8 แบรนด์ข้าวถุงไทย ใครทำกำไรเก่งที่สุด

ธุรกิจข้าวถุงในไทยกลายเป็นตลาด Red Ocean จากการแข่งขันด้านราคา ทำให้ถึงแม้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะมีรายได้จะสูง แต่มีอัตรากำไรสุทธิต่ำ เป็นเพราะผู้บริโภคข้าวถุงมีความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ (Low Brand Loyalty) ดูได้จากพฤติกรรมของคนไทยที่พร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์ทันที หากอีกแบรนด์มีการทำโปรโมชัน

ซึ่งการแข่งขันลักษณะนี้ทำให้แบรนด์ใหญ่ที่มีทุนหนา โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำธุรกิจแบบครบวงจร (มีทั้งโรงสีและบริษัทส่งออกข้าว) สามารถเอาชนะได้ในการทำสงครามราคา แต่ก็เป็นการกดกำไรสุทธิของตัวเองให้ต่ำลง

‘Business Plus’ ได้รวบรวมข้อมูล 8 แบรนด์ข้าวถุง พร้อมข้อมูลที่น่าสนใจทั้งตัวเลขทางการเงิน และจุดเด่นของแบรนด์มาดัง Infographic ด้านล่างนี้

จะเห็นว่า ข้าวมาบุญครอง : ซึ่งเป็นแบรนด์ข้าวถุงรายแรกของไทย บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป เป็นแบรนด์ที่มีอัตรากำไรสุทธิเกิน 18% สูงที่สุดในกลุ่ม เพราะข้าวมาบุญครองเน้นกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มสุขภาพ ซึ่งมีราคาขายต่อหน่วยสูง ขณะที่ และยังนำพลังงานทดแทน (Solar) มาลดค่าไฟได้ถึง 50%

 

ข้าวพนมรุ้ง : แบรนด์ข้าวถุงที่เน้นราคาจับต้องได้ ถูกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ บริหาร-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท ชัยทิพย์ จำกัด สาเหตุที่ข้าวพนมรุ้งมีอัตรากำไรสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 เป็นเพราะแบรนด์ได้เน้นเจาะตลาดแบบ Niche และ B2B Market ซึ่งมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาด Mass ที่มีค่าใช้จ่ายการตลาดสูง

 

ข้าวไดโนเสาร์ : เป็นแบรนด์ข้าวท้องถิ่นที่มีจำนวนการผลิตต่ำ จึงทำให้เราหาซื้อยากกว่าแบรนด์อื่นๆ บริหารงาน-จัดจำหน่ายภายใต้ ห้างหุ้นส่วนจํากัด พงษ์ชัยธัญญาพืช

 

ข้าวหงษ์ทอง : ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ในไทย เน้นการเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

 

ข้าวไก่แจ้ : เป็นแบรนด์ข้าวในท้องถิ่น อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี สู่แบรนด์ข้าวถุงชั้นนำระดับประเทศและส่งออกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด และยังมีแบรนด์ตรากระเช้า

 

ข้าวเบญจรงค์ : เป็นโรงงานข้าวแห่งแรกในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ในการคัดแยกและบรรจุข้าวสาร บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท เอเชีย อินเตอร์ ไรซ์ จำกัด

 

ข้าวตราฉัตร : ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในไทย อยู่ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด แต่จะเห็นว่ามีอัตรากำไรสุทธิที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ เพราะข้าวตราฉัตรเน้นการทำตลาด Mass Market รวมถึงจัดโปรโมชั่นดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์ธุรกิจแบบเน้นวอลลุ่ม (Volume-driven) หรือเน้นยอดขายปริมาณมหาศาลเพื่อชดเชยกำไรต่อหน่วยที่บางเฉียบ อีกทั้งการวางสินค้าขายในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศถึงแม้จะหาซื้อได้ง่าย แต่ก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เป็น ค่าแรกเข้า, ค่าธรรมเนียมสืบเนื่อง

ข้าวแสนดี : เน้นเจาะกลุ่มร้านอาหารขนาดกลาง-เล็ก และเน้นกระจายสินค้าเข้าสู่ชุมชนและร้านโชห่วยท้องถิ่น บริหารงาน-จัดจำหน่ายผ่าน บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด ที่ยังมีแบรนด์ย่อย เช่น ข้าวดีเด่น และ ข้าวมั่งมี โดยข้าวแสนดีก็ประสบปัญหาเดียวกับข้าวตราฉัตรที่ต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาลในช่องทาง Modern Trade เช่นเดียวกัน

ที่มา : DBD , ศูนย์วิจัยกรุงศรี