Home / THE CHIEFTAIN / KOL (Key Opinion Leader) / นูทานิคซ์ คาดการณ์โลกปี 2021

นูทานิคซ์ คาดการณ์โลกปี 2021

ปี 2021 เป็นปีแห่งความตื่นตระหนกและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เป็นปีที่พลิกโฉมวิธีการทำงาน และวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรองรับความปกติใหม่ (New Normal) ที่เกิดขึ้น องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วก็สามารถฝ่าวิกฤตและพาตัวเองขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้ องค์กรที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน ก็ต้องพยายามเร่งกระบวนการปรับตัวและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อความอยู่รอดของตน

การเร่งความพร้อมทางดิจิทัลจะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อกำหนดรูปแบบทางเทคโนโลยีและธุรกิจในปี 2021 และนูทานิคซ์ได้คาดการณ์เทรนด์สำคัญที่จะมีอิทธิพลต่อรูปแบบทางธุรกิจและเทคโนโลยีในปี 2021 เพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถเตรียมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  1. กลยุทธ์ที่จะใช้ต้องมีความยืดหยุ่น และสร้างความคล่องตัว เนื่องจากองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนต่างต้องมีการทบทวนปรับปรุงกลยุทธ์บ่อยขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เสมอ อีกทั้งยังต้องรับมือกับการกลับมาเติบโตที่ถูกคาดการณ์ไว้

หลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่จะเป็นการฟื้นตัวแบบไม่คงเส้นคงวา แม้ว่าการฟื้นตัวของประเทศหนึ่งอาจเป็นไปด้วยดี แต่ทั่วโลกจะยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่จนกว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติจะกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ซึ่งความท้าทายที่กล่าวข้างต้น ทำให้การเติบโตที่จะกลับมาเป็นแบบกระจัดกระจาย

และเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ องค์กรจะต้องมีความคล่องตัวที่ช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์ และการใช้จ่ายต่าง ๆ ขององค์กรได้ถี่ขึ้น (เช่นเป็นรายไตรมาส) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ในระดับมหภาคได้  ความต้องการในการใช้ไอทีแบบเดิมที่ใช้เงินลงทุนมากจะแทนที่ด้วยความคล่องตัวของระบบการผลิตและส่งสินค้า หรือบริการสู่ท้องตลาดได้ทันเวลาและในจำนวนที่ต้องการพอดี (Just-In-Time: JIT)

ดังนั้น วิธีการของเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ไม่สามารถทำให้เกิดความคล่องตัวในลักษณะนี้ได้ องค์กรขนาดใหญ่และภาครัฐจึงใช้รูปแบบ Subscription Models มากกว่าที่จะทำสัญญาระยะยาวผูกมัดกับผู้ขายเทคโนโลยี เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้รูปแบบการซื้อตามการใช้งาน (Pay-as-You-Grow) ซึ่งส่งเสริมกลยุทธ์ ‘Fail Fast’ (ล้มเร็ว ลุกไว) จะสร้างความสมดุลให้กับการสร้างนวัตกรรมที่จำเป็นกับความจำเป็นในการลดปัจจัยเสี่ยง

  1. การนำพาองค์กรสู่ดิจิทัลไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศ (CIO) เพียงผู้เดียว แต่เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของผู้บริหารทุกฝ่าย

องค์กรทุกแห่งจะทบทวนรูปแบบการทำงานใหม่  ไม่ว่าเมื่อก่อนเราเคยทำสิ่งต่าง ๆ มาอย่างไร แต่สภาพแวดล้อมของเราและความคาดหวังของผู้คนได้เปลี่ยนไปแล้ว  และเพื่อให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ แม้แต่องค์กรที่มีความอ่อนไหวง่ายที่สุดก็จำเป็นต้องมีความคล่องตัว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วในประเทศญี่ปุ่น กับการทำ Digitization ในหน่วยงานสำคัญของภาครัฐทุกแห่ง เพื่อให้ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในรูปแบบดิจิทัล

ก่อนหน้านี้ การทำ Digitization เป็นงานสำคัญอันดับต้นของ CIO แต่ไม่ได้รับความสนใจในระดับเดียวกันจาก CEO หรือผู้บริหารฝ่ายอื่น ๆ แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดแล้ว พลังของดิจิทัล
ทรานส์ฟอร์เมชัน ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของธุรกิจ และจะยังคงเป็นหนึ่งในความสำคัญสูงสุดตลอดปี 2021 นี้ และ CIO จะมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการตัดสินใจและความเป็นผู้นำทางธุรกิจ 

  1. ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะถูกหยิบยกมาถกกันอีกครั้ง และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการหาแนวทางแก้ไขเรื่องนี้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในปี 2021 นอกจากเรื่องการเมือง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญอย่างแท้จริง และเราจำเป็นต้องหาทางออก โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น แหล่งทรัพยากร การขนส่ง และการเกษตร

ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ยังคงจัดทำและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ต้องคำนึงถึงมุมมองด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีการกระจายตัวไปในพื้นที่ต่าง ๆ จะต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานเพิ่มขึ้น เหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น จะกระทบต่อระบบซัพพลายเชน และโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ทำให้เทคโนโลยีสามารถช่วยให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเผชิญกับความกังวลที่กล่าวมา โซลูชันใหม่ ๆ เช่น เอดจ์คอมพิวติ้ง และ IoT จะมีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ เช่น การนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การติดตามการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในสถานการณ์จริง การปรับแต่งให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดการปล่อยมลพิษ การบริหารจัดการสายการผลิตได้ดีขึ้น เป็นต้น

  1. เมื่อความตระหนักในประโยชน์ของคลาวด์และการนำไปใช้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง CIO จะยืนหยัดใช้กลยุทธไฮบริดและมัลติ-คลาวด์

บริษัทหลายแห่งในเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่น ที่ต้องการมุ่งสู่คลาวด์เป็นรายแรก ๆ กำลังจับคู่ทำงานร่วมกับบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตระหนักมาหลายปีแล้วว่าแอปพลิเคชันหลาย ๆ ตัวที่มีความสำคัญมากต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่เหมาะที่จะทำงานอยู่บนพับลิคคลาวด์

บริษัทต่าง ๆ ต้องการความสามารถเสมือนคลาวด์ (Cloud-like) แต่จำเป็นต้องมีทางเลือกและความยืดหยุ่น  ไม่มีบริษัทใดต้องการจะล็อกตัวเองไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังนั้น CIO ทั้งหลายจะเริ่มยืนยันให้ใช้กลยุทธ์ไฮบริดและมัลติ-คลาวด์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยืนกรานให้มีการรับประกันว่าจะสามารถเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันได้

เราได้เห็นองค์กรจำนวนมากทั่วโลกเริ่มปรับแอปพลิเคชันของตนให้ทันสมัยและเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ ‘Cloud First’ และมักจะเจอทางตัน เมื่อพวกเขาพบว่าแอปพลิเคชันหลัก ไม่สามารถโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนเป็นโมเดลที่ใช้กับคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรในภายหลัง กลยุทธ์ไฮบริดและมัลติ-คลาวด์เป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้เพื่อสร้างสมดุลให้กับความคล่องตัวของคลาวด์ และการประหยัดค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับสภาพที่เป็นจริงของการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

สอดคล้องข้อมูลจาก Nutanix Enterprise Cloud Index 2020 ผลสำรวจในส่วนของประเทศไทยที่ระบุว่า 76% ของผู้ตอบแบบสำรวจไทยเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า การใช้ไฮบริดคลาวด์ ซึ่งคือการผสมผสานกันของการใช้พับลิคและไพรเวทคลาวด์/ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสม

อีก 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้จะใช้ไฮบริดคลาวด์เท่านั้น โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 82% ระบุว่า COVID-19 ทำให้มีการใช้ไอทีในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดย 68% เพิ่มการลงทุนในพับลิคคลาวด์ (เทียบกับผลสำรวจทั่วโลกที่ 47%) และ 56% เพิ่มการลงทุนในไพรเวทคลาวด์ (เทียบกับผลสำรวจทั่วโลกที่ 37%)

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก The Cloud Readiness Index (CRI) 2020 โดย Asia Cloud Computing Association (ACCA) ระบุความพร้อมการใช้คลาวด์ของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 9 โดยกลยุทธ์ไฮบริดและมัลติ-คลาวด์ยังช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัว สามารถปรับแนวทางการทำงานได้แบบฉับไว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการมองล่วงหน้าไปในอนาคต

และองค์กรต่าง ๆ จะเรียนรู้ในการใช้มุมมองระยะยาวและหลีกเลี่ยงที่จะถูกล็อกอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจใช้ไม่ได้ผลในอีก 3 – 6 เดือนต่อไป หากอยู่ ๆ โลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหันจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นในปี 2020 ที่องค์กรควรจะนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์ปี 2021 สิ่งนั้นคือ 1.การเปลี่ยนแปลงทั้งมหภาคและจุลภาคเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทวีความซับซ้อน และ 2.ยุ่งเหยิงมากขึ้น ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวต้องเป็นแกนหลักของแนวคิดทางธุรกิจ