ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า เมืองนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ และ ROCTEC คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมืองและการยกระดับชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้จริงในระดับโลก กระแส Smart City ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนผ่านการลงทุนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 6 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุด จากแรงหนุนของการขยายตัวของเมือง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT มาใช้อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน Smart City ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น หน้าจอแสดงเวลาขบวนรถไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ หน้าจอแสดงความหนาแน่นการจราจรในถนนเส้นต่างๆ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในสวนสาธารณะ เป็นต้น ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยผู้ที่วางตำแหน่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของตลาดในอนาคต

ในองค์ประกอบของ Smart City “ระบบการเดินทาง” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนเผชิญทุกวัน และส่งผลโดยตรงต่อเวลา คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของปัญหานี้ ผู้คนต้องเสียเวลากับการจราจรติดขัดถึง 115 ชั่วโมงต่อปีในปี 2025 ซึ่งไม่เพียงกระทบคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สะท้อนว่าระบบการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมบั่นทอนทั้งความเชื่อมั่นและโอกาสในการพัฒนาเมือง

ในทางตรงกันข้าม ฮ่องกงนำเสนอภาพตัวอย่างที่น่าสนใจผ่านระบบ MTR ที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อวัน (มากกว่าไทยกว่า 3 เท่า โดยประเทศไทยมียอดผู้โดยสารต่อวันอยู่ที่ 2 ล้านคน) ด้วยความตรงต่อเวลาสูงถึง 99.9% แสดงให้เห็นว่าหากระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ เมืองสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างราบรื่น ผู้คนวางแผนชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยท้ายที่สุด ความแตกต่างของเมืองจึงอยู่ที่คุณภาพของระบบและระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และฮ่องกงจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเมือง หากแต่อยู่ที่ความฉลาดของระบบอัจฉริยะ การเชื่อมโยงข้อมูล และความต่อเนื่องของการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสของผู้มีเทคโนโลยีในการยกระดับเมือง

อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับเมืองยุคปัจจุบัน เนื่องจากหัวใจสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล” (Digital Infrastructure) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง ควบคุม และบริหารจัดการระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถ การติดตามแบบเรียลไทม์ หรือความปลอดภัย แม้ไม่ปรากฏชัดต่อผู้ใช้งาน แต่มีบทบาทสำคัญต่อความเสถียร ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการให้บริการ

ในมุมมองนี้ บทบาทของ ROCTEC มีความน่าสนใจในฐานะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบรางและรถไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของการเดินทางในเมืองขนาดใหญ่ แม้บทบาทดังกล่าวอาจไม่ได้ปรากฏต่อสายตาของผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน แต่ระบบเบื้องหลังเหล่านี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตั้งระบบเทคโนโลยี แต่มีบทบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบราง ตั้งแต่ Railway Communication Systems เช่น ระบบควบคุมรถไฟ, กล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ, เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ และระบบอาคารอัจฉริยะ ซึ่งล้วนช่วยให้การเดินรถมีความปลอดภัย เชื่อมต่อได้ และตรงเวลา ขณะเดียวกัน ROCTEC ยังต่อยอดสู่ IoT และ Predictive Maintenance เพื่อคาดการณ์และป้องกันความขัดข้องล่วงหน้า รวมถึงโซลูชัน Cybersecurity และ Digital Display & Urban Communication ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลในเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นผู้เชื่อมโยงระบบการเดินทาง ข้อมูล และการสื่อสารของเมืองเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

ขณะเดียวกัน ในมิติของ Smart City โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบการเดินทาง แต่ยังครอบคลุมถึง “ระบบการสื่อสารของเมือง” ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล การสื่อสารจึงต้องเข้าถึงผู้คนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริง ธุรกิจสื่อดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงโฆษณา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการสื่อสารของเมือง ที่ช่วยให้ข้อมูลและข่าวสารเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในจุดที่ใช้ชีวิตจริง
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเมื่อระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการหาที่อยู่ในอนาคตย่อมไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือรูปแบบอาคารเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของตนเองเข้าสู่เมืองได้อย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และรวมถึงการมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตประจำวัน และในช่วงปลายปี 2569 ROCTEC จะเริ่มมีบทบาทในอีกหนึ่งมิติของการพัฒนาดังกล่าวร่วมกับทาง BTSG จากการต่อยอดความเชี่ยวชาญใน In-house R&D ของ ROCTEC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดจากระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ไปสู่การใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด เมืองอัจฉริยะที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก หากแต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ชีวิตดีขึ้นจริง” ในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบการเดินทางที่เชื่อถือได้และทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย ระบบการสื่อสารของเมืองที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ ไปจนถึงบ้านและการอยู่อาศัยที่สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว

ROCTEC มอง Smart City ในฐานะ “ระบบนิเวศของเมือง” ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ Smart ICT และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นรากฐานด้านข้อมูล ไปจนถึง Smart Mobility ที่ยกระดับการเดินทางให้มีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่ Smart Building และ Smart Living เพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ควบคู่กับ Smart Grid และ Smart Environment ที่สนับสนุนการบริหารพลังงานและความยั่งยืนในระยะยาว โดยทั้งหมดไม่เพียงขับเคลื่อนเมืองในเชิงโครงสร้าง แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น หาก Smart City คือภาพของอนาคต ROCTEC ก็มีเป้าหมายในการเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อนาคตนั้นค่อย ๆ เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไปสู่การสร้างคุณค่าที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ROCTEC มุ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดเทคโนโลยีสู่คุณค่าที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ท้ายที่สุด เมืองที่ดีอาจไม่ใช่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นทิศทางที่ ROCTEC มุ่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง