ในปีที่ผ่านมา หลาย ๆ ธุรกิจเผชิญปัญหาการซบเซาจนทำให้สร้างผลประกอบการแบบชะลอตัว แต่ไม่ใช่กับธุรกิจบิวตี้สโตร์ที่ต่างพากันมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง 4 เจ้าใหญ่ ได้แก่
บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด เจ้าของร้าน Eveandboy จำนวนหน้าร้านปัจจุบัน 69 สาขา
ปี 2566 รายได้ 3,503 ล้านบาท กำไร 758 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 4,458 ล้านบาท กำไร 1,071 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 5,478 ล้านบาท กำไร 1,255 ล้านบาท
บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด เจ้าของร้าน Beautrium จำนวนหน้าร้านปัจจุบัน 104 สาขา
ปี 2566 รายได้ 1,518 ล้านบาท กำไร 213 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 2,465 ล้านบาท กำไร 443 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 2,978 ล้านบาท กำไร 462 ล้านบาท
บริษัท คอนวี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของแบรนด์ Konvy จำนวนหน้าร้านปัจจุบัน 5 สาขา
ปี 2566 รายได้ 1,799 ล้านบาท กำไร 33 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 2,302 ล้านบาท ขาดทุน 32 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 2,648 ล้านบาท กำไร 58 ล้านบาท
บริษัท เซโฟรา (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินกิจการร้าน Sephora ภายในไทย ปัจจุบันมีหน้าร้าน 13 สาขาในไทย
ปี 2566 รายได้ 2,223 ล้านบาท ขาดทุน 10 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 2,772 ล้านบาท กำไร 128 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้ 3,216 ล้านบาท กำไร 143 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายใหญ่สุดยังคงเป็นอีฟแอนด์บอยที่รายได้ 3 ปีเติบโตจาก 3,503 ล้าน ไปถึง 5,478 ล้านบาท หรือโตขึ้นกว่า 56% ในเวลาแค่ 2 ปี ขณะที่กำไรพุ่งจาก 758 ล้านบาทในปี 2566 มาแตะ 1,255 ล้านบาทในปี 2568 โดยถ้าเอารายได้ปีล่าสุดมาหารกับจำนวนสาขาจะเท่ากับแต่ละสาขาสร้างรายได้เฉลี่ยเกือบ 80 ล้านบาทต่อปี
บิวเทรี่ยมมีสาขามากที่สุดในกลุ่มคือ 104 สาขา รายได้ปี 2568 อยู่ที่ 2,978 ล้านบาท แต่กำไรปี 2568 อยู่ที่ 462 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนที่ทำได้ 443 ด้านเซโฟรามีแค่ 13 สาขาในไทย แต่รายได้ปี 2568 ทำได้ถึง 3,216 ล้านบาท แปลว่าแต่ละสาขาเฉลี่ยรายได้เกือบ 250 ล้านบาทต่อปี จากการเน้นขายของแบรนด์หรูทำให้รายได้สูง
ส่วนคอนวี่คือมีสาขาน้อยที่สุดที่ 5 สาขา เพราะโมเดลของคอนวี่พึ่งพาออนไลน์เป็นหลัก โดยปี 2567 พลิกขาดทุน 32 ล้านบาท ก่อนจะกลับมากำไร 58 ล้านในปี 2568
ความน่าสนใจของข้อมูลนี้อย่างแรกคืออัตรากำไรสุทธิ โดยธรรมชาติของธุรกิจบิวตี้สโตร์จะเป็นค้าปลีก แต่เป็นค้าปลีกที่มีอัตรากำไรสุทธิสูง โดยกำไรสุทธิของอีฟแอนด์บอยที่ 23% ถือว่าสูงมาก
ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ร้านพวกนี้มีโมเดลเป็น Multi-brand หรือร้านเดียวแต่ขายหลายแบรนด์ ที่คล้ายกับโมเดลแบบ Marketplace ทำให้ร้านมีอำนาจต่อรองกับแบรนด์ได้สูง และดึงดูดลูกค้าได้กว้างกว่าร้านแบรนด์เดียวมาก ขณะที่ความต้องการสินค้าอย่างพวกเครื่องสำอางและสกินแคร์ก็ค่อนข้างสูงในกลุ่มผู้บริโภคทุกช่วงอายุ ทั้งกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงกลุ่มอายุมากขึ้น
ความได้เปรียบอีกอย่างของร้านบิวตี้สโตร์คือ ความสามารถในการ Scalability ได้ง่าย เพราะคุณภาพของสินค้าอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์จะไม่ลดลงแม้จะขยายสาขาเยอะ ทำให้บริษัทเน้นการรักษาคุณภาพผ่านประสบการณ์ในร้าน เช่น การตกแต่ง แสง ความสะอาด และพนักงาน ซึ่งถ้าวางระบบดีก็ทำได้ไม่ยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ร้านดังอย่าง Eveandboy และ Beautrium จะสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว
สรุปแล้ว ร้านบิวตี้สโตร์เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตได้ดีในไทย แม้เศรษฐกิจกำลังซบเซา จากดีมานด์ที่แข็งแกร่งและมาร์จิ้นที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นร้านบิวตี้สโตร์ร้านหนึ่งสามารถขายของได้เป็นสิบเป็นร้อยล้านบาทต่อปี
ที่มา: DBD
The Business Plus บิสิเนสพลัส
