ผลสำรวจชี้ บริษัทเทคฯ ไทยหมดยุค Overhire เข้าสู่โหมดคุมต้นทุนแล้ว

ผลสำรวจ Thailand C Vision Summit 2026 ของ Business+ ที่เก็บข้อมูลจากผู้บริหารเทคโนโลยีไทยจำนวนหนึ่ง เปิดเผยตัวเลขกลยุทธ์อันดับหนึ่งที่ผู้บริหารเทคฯ ไทยเลือกในปีนี้ไม่ใช่การออกโปรดักต์ใหม่หรือขยายตลาด แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งมีผู้บริหารเลือกกลยุทธ์นี้สูงถึง 54.53% ทิ้งห่างอันดับสองอย่างการปรับโครงสร้างองค์กรที่ 21.19% และทิ้งห่างการออกสินค้าใหม่หรือการเร่งยอดขาย 

สิ่งที่น่าสนใจของผลสำรวจนี้คือคำอธิบายที่แนบมากับตัวเลือกอันดับสองอย่างการปรับโครงสร้างองค์กร โดยบ่งชี้ว่า เรากำลังมาถึงยุคการลดขนาดองค์กรหลังยุค Overhire หรือยุคที่บริษัทเทคฯ จ้างคนเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคยจากช่วงหลังโควิดที่ธุรกิจเทคฯ ทั่วโลกระดมจ้างคนเพื่อรองรับการเติบโตของดิจิทัล

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้ยุค Overhire ต้องจบลงจริง ๆ แล้วมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าอุปสงค์ในประเทศปีนี้จะโตเพียง 1.6% ส่วน World Bank มองว่า GDP ไทยจะโตแค่ 1-2% ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวหลังโควิด ขณะที่ค่าใช้จ่ายของหลาย ๆ องค์กรกำลังโตเร็วกว่ารายได้ ทำให้หนึ่งในทางเลือกที่เหลืออยู่ของผู้บริหารคือการลดต้นทุนคนซึ่งเป็นก้อนใหญ่ที่สุดของบริษัทเทคฯ

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของผลสำรวจนี้คือมุมมองต่อ AI ในการเข้ามาเป็นเครื่องมือในการลดต้นทุน โดยผู้บริหารเทคฯ ไทย 54.53% ระบุว่าเป้าหมายของการใช้ AI คือการเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน โดยมุ่งหวังให้ระบบทำงานทดแทนคนได้จริง เพื่อเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ที่จะลดลงจากการลดขนาดองค์กร

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคนไทยก็อย่างเช่นกรณีของ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คนไทยใช้กันทุกวัน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Bloomberg รายงานว่า บริษัท Sea Ltd. ประกาศปรับลดพนักงานสายพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกราว 8% ของทีมดีเวลอปเปอร์ทั้งหมด ท่ามกลางการเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานและพัฒนาบริการใหม่ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการของ Sea ยังเติบโตดี ไม่ใช่ช่วงที่บริษัทกำลังขาดทุน สะท้อนว่าการลดคนรอบนี้เป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อคุมต้นทุนวิศวกรรมซึ่งเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของบริษัทเทค 

ด้านสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย หรือ PMAT ก็ยืนยันว่าองค์กรในไทยหลายแห่งก็กำลังลดคน ทำให้ปีนี้เป็นยุค The Great Termination โดย PMAT ระบุว่าบริบทไทยต่างจากตะวันตกตรงที่แรงงานคนหรือ Blue Collar คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 65% ของแรงงานทั้งหมด จึงมีต้นทุนแรงงานที่ค่อนข้างต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว 

ดังนั้นแรงจูงใจในการใช้ AI ขององค์กรไทยจำนวนมากจึงไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนคนเป็นหลัก แต่คือการเพิ่มรายได้ต่อหัว เช่น ใช้พนักงานจำนวนเท่าเดิมแต่ขยายรายได้จากหลักร้อยล้านบาทไปอีกหลายร้อยล้านบาทได้ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Business+ ยังเจออีกว่าอุปสรรคอันดับหนึ่งของการคุมต้นทุนในอุตสาหกรรมเทคฯ คือทัศนคติของพนักงานเอง โดย 27.28% ขององค์กรเผชิญปัญหาที่พนักงานรู้สึกลบต่อการลดต้นทุน หมายความว่ามีแรงต้านจากกลุ่มคนทำงานสายไอทีที่มีทักษะสูงและมีความสำคัญต่อองค์กร พูดง่าย ๆ คือคนเก่งที่บริษัทอยากรักษาไว้ที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่รู้สึกไม่ปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ ผู้บริหารเลยต้องเผชิญความท้าทายระหว่างการตัดสินใจว่าจะลดต้นทุนตรงไหนกับการรักษาคนเก่ง ๆ ไว้ในองค์กรระหว่างที่กำลังปรับโครงสร้างไปด้วย 

ทั้งนี้นั้น หากมองในอีกแง่หนึ่ง การจบยุค Overhire ไม่ได้แปลว่าบริษัทเทคฯ จะหยุดจ้างคนไปเลย แต่รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไป ตำแหน่งที่หายไปกับตำแหน่งที่เปิดใหม่อาจไม่ใช่งานแบบเดียวกันอีกต่อไป งานที่เคยทำแบบทำซ้ำ ๆ หรืองานที่ AI ทำแทนได้ง่ายมีแนวโน้มจะถูกตัดก่อน ขณะที่ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางด้าน AI หรือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดกลับเป็นที่ต้องการมากขึ้น 

 

ที่มาผลสำรวจ Thailand C Vision Summit Survey 2026 โดย Business+, Bloomberg, PMAT