จังหวัดของประเทศไทย โดยในปีนี้ได้เตรียมเงินลงทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อเปิดโรงภาพยนตร์ใหม่ 70-80 โรง เน้นตลาดต่างจังหวัดด้้วยการวางแนวทางเจาะพื้นที่ระดับอำเภอ 1-2 โรงต่อจุด โดยขณะนี้สัดส่วนการดูหนังของต่างจังหวัดกับกรุงเทพอยูู่ที่ 50/50 ในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้คาดว่าสัดส่วนของต่างจังหวัดจะเพิ่มขึ้นเป็น 53-54%

 

“สิ่งที่เราต้องโฟกัสมากคือ เรายังมีโรงหนังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยมี 1,000 กว่าโรงแท่านั้น ทั้งที่ในความจริงแล้วน่าจะมีโรงหนังอย่างน้อย 2,000 โรง ดังนั้นในปี 2020 เมเจอร์ตั้งเป้าจะมีโรงภาพยนตร์รวม 1,000 โรง แบ่งเป็นในประเทศ 900 โรง และซีแอลเอ็มวีอีก 100 โรง”

 

วิชา กล่าววว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลกโฟกัสมาที่เอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะจีนที่ปัจจุบันมีโรงหนังมากกว่า 40,000 โรง และมีจำนวนคนชมภาพยนตร์ถึง 1.4 พันล้านคนในปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอินเดียที่มีอัตราการเติบโตของการชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับในปี 2017 นี้ ถือเป็นปีทองของหนังฮอลลีวูด เพราะจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มาฉายหลายเรื่อง อาทิ ทรานฟอร์เมอร์ ฟาสต์ 8 รวมไปถึง สไปเดอร์แมน ซึ่งถือเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะช่วยดึงให้คนเข้ามาดูหนังกันมากขึ้น

 

ทั้งนี้หนังไทยเมื่อเทียบกับหนังฮอลลีวูดยังถือว่ามีจำนวนที่น้อยอยู่ ซึ่งคาดว่านับจากนี้หนังโลคอลจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเรามองว่าเกาหลีเป็นไอดอลของเรา เขามีวัฒนธรรมการดูหนังของแข็งแรงมาก ซึ่งไทยน่าจะตามไปได้ไม่ยาก เพราะเมื่อมองโดยภาพรวมแล้ววัฒนธรรมส่วนใหญ่ของเกาหลีคล้ายของไทยมาก ทั้งการใช้ชีวิต การใช้สมาร์ทโฟน ความสวยความงาม เป็นต้น ดังนั้นในปีนี้ส่วนผู้ผลิตภาพยนตร์ในกลุ่มเมเจอร์จะผลิตหนังไทยออกฉายประมาณ 12 เรื่อง เบื้องต้นบริษัทวางงบลงทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท

 

ปัจจุบันเกาหลี สามารถสร้างยอดขายตั๋วดูภาพยนตร์สูงถึง 200 ล้านใบต่อปี จากจำนวนประชากร 50 ล้านคน และมีโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศมากกว่า 2,000 โรง เฉลี่ยแล้วคนเกาหลีดูหนังอย่างน้อย 4 เรื่องต่อปี ส่วนไทยมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน แต่สร้างยอดขายตั๋วดูหนังเพียง 40 ล้านใบ อัตราเฉลี่ยการดูหนังในโรงภาพยนตร์ต่อคนไม่ถึง 1 เรื่องต่อปี ซึ่งการสร้างโรงหนังขึ้นทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด จะปลุกวัฒนธรรมการดูหนังให้ตื่นตัวมากขึ้น

 

สำหรับตลาดในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ การกระตุ้นให้เกิดการชมภาพยนตร์มากขึ้นนั้น วิชาได้ใช้กลยุทธ์ MAJOR 5.0 “Digitalization Society” ซึ่งจะเป็นการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามาให้บริการ ถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบเสพย์เทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี

 

โดยล่าสุดนำเข้าระบบการฉายจากประเทศอเมริกาด้วย “ระบบเลเซอร์โปรเจ็กเตอร์” ครั้งแรกของเมืองไทยชื่อ “Christie RGB Laser” เทคโนโลยีเครื่องฉายเลเซอร์ใหม่ที่สุดและดีที่สุดในโลก มีความคมชัดของภาพในระดับ 4K นำร่องกันที่โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ (Siam Pavalai Royal Grand Theatre) ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดจอกว้างถึง 24 เมตร รองรับผู้ชมได้ถึง 1,092 ที่นั่ง

 

“การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์มาฉายภาพยนตร์นั้น เมเจอร์ต้องการที่จะทำกับทุกโรงภาพยนตร์อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่มีราคาแพงมาก คงจะเริ่มทะยอยติด โดยจะเริ่มที่พรีเมียมสกรีนก่อน ซึ่งในส่วนของการฉายด้วยเลเซอร์นี้ถือเป็นการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่เน้นความสวย คมชัด และเสียงที่ดี นับเป็นจุดขายสำคัญของโรงภาพยนตร์ยุคใหม่ เป็นการสร้างความตื่นเต้นเพื่อดึงให้ลูกค้าเข้ามาชมมากขึ้น”

 

 

วิชา กล่าวว่า ในปีที่แล้วเมเจอร์มีรายได้จากธุรกิจหนังอย่างเดียวเกือบ 5,000 ล้าน ส่วนทั้งตลาดไม่น่าจะต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 6-7% ส่วนหากเป็นรายได้ทั้งกลุ่มเมเจอร์ในปีที่ผ่านมาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าอุตสาหกรรมหนังน่าจะโตมากกว่า 15-20% เช่นเดียวกับของเมเจอร์ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับเดียวกัน