ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ทั้งจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า การมาถึงของซอฟต์แวร์และ AI และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่ คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค คือจะรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้อย่างไร
คุณโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจผ่านหัวข้อ Future Mobility Economy และ Reinventing Thailand’s Automotive Ecosystem ซึ่งสะท้อนวิธีคิดที่มองไกลกว่าตัวรถ ไปสู่การวางรากฐานของทั้งระบบนิเวศ

รถยนต์ยุคหน้าใน 3 มิติ คือ อัจฉริยะ สมดุล และไร้กังวล
เมื่อพูดถึงทิศทางของยานยนต์ยุคหน้า คุณอิวานามิ ให้ข้อมูลเชื่อมโยงไว้ 3 มิติที่เชื่อมโยงกันสำหรับธุรกิจยานยนต์ โดยมิติแรก คือ ความอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้น ผ่านแนวคิด Software-Defined Vehicle (SDV) หรือรถยนต์ที่นิยามด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งทำให้รถสามารถสื่อสารกับสภาพแวดล้อมได้ เช่น การสื่อสารกับสัญญาณไฟจราจร
เขายกตัวอย่างบริบทที่คนไทยคุ้นเคยดีอย่างปัญหาจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ว่า ในอนาคตรถจะฉลาดพอที่จะประสานการเคลื่อนที่ร่วมกับรถคันอื่นอย่างกลมกลืน (harmonization) จนลดการชนได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองเรื่องข้อมูล เขามองว่า ข้อมูลการขับขี่ของผู้ใช้จะถูกนำกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งการพัฒนานั้นอาจไม่ได้อยู่ในรูปของรถคันใหม่ แต่เป็นการอัปเกรดออปชันในรถที่ลูกค้าใช้อยู่ สะท้อนแนวคิดที่รถกลายเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาต่อเนื่องได้
มิติที่สอง คือ การสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน โดยจุดนี้เขาแสดงความเห็นอย่างรอบคอบ แม้กระแส EV จะมาแรงและถูกมองว่าจะเอาชนะเครื่องยนต์สันดาป (ICE) แต่เขาชี้ว่าสภาพโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนพลังงานในแต่ละพื้นที่ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านจึงต้องรักษาสมดุลทั้ง 2 ด้าน ไม่ใช่เทไปทางใดทางหนึ่งโดยไม่ดูบริบทจริง
มิติที่สาม คือ ความสะดวกสบายที่มาพร้อมความปลอดภัย โดยเขาตั้งเป้าหมายไปถึงระดับ Zero Accident หรือการไม่มีอุบัติเหตุ แต่ก็ย้ำว่า เป้าหมายทั้งหมดนี้ถูกตั้งบนพื้นฐานที่ปฏิบัติได้จริงและคุ้มค่าจริง ไม่ใช่เพียงวิสัยทัศน์ที่สวยหรู

ประเทศไทยในสมการ ฐานที่สำคัญและโอกาสที่ยังเปิดกว้าง
สิ่งที่ทำให้มุมมองของคุณอิวานามิน่าสนใจสำหรับคนไทย คือ การยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญมากของฮอนด้า โดยฐานการผลิตของฮอนด้า ประเทศไทย ยังเป็น Hub สำคัญในตลาดอาเซียนและตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจเป็นพิเศษในตอนนี้คือ มุมมองเรื่องโอกาสการเติบโตของตลาด
“ในตอนนี้จำนวนประชากรไทย จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่เมื่อเทียบอัตราการครอบครองรถยนต์ในกลุ่มผู้ใหญ่กับประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปหรืออเมริกา กลับพบว่า คนไทยยังมีอัตราการครอบครองที่ต่ำกว่า นั่นหมายความว่า ยังมีช่องว่างให้ตลาดเติบโตได้อีก และกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกโอกาสนี้ คือ ฮอนด้าจะทำราคาขาย ด้วยการลดต้นทุนลง เพื่อทำให้รถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการครอบครองรถฮอนด้ามากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม การที่ฮอนด้าจะเพิ่มอัตราการครอบครองรถฮอนด้ามากขึ้นนั้น คงต้องมองถึงหัวใจของการ Reinvent ด้วยการยกระดับซัพพลายเชนไทยสู่ยุครถ + ซอฟต์แวร์ + AI
แกนที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การพูดถึงการยกระดับระบบนิเวศซัพพลายเชนไทย โดยคุณอิวานามิยอมรับว่า ซัพพลายเออร์ไทยที่มีอยู่นั้นมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและมีความได้เปรียบด้านต้นทุน (cost competitiveness) อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการสนับสนุนที่ดีต่อฮอนด้ามาตลอด
แต่โจทย์ใหม่ของยุคนี้ คือ การผสมผสานตัวรถเข้ากับซอฟต์แวร์และ AI ทำให้ชิ้นส่วนยานยนต์ยุคหน้าต้องมีทั้งต้นทุนที่แข่งขันได้ (Cost) และคุณภาพที่ดี (Quality) และเนื่องจากรถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยต่อชีวิตสูง ดังนั้น ซัพพลายเออร์จึงต้องมีความสามารถสูงทั้งด้านซอฟต์แวร์และ โดยเฉพาะเรื่องความรวดเร็ว (speed) เพราะยุคที่ต้องปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็ว ความเร็วในการตอบสนองคือหัวใจของความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ทั้งนี้ คุณอิวานามิ ยังชี้ให้เห็นอุปสรรคที่เป็นรูปธรรมของซัพพลายเออร์ไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs คือแม้จะมีเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิต แต่หลายรายติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียน (working capital) ดังนั้น การนำเครื่องมือทางการเงิน (financing) เข้ามาช่วย จะปลดล็อกให้ SMEs ที่มีศักยภาพเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้มากขึ้น

จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง กรณี Honda City รุ่นใหม่
จากเนื้อหาที่คุณอิวานามิเปิดเผยมาทั้งหมด เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของฮอนด้าจะไม่บรรลุผลเลย หากไม่แปรเปลี่ยนเป็น Action
“การพัฒนา Honda City รุ่นใหม่ที่จะผลิตในไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกซัพพลายเออร์ SMEs ไทยจำนวน 4 ราย ที่ล้วนมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูง เข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิต โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อให้ SMEs ไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และฮอนด้ายังต้องการเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ไทยให้มากกว่านี้ในอนาคต”
คำกล่าวนี้ สะท้อนถึงมุมมองสิ่งที่คุณอิวานามิ เรียกว่า Reinvent ระบบนิเวศ ด้วยการทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบ ทั้งฮอนด้าคือ ผู้ผลิตรถระดับโลก สถาบันการเงิน และซัพพลายเออร์ไทย ทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับทั้งห่วงโซ่ไปพร้อมกัน

วิสัยทัศน์ที่มองไทยเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่แค่ฐานผลิต
เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด จะพบว่า วิสัยทัศน์ของคุณอิวานามิ มีแก่นที่สอดคล้องกัน คือ การมองการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นโอกาสในการยกระดับไปพร้อมกันทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การขายรถที่ดีขึ้น แต่คือการทำให้รถฉลาดขึ้น ทำให้ตลาดเข้าถึงได้มากขึ้น และทำให้ซัพพลายเชนไทยแข็งแกร่งขึ้นในมิติใหม่ที่ผสานซอฟต์แวร์และ AI
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าจับตาต่อไป คือ การลงมือทำจริงภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดยานยนต์ไทย โดยเฉพาะจากผู้เล่น EV หน้าใหม่ ความท้าทายคือ การรักษาสมดุลระหว่างการลดต้นทุนให้แข่งขันได้ กับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับซัพพลายเชนไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย แต่หากทำได้ ก็จะเป็นการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามวิสัยทัศน์ของบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่มองประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ มากกว่าเพียงฐานการผลิต
The Business Plus บิสิเนสพลัส
