Home / BUSINESS ANALYTIC / เป็น นายทุนหนัง คุ้มค่ารึเปล่า..? [Case study] Joker
เป็นนายทุนหนัง คุ้มค่ารึเปล่า

เป็น นายทุนหนัง คุ้มค่ารึเปล่า..? [Case study] Joker

หากจะเป็น “นายทุนหนัง” ซักเรื่อง เราต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ยังคุ้มค่าน่าลงทุนอยู่หรือไม่ ลองมาดูกรณีตัวอย่างจาก Jason Cloth นายทุนใหญ่จากภาพยนตร์ Joker..

 

Jokerภาพยนตร์ที่เล่าจุดกำเนิดของเจ้าชายแห่งอาชญากรรมของเมืองก็อดแธม แต่ระยะหลังบรรดาหนังฮีโร่จากฝั่ง DC ไม่ได้กำไรเท่าที่คาด อีกทั้งก่อนเข้าโรงก็มีกระแสต่อต้านเบา จากชาวเน็ต ว่า Joker มีเนื้อหารุนแรงเกินไป คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่ควรดู และอาจจะเป็นการสนับสนุนให้เด็กยึดเป็นไอดอล ลุกขึ้นมาเป็นฆาตกรหมู่ตาม!

แต่พอได้เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประเทศอิตาลี กลับได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติกระหึ่มนานถึง 8 นาที และเมื่อจะดูว่าหนังประสบความสำเร็จมั้ย กฎทั่วไปของอุตสาหกรรมภาพยนตร์คือให้คูณสองงบประมาณการผลิต คือ Joker ต้องทำรายได้มากกว่า 128 ล้านเหรียญทั่วโลกเพื่อทำเงินคืน

ซึ่ง Joker ก็ทำรายได้เปิดตัวในอเมริกาสูงถึง 263 ล้านเหรียญ ด้วยงบประมาณเพียง คือ 55 ล้านเหรียญ ซึ่งต่ำกว่าภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป ทำให้ตอนนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่าJoker สามารถทำกำไรได้เป็นที่เรียบร้อย”

 

Deadpool (ภาคแรก) ทุนสร้าง 58 ล้านเหรียญ รายได้ 783 เหรียญ

Aquaman ทุนสร้าง 160 ล้านเหรียญ รายได้ 1,148 ล้านเหรียญ

Avenger Endgame ทุนสร้าง 356 ล้าน รายได้ 2,796 ล้านเหรียญ

 

ความสำเร็จนี้อาจทำให้เหล่านายทุนพากันยิ้มแก้มปริ แต่ก่อนที่ใครจะเป็นนายทุนหนังควักเงินให้ภาพยนตร์ใด จากคำพูดหว่านล้อมของผู้กำกับว่าหนังจะทำเงินได้แน่ ก็ต้องชั่งใจประมาณนึง รวมถึง นาย Jason cloth ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Creative Wealth Media ก็วิเคราะห์หนัก ก่อนตัดสินใจลงทุนสร้างให้ Joker ถึง 25 ล้านเหรียญ

 

Jason Cloth
Jason Cloth

สาเหตุที่ร่วมลงทุน

หลังจากที่ Warner Bros. ตัดสัมพันธ์กับบริษัท RatPac-Dune Entertainment ของ Brett Ratner ที่เป็นนายทุนใหญ่ เพราะ Brett ถูกฟ้องร้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ Warner Bros. จึงได้ติดต่อกับ Jason cloth ผู้เคยร่วมลงทุนในภาพยนตร์ The Good Liar ให้มาเป็นนายทุนหนังของเรื่อง Joker 

และนี่คือบทสนทนาระหว่าง Jason cloth และ Warner Bros. ฉบับติดฟิลเตอร์ซับนรก

Jason Chat

Jason chat2

แต่กระนั้น Jason ไม่ได้เป็นนายทุนหนังที่ประสบความสำเร็จแบบเรื่อง Joker ทุกครั้ง เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ 

อุปสรรคที่พบเมื่อเป็น “นายทุนหนัง”

ทุกวันนี้มีภาพยนตร์ถูกผลิตขึ้นมากว่า 50,000 เรื่องต่อปี แต่มีเพียง 800 – 900 เรื่องที่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และ มีไม่ถึง 300 เรื่องเท่านั้นที่ทำเงินได้

แม้บางทีบทจะดี นักแสดงดี ตัดต่อดี คำวิจารณ์ดี ก็ไม่อาจเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คืออุปสรรคหนึ่งที่นายทุนหนังต้องทำการบ้านเพิ่มเติม อย่างเรื่องภูมิหลังของผู้กำกับ  หรือ ทัศนคติของนักแสดง ว่าเคยไปโพสต์ประเด็นอ่อนไหวใด ๆ หรือไม่ เช่น เรื่อง The Birth of a Nation (2016) ที่ Jason เคยเป็นนายทุนหนังให้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์มากมาย เมื่อตอนไปฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนัง Sundance แต่พอผู้กำกับ Nate Parker โดนกระแสข่าวฉาว เรื่องคดีข่มขืนเมื่อ 17 ปีที่แล้ว เข้ามาโจมตี ทั้งที่ศาลตัดสินใจเขาพ้นผิด แต่ก็ทำให้หนังโดนเลื่อนวันเข้าฉายจริง อีกทั้งยัง Remake มาจากภาพยนตร์ชื่อเรื่องเดียวกัน ที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานภาพยนตร์ที่เชิดชูประวัติศาสตร์คนผิวสี ผู้ชมจึงคาดหวังสูง เลยมีการเปรียบเทียบที่เข้มข้น ทำให้ The Birth of a Nation (2016) ทำรายได้เพียง 15 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 8.5 ล้านเหรียญ หรือก็คือหนังเจ๊งนั่นเอง..

อีก 1 อุปสรรคที่สำคัญ คือ รายได้ส่วนใหญ่ของธุรกิจภาพยนตร์มาจากการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และรายได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนําออกแสดงหรือจัดจําหน่ายให้แก่ผู้บริโภค เช่น นำไปฉายบน Netflix

Jason จึงมองว่าศัตรูตัวฉกาจของธุรกิจภาพยนตร์คือเหล่าสตรีมเมอร์ใจดี ผู้แบ่งปันให้ชาวบ้านดูกันฟรี ไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือวงการหนังซูม หนังเถื่อนที่มาเร็วแรงแซงDVD , Blu – ray เพราะเป็นการสกัดช่องทางรายได้สูงสุด คนไม่ต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ก็ได้!! 

(หมายเหตุ : Jokerไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์จากเพจคำคมเด็กแว้น!!!)

กลยุทธ์ของ Jason cloth

เมื่อมีอุปสรรคมากมายที่ต้องลุ้นยิ่งกว่าเสี่ยงโชค Jason ก็มีวิธีการที่น่าสนใจในการลงทุนกับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง 

1. กระจายความเสี่ยง

Jason มองว่า Joker สามารถทำกำไรได้ เพราะ Warner Bros. เป็นบริษัทที่มีทีมงานที่รู้ว่าจะทำยังไงให้หนังดังเปรี๊ยง และเป็นการดีที่ได้ทำสัญญาธุรกิจกับ Warner Bros. ต่อไป จึงร่วมลงทุน 100 ล้านเหรียญ กับภาพยนตร์ในเครือหลายเรื่องอย่าง Joker , The Mule , Is’t It Romantic และ The Kitchen เพื่อกระจายความเสี่ยง หากหนังเรื่องใดเรื่องนึงเจ๊ง ก็จะมีรายได้จากเรื่องอื่นมาจุนเจือ

2. จ้างนักการเงินมาวิเคราะห์แทนนักวิจารณ์ภาพยนตร์

พนักงานในบริษัท Creative Wealth Media ของ Jason cloth ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาณิชธนกิจแทนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจภาพยนตร์ เพราะมองว่าความสนใจของผู้ผลิตและความสนใจของนักการเงินไม่เหมือนกัน

Jason cloth นักลงทุนชาวแคนาดา แห่ง Creative Wealth Media ร่วมกับ Bron Studios ได้ทุ่มเงิน 750 ล้านเหรียญสู่วงการภาพยนตร์มากว่า 1 ทศวรรษแล้ว ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักการเงินเอกชนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และสร้างผลตอบแทนได้ราว 8% -11% พร้อมมองว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็อาจให้ผลตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน จึงต้องใช้ความอดทนและการเฝ้าสังเกตที่ดี หากมี 2 สิ่งนี้ ก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ทำให้การเป็นนายทุนหนังนั้นคุ้มค่า คุ้มราคา!

 

อ้างอิง : Deadline , bloomberg , hollywoodreporter , playbackonline , infonews.ca , citynews , screendaily , screenrant 

 

Business plus