ในตลาดสเต๊กราคาจับต้องได้ ชื่อที่คนนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ น่าจะเป็น Eat Am Are และสเต๊กลุงหนวด โดยทั้งสองแบรนด์ขายสเต๊กได้เป็นพันเป็นร้อยล้านบาทเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วมีโมเดลธุรกิจของทั้งคู่ต่างกันคนละเรื่อง

เริ่มจาก Eat Am Are ที่รายได้เติบโตแรงต่อเนื่อง ปี 2566 มีรายได้ 772 ล้านบาท กำไร 4.2 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ขึ้นมาที่ 1,269 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท และปี 2568 รายได้ 1,771 ล้านบาท กำไร 32 ล้านบาท รายได้ใน 2 ปีเพิ่มขึ้นราว 129% ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่า ปัจจุบันมี 27 สาขา
ฝั่งสเต๊กลุงหนวดมีรายได้ที่นิ่งกว่ามาก ปี 2566 รายได้ 433 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 438 ล้านบาท กำไร 26 ล้านบาท และปี 2568 รายได้ 464 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท รายได้โตขึ้นเพียง 7.2% ใน 2 ปี แต่มีสาขามากกว่า 90 แห่ง
จะเห็นได้ว่ารายได้ของ Eat Am Are สูงกว่าลุงหนวดหลายเท่า แต่พอคำนวณอัตรากำไรสุทธิจะได้ว่า
Eat Am Are
0.54% ในปี 2566
1.18% ในปี 2567
1.81% ในปี 2568
สเต๊กลุงหนวด
4.62% ในปี 2566
5.94% ในปี 2567
4.31% ในปี 2568
จะเห็นว่าลุงหนวดมีอัตรากำไรสูงกว่า Eat Am Are ทุกปี โดยปี 2568 สูงมากกว่า 2.4 เท่า ทั้งที่มีรายได้น้อยกว่ามาก
ความแตกต่างนี้มาจากกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนกัน โดย Eat Am Are เลือกเปิดสาขาเองทั้งหมด ไม่ขายแฟรนไชส์ ข้อดีคือคุมคุณภาพสินค้าและบริการได้ง่าย ลูกค้าจะได้รสชาติและประสบการณ์แบบเดียวกันทุกสาขา แต่ข้อเสียคือต้องลงทุนเองทุกแห่ง การขยายสาขาจึงช้า และรายได้ทั้งหมดที่เข้ามาก็มาพร้อมต้นทุนทั้งหมดด้วย
ส่วนลุงหนวดมีรายได้หลักจากการขายแฟรนไชส์ ผู้ซื้อแฟรนไชส์เป็นคนลงทุนสาขาเอง แบรนด์จึงขยายได้เร็วโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากเท่าเปิดเอง และมีรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีมาร์จิ้นสูงกว่าการขายสเต๊กเอง แต่ข้อเสียคือคุมคุณภาพได้ยากกว่า และถ้าผู้ซื้อแฟรนไชส์บริหารล้มเหลว ภาพลักษณ์โดยรวมของแบรนด์ก็จะเสียหายไปด้วย
เรื่องราคาก็เป็นอีกจุดที่ต่างกัน Eat Am Are เน้นทั้งราคาและปริมาณ ให้เนื้อเยอะเมื่อเทียบกับราคา ลูกค้าจึงรู้สึกคุ้มค่า แต่ต้องแลกกับมาร์จิ้นต่อจานที่ต่ำ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่อจานสูง
ลุงหนวดใช้วิธีตั้งราคาถูก เมนูส่วนใหญ่ไม่ถึงร้อยบาท ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย เจาะตลาดแมสได้ และส่งเสริมการซื้อซ้ำ ข้อดีของราคาระดับนี้คือช่วยให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มีลูกค้าเข้าร้านสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ราคาไม่ใช่ตัวอธิบายส่วนต่างของอัตรากำไรตรงนี้ เพราะรายได้หลักของบริษัทมาจากการขายแฟรนไชส์ ต้นทุนหน้าร้านส่วนใหญ่จึงไม่ได้สะท้อนอยู่ในงบของบริษัท
นอกจากนี้ Eat Am Are มักเปิดสาขาในศูนย์การค้าและอาคารออฟฟิศที่มีคนสัญจรจำนวนมากในแต่ละวัน ข้อดีคือลูกค้าเยอะและเดินเข้าร้านได้ง่าย แต่ค่าเช่าในทำเลแบบนี้ก็สูงตามไปด้วย ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ที่กดอัตรากำไรลง
ขณะที่ลุงหนวดเน้นเปิดข้างทางเท้าและใกล้แหล่งชุมชน สอดคล้องกับกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานซึ่งเป็นลูกค้าหลัก ค่าเช่าและต้นทุนการเปิดร้านมักต่ำกว่า ซึ่งเอื้อกับการขายแฟรนไชส์ในราคาที่คนทั่วไปเอื้อมถึง
ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ Eat Am Are ที่รับรู้รายได้จากยอดขายหน้าร้านทั้งหมด จึงมีรายได้ก้อนใหญ่ แต่ก็ต้องแบกทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า และค่าแรงพนักงานเอง กำไรที่เหลือจึงบาง ส่วนลุงหนวดมีรายได้ก้อนเล็กกว่า แต่ส่งต้นทุนการเปิดและดำเนินงานสาขาไปให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ กำไรที่เหลือจึงคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า
ทั้งนี้ ทั้งสองแบรนด์ไม่มีใครผิดใครถูก Eat Am Are เลือกเส้นทางที่คุมคุณภาพได้เต็มที่ แลกกับการขยายที่ช้าและกำไรที่บาง ส่วนลุงหนวดเลือกขยายเร็วด้วยแฟรนไชส์ ได้มาร์จิ้นสูงกว่า แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องมาตรฐานและภาพลักษณ์
ที่มา: DBD, เว็บไซต์บริษัท
The Business Plus บิสิเนสพลัส
