Smart Insurance For a Better Journey วิสัยทัศน์ KPI ในทศวรรษที่ 7 ประกันยุคใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนตุลาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก คุณสุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด ที่จะส่งมอบความคุ้มครองในทุกจังหวะชีวิต ภายใต้ Brand Vision “Ensure Your Future For a Better Journey – มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของคุณสู่เส้นทางที่ดีกว่า”

 

ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่องค์กรแห่งหนึ่งสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด และภัยธรรมชาติตลอดช่วงเวลา 73 ปี ย่อมสะท้อนถึงการมีรากฐานที่แข็งแกร่งและการวางกลยุทธ์อย่างแม่นยำ

บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ คือหนึ่งในบทพิสูจน์นั้น ในวาระที่ก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 เคพีไอ เลือกที่จะก้าวข้ามกรอบความสำเร็จเดิม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานใหม่ มุ่งเดินหน้ายกระดับองค์กรไปสู่ Smart Insurance For a Better Journey ผสานจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือในฐานะบริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย เข้ากับพลังแห่งเทคโนโลยี ข้อมูลเชิงลึก และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อมอบความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงทุกมิติชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

ภายใต้การนำของ คุณสุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ KPI ที่ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษกับ Business Plus ถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร สู่บทบาทใหม่ที่เป็นมากกว่า ‘ผู้รับประกันภัย’ แต่คือ ‘เพื่อนคู่คิดที่เคียงข้างและเข้าใจในทุกจังหวะชีวิต’

 

การปรับตัวของ KPI ปรากฏชัดผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น Ultra Living ประกันภัยบ้านระดับพรีเมียมที่นำเสนอนวัตกรรมความคุ้มครองที่ครอบคลุม ทั้งตัวบ้านและเทคโนโลยีการอยู่อาศัยยุคใหม่ ระบบ Smart Home, เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเอนด์, EV Charger และ Solar Rooftop ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุด 300 ล้านบาท พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากช่างมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง หรือผลิตภัณฑ์ GEN U INTER ประกันภัยสำหรับผู้ศึกษาต่อต่างประเทศที่ออกแบบมาจาก Insight ของลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ด้วยทุนสูงถึง 5 ล้านบาท

นอกจากนี้ KPI ยังมุ่งสู่การเป็นองค์กร Data-Driven ที่นำ AI มาใช้เพื่อ “เสริมคน ไม่ไช่แทนคน” พร้อมการยกเครื่องสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอัจฉริยะ Intelligent Risk Management เพื่อยกระดับการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติและวิกฤตการณ์ใหม่ ๆ หลังผ่านบทเรียนจาก ภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหว และ Covid-19 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือการยกระดับศักยภาพครั้งสำคัญของ KPI

อีกหนึ่งหัวข้อที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ คือ บทบาทของ Corporate Citizen ซึ่ง KPI ยังมุ่งมั่นตอบแทนสังคม กับ “โครงการห้องสมุดมีชีวิต” ที่ดำเนินมาต่อเนื่องถึง 12 ปี ได้สร้างห้องสมุดโรงเรียนไปแล้ว 14 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท พร้อมมอบทุนการศึกษาอีก 600 ทุน

เรื่องราวทั้งหมด คุณสุชาวดี แสงอนงค์ ย้ำกับ Business Plus ว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริงเราต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “ผู้รับประกันภัย” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรที่เคียงข้างลูกค้า” ซึ่งสามารถคาดการณ์และบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าได้ ภายใต้ Brand Vision “Ensure Your Future For a Better Journey – มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของคุณสู่เส้นทางที่ดีกว่า” KPI พร้อมแล้วที่จะร่วมเดินทางไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกคน

 

อะไรคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า Your Trust, Our Care “ดูแลทุกความไว้ใจ” สำหรับ KPI ในวันนี้?
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สำหรับธุรกิจประกันภัยแล้ว “ความไว้วางใจ” ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว คำว่า “Your Trust, Our Care” หรือ “ดูแลทุกความไว้ใจ” สำหรับเราจึงไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่เป็นแนวคิดที่เรานำมาปรับใช้ในการทำงานจริง เพราะเมื่อใดที่ลูกค้ามอบความไว้วางใจให้เคพีไอดูแล นั่นคือความรับผิดชอบที่เราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อที่จะเปลี่ยนความไว้วางใจนั้นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ดี สร้างคุณค่าและความประทับใจให้กับแบรนด์ของเราได้

หากจะแยกให้ชัด “Your Trust” มีความหมายถึง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับแบรนด์เคพีไอ ขณะที่ “Our Care” คือ ความตั้งใจของเราที่จะตอบแทนความไว้วางใจนั้น ผ่านการให้บริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เรามี เพื่อที่จะมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

เคพีไอ จึงให้ความสำคัญกับคำว่า “Trust” ซึ่งเริ่มต้นจากความจริงใจและความโปร่งใส ในฐานะบริษัทประกันภัยเรามีหน้าที่ให้ข้อมูลกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายเงื่อนไขความคุ้มครอง ข้อยกเว้น รวมถึงการนำเสนอเบี้ยประกันภัยอย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจถึงความคุ้มครองที่จะได้รับอย่างชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณค่าที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่จะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าและความจริงใจในการดูแลลูกค้า การบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว รวมถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วยระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด

ส่วนคำว่า “Care” หมายถึง เราต้องมีความจริงใจในการส่งมอบบริการ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งปัจจุบัน เคพีไอ ได้ยกระดับกระบวนการให้บริการในหลายช่องทาง เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อและเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เรายังได้นำ AI และ Data Analytics เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง พฤติกรรม ตลอดจนรูปแบบ Lifestyle ของผู้คนในกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

บทบาทขององค์กรที่ดีในวันนี้ ไม่เพียงที่เราจะโฟกัสเรื่องผลประกอบการแล้ว เรายังต้องมองถึงการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย เคพีไอ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ควบคู่ไปกับการดำเนินการ เพื่อเป็นไปตามเป้าหมาย SDGs (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล เพราะการเติบโตขององค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปพร้อม ๆ กันกับทุกฝ่ายอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยจะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นในแต่ละมิติ

ในด้าน สิ่งแวดล้อม (Environment) เคพีไอ พยายามปรับกระบวนการทำงานของเราให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการลดการใช้พลังงาน การลด Carbon Footprint การปรับแนวคิดและกระบวนการทำงานที่ลด ปรับ หรือยกเลิกการใช้กระดาษ เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลในการจัดการ จัดเก็บ เอกสารและข้อมูล รวมถึงการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในกระบวนการอนุมัติ และการจัดการความเสี่ยง สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ในด้าน สังคม (Social) เราให้ความสำคัญกับพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมทั้งสังคมรอบตัว การสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะความปลอดภัย การยอมรับความหลากหลายทางเพศ ขณะเดียวกัน เคพีไอ ยังเดินหน้าสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการ CSR อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

ส่วนในด้าน ธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ตลอดระยะเวลา 73 ปี ของเคพีไอ เรายึดมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีจริยธรรม และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานที่เหมาะสม

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการรักษาไว้ไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่คือความไว้วางใจจากพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ดิฉันเชื่อว่า ความไว้วางใจสร้างขึ้นได้จากงานที่เราทำในทุก ๆ วัน ดังนั้น “Your Trust, Our Care” จึงเป็นทั้งคำมั่นสัญญาและแนวทางที่ย้ำเตือนเราว่า ทุกความไว้วางใจที่ได้รับมา คือความรับผิดชอบที่เราต้องดูแลพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าให้ดีที่สุด เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับองค์กร และส่งต่อคุณค่าที่ยั่งยืนให้สังคมในระยะยาว

 

วันนี้ที่ KPI ครบรอบ 73 ปี ได้ก้าวผ่านทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วิถีการใช้ชีวิตที่ขับเคลื่อนอย่างไร้ข้อจำกัด บนบริบทของวิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด และภัยพิบัติต่าง ๆ อะไรคือ CORE หรือเสาหลักที่ทำให้เคพีไอ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและก้าวมาถึงทุกวันนี้?

ตลอดระยะเวลา 73 ปีที่ผ่านมา กรุงไทยพานิชประกันภัย เราดำเนินธุรกิจอยู่บนรากฐานแห่งความมั่นคง สะท้อนผ่านกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ และแนวคิดการบริหารองค์กรที่ยึดมั่นใน 4 เสาหลักสำคัญ เพื่อส่งมอบบทบาทการเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในทุกยุคสมัย

  1. ด้านความน่าเชื่อถือของการเป็นบริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย

ในฐานะที่เราเป็นบริษัทประกันวินาศภัยในเครือธนาคารกรุงไทย ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ความมั่นคงในด้านฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมทั้งความน่าเชื่อถือในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่เคร่งครัด การรักษาคำมั่นสัญญา ความซื่อสัตย์และจริงใจในการดูแลพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของบริษัท และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้ามอบความไว้วางใจให้เราด้วยดีเสมอมา

  1. ด้านการปรับตัวและการพัฒนานวัตกรรม (Digital Transformation)

ในยุคที่บริบทโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เคพีไอ ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความแม่นยำในการทำงาน เช่น เราได้พัฒนาแพลตฟอร์มขององค์กรอย่างเว็บไซต์และ Mobile Application “Now KPI” ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการแบบ Self-Service ได้อย่างสะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา ทั้งการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ ตรวจเช็กความคุ้มครอง ต่ออายุประกัน แจ้งอุบัติเหตุ หรือเลือกซื้อประกันภัยออนไลน์ รวมทั้งการให้บริการผ่านช่องทาง Social Media ของบริษัทในทุกแพลตฟอร์ม

  1. ด้านบุคลากรและการพัฒนาศักยภาพ (People & Culture)

เคพีไอ ให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพของพนักงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า การพัฒนาทักษะทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบความรู้ด้านประกันภัยที่ถูกต้อง แม่นยำ และมีคุณภาพ ปลูกฝังให้พนักงานมี Empathy มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในการทำงาน เมื่อต้องให้บริการแก่ลูกค้าและคู่ค้าในทุกสถานการณ์

  1. ด้านความยั่งยืนและการใส่ใจต่อสังคมสิ่งแวดล้อม (Sustainability)

การสร้างการเติบโตของเคพีไอ ในทศวรรษที่ 7 นี้ ดิฉันคิดว่า ไม่เพียงแค่การสร้างผลประกอบการทางธุรกิจ แต่คือการเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เคพีไอ จึงได้ผนวกแนวคิด ESG และ SDGs เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพราะเราเชื่อมั่นว่า องค์กรจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างต้องมีความมั่นคงและอบอุ่นใจไปด้วยกัน

 

วิสัยทัศน์ (Vision) ของ KPI ในยุคการบริหารของคุณคืออะไร และมีมิติใดบ้างที่แตกต่างไปจากวิสัยทัศน์ในยุคก่อน เมื่อเทียบกับวิสัยทัศน์ของเคพีไอ ในยุคนี้ที่บอกไว้ว่า “Ensure Your Future For a Better Journey มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของคุณ สู่เส้นทางที่ดีกว่า”

หากมองย้อนกลับไป ธุรกิจประกันภัยในอดีตเป็นเรื่องของเอกสารและกระบวนการที่ซับซ้อน แต่สำหรับเคพีไอ เราได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Data-Driven & Agile Organization ควบคู่กับการยกระดับการบริหารความเสี่ยงยุคใหม่ (Intelligent Risk Management) โดยเฉพาะบทเรียนจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศของเราในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัย เหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือวิกฤตโรคระบาดอย่าง COVID-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การประเมินความเสี่ยงแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เราจำเป็นต้องขับเคลื่อนองค์กรด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินและเท่าทันความเสี่ยงรอบด้าน ควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัล ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ผ่าน 4 มิติ

  1. การอิงประสบการณ์ สู่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Decision Making & Intelligent Risk Management)

ในอดีต การประเมินความเสี่ยงและการคำนวณเบี้ยประกันภัย จะอิงตามสถิติภาพรวมและประสบการณ์ของทีม Underwriter เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเรามี Big Data Analytics และนำ AI เข้ามาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อจำแนกและประเมินความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านได้อย่างแม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพอากาศ (Climate Risk), ความเสี่ยงภัยทางทรัพย์สินและโครงสร้างเทคโนโลยี (Cyber Risk), ไปจนถึงความเสี่ยงเฉพาะบุคคล เราได้มีการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมและลงลึกในทุกมิติ ซึ่งทำให้บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น

  1. จากโครงสร้างตามลำดับขั้น สู่ความคล่องตัวแบบไร้รอยต่อ (Agile Architecture & Speed)

เคพีไอ ได้ปรับโครงการทำงานให้เป็นแบบ Agile Flat Organization เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ในเรื่องของ Claims Processing และ Underwriting เรานำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงให้ละเอียดและแม่นยำขึ้น ทำให้ฝ่าย Underwriting สามารถออกข้อเสนอที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ในฝั่งการพิจารณาเคลม AI จะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การประเมินความเสียหายเบื้องต้น ทั้งจากรูปถ่ายหรือไฟล์ดิจิตอลทำให้กระบวนการอนุมัติสินไหมรวดเร็วขึ้นเช่นกัน

ส่วนในเรื่องการบริหารงานบุคคล เรามุ่งเน้นการสร้าง AI-Ready Culture โดยยกระดับหลักสูตรการฝึกอบรมให้พนักงานทุกระดับ เพื่อให้พนักงานสามารถนำ AI และ Digital Tools เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (AI Empowerment) เราจัดให้มีโปรแกรมฝึกอบรมทั้งแบบ Short Couse และ Workshop ที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อให้พนักงานเข้าใจการใช้ AI การวิเคราะห์ข้อมูล การลดงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้กระบวนการ Reskill และ Upskill เป็นไปอย่างมีทิศทางมากขึ้น

  1. จากกระดาษ สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ (Digitalization & Green Operations)

เราได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่เคยใช้กระดาษไปสู่ระบบ Paperless ทั้งการออก e-Policy การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud และการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ลูกค้าสามารถทำรายการได้ง่าย ๆ บนมือถือด้วยตนเอง การนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกจากจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ด้วย

  1. จากการเติบโตเฉพาะตัว สู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน (ESG Integration & Human-Centric Culture)

ทิศทางของ เคพีไอ ในวันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยกรอบนโยบาย ESG และ SDGs ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการยึดหลักการบริหารแบบ Human-Centric ในการดูแลพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) และการพัฒนาทักษะในการทำงาน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนจากภายในที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตขององค์กร

 

ตลอดเส้นทาง 24 ปีที่คุณสุชาวดีร่วมเติบโตมากับเคพีไอ บทเรียนสำคัญที่สุดที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำในยุคนี้คืออะไร?

เราอยู่ในยุคที่ธุรกิจประกันภัยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายรอบด้าน ดิฉันคิดว่า บทบาทสำคัญของผู้นำในยุคนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้สั่งการ” ไปสู่ “ผู้สนับสนุน” เรามีหน้าที่เพื่อโค้ชและฝึกฝนให้ทีมงานกล้าคิด กล้าตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ผู้นำยุคนี้ต้องสามารถนำประสบการณ์อันมีค่าในอดีตมาผสานเข้ากับความยืดหยุ่นแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว ดิฉันมีประสบการณ์หลายสิบปีในธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามาก ๆ เราได้ผ่านทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด และภัยพิบัติต่าง ๆ มาอย่างนับไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญคือ การนำบทเรียนเหล่านั้นมาตกผลึกเป็นปัญญาทางธุรกิจ (Business Wisdom) เพื่อคาดการณ์และป้องกันความเสี่ยง โดยไม่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิม ๆ จนไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันเราต้องกล้าเปิดรับข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ภายใต้กรอบความคิดแบบ Agile & Growth Mindset ที่กล้าทดลอง ล้มเหลวให้ไว และเรียนรู้ให้เร็ว เพื่อปรับทิศทางองค์กรให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ

ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อทิศทางและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กร เทคโนโลยีประกันภัยจึงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Analytics และ AI มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง ประเมินความเสียหาย และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และดิฉันคิดว่า หัวใจสำคัญของการนำ AI มาใช้ก็เพื่อ “เสริมศักยภาพ” (Enhance) ไม่ใช่เพื่อ “ทดแทนคน” (Replace) หมายถึง เราไม่ได้เพียงแค่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่เรามุ่งมั่นสร้างคนให้พร้อมใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทีมงานของเรามีเวลาที่จะพัฒนาความคิดและศักยภาพในการทำงาน เพื่อพร้อมให้บริการและให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า คู่ค้าได้อย่างเต็มศักยภาพ

ดิฉันคิดว่า ทักษะที่เคยพาเราประสบความสำเร็จในอดีต อาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตแล้ว ในฐานะผู้นำเราจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความรู้และศักยภาพให้กับพนักงานทุกระดับ ช่วยแก้ปัญหาและขจัดอุปสรรคในการทำงาน ควบคู่ไปกับการใส่ใจในสุขภาวะและสุขภาพจิต (Well-being) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงาน การเปิดใจรับฟัง ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้นำเสนอไอเดียใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ และท้ายที่สุด ดิฉันคิดว่าการพัฒนาทักษะผู้นำ เราเองก็ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ทั้งข้อมูลความรู้รอบตัว เทรนด์ธุรกิจและเทคโนโลยีที่จะสามารถพัฒนาองค์กรและทีมงานของเราให้เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

 

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคและบริบทสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คุณมองว่า ความคาดหวังที่ผู้บริโภคมีต่อบริษัทประกันภัยในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ต้องยอมรับว่า ผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่บริษัทประกันภัยที่มั่นคง หรือแบบประกันที่คุ้มค่าเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ความคาดหวังของลูกค้าถูกยกระดับขึ้นในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการให้บริการ รวมถึงการได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจจากบริษัทประกันภัย ในอดีตแผนประกันภัยอาจเป็นรูปแบบเหมือนสินค้าสำเร็จรูป One-size-fits-all แต่ผู้บริโภคในยุคที่ไม่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและซับซ้อนขึ้น ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้น การได้เห็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนความคุ้มครองได้ตามบริบทชีวิต รวมถึงความคาดหวังถึงการได้รับบริการที่ตรงไปตรงมา สะดวกรวดเร็ว ไปจนถึงการแจ้งเคลมที่ไม่ยุ่งยากซ้ำซ้อนที่สามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นไม่เพียงแต่การตั้งรับหรือให้บริการเมื่อเกิดเหตุ เราต้องปรับบทบาทไปในเชิงของ Prevention คือ มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงและก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น จึงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่มีต่อบริษัทได้มากขึ้น

 

ในตลาดประกันภัยที่มีการแข่งขันสูง การเป็นบริษัทประกันภัยในเครือธนาคารกรุงไทย ถือเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าบริษัทประกันภัยอื่นอย่างไร?

การเป็นบริษัทประกันภัยในเครือธนาคารกรุงไทย ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของเราเท่านั้น แต่คือ ‘ข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์’ ที่เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เคพีไอ อย่างมีนัยสำคัญ อย่างที่เราทราบกันดีว่า ธนาคารกรุงไทย คือสถาบันทางการเงินที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง มีธรรมาภิบาล และยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ธนาคารกรุงไทยมีพันธกิจที่สำคัญในการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินผ่านแนวคิด Thailand Open Digital Platform ถือเป็นการสร้างจุดแข็งและโอกาสทางธุรกิจให้เราอย่างมาก เพราะทำให้ เคพีไอ สามารถขยายบทบาทในการดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งประชาชนทั่วไป ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาครัฐ

ตั้งแต่ลูกค้าที่เข้าใช้บริการในช่องทางสาขาธนาคารกรุงไทยทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมถึงฐานลูกค้าที่ใช้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคารกรุงไทย ที่ถือเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านคน, แอปพลิเคชัน ‘Krungthai NEXT’ ซึ่งมีลูกค้าเข้าใช้งานกว่า 21 ล้านคน, บนแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่มีร้านค้ารายย่อยและกลุ่ม SME ที่ลงทะเบียนใช้งานกว่า 1.7–2 ล้านร้านค้า ฐานลูกค้าเหล่านี้สร้าง Opportunity หรือโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเราได้อีกมากในการวางแผนกลยุทธ์การตลาด ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตและความต้องการเฉพาะกลุ่มของลูกค้าได้ในทุกเซกเมนต์

เรียกได้ว่า เป็นการขับเคลื่อนธุรกิจของเราให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับธนาคารกรุงไทย เพื่อพัฒนานวัตกรรมประกันภัยที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในชีวิตให้กับคนไทยทุกคน

ในฐานะที่ เคพีไอ เป็นบริษัทประกันภัยในเครือธนาคารกรุงไทย ทางบริษัทให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษในการขับเคลื่อนธุรกิจ?

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เรายืนหยัดภายใต้ร่มเงาของธนาคารกรุงไทย เคพีไอตระหนักเสมอว่า นี่คือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการรักษามาตรฐานและสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจของเราจึงไม่ได้มองเพียงแค่การเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยเท่านั้น แต่คือการ ‘สร้างและรักษาคุณค่าร่วมกัน’ สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบัน คือการพัฒนานวัตกรรมประกันภัย เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าธนาคารกรุงไทย พร้อม ๆ กับการขยายโอกาสไปสู่กลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์อื่น ๆ ให้ครอบคลุมไปยังฐานลูกค้าของธนาคารกรุงไทยที่มีความหลากหลายสูง

โดยในปี 2569 นี้ เคพีไอ ได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยระดับพรีเมียม ซึ่ง Focus ไปยังกลุ่มลูกค้า Krungthai WEALTH ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจและเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าสูง เป็นกลุ่มที่มีความต้องการด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีความซับซ้อน โดยเราได้นำเสนอ 2 ผลิตภัณฑ์ประกันภัยระดับพรีเมียมออกสู่ตลาดที่จำหน่ายผ่านช่องทางธนาคารกรุงไทย เพื่อมอบความคุ้มครองและประสบการณ์การดูแลที่เหนือระดับยิ่งขึ้น

  1. ประกันภัยที่อยู่อาศัย Ultra Living ถือเป็นนิยามใหม่ของการบริหารความเสี่ยงเหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ถือครองสินทรัพย์หรือครอบครองที่อยู่อาศัยมูลค่าสูง เราตั้งใจออกแบบแผนประกันภัยนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความคุ้มครอง ให้ตอบโจทย์กับความเสี่ยงภัยและความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury เช่น ความคุ้มครองถึงโครงสร้างสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในและทรัพย์สินมูลค่าสูงภายในบ้านที่เหนือกว่าประกันภัยที่อยู่อาศัยทั่วไป ด้วยวงเงินความคุ้มครองที่เหมาะสมกับมูลค่าที่อยู่อาศัยนั้น ๆ ด้วยทุนประกันภัยสูงสุดได้ถึง 300 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองให้เลือกได้ทั้งแบบ 1 ปี, 3 ปี หรือ 5 ปี

นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การให้บริการและการดูแลหลังการขาย ด้วยการมอบสิทธิพิเศษอย่าง Emergency Home Service Assistance 24/7 หรือบริการผู้ช่วยฉุกเฉินประจำบ้านตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราได้ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง HomePro ซึ่งจะมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยมาเป็นผู้ให้บริการในส่วนนี้ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า บ้านของคุณจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ

  1. แผนประกันภัย GEN U INTER แผนประกันภัยเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันเคียงข้างผู้ที่วางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ช่วยลดความกังวลของครอบครัว แผนประกันภัย GEN U INTER ถูกออกแบบด้วยความใส่ใจคำนึงถึงความเสี่ยงภัยในทุกมิติอย่างรอบด้าน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหมดกังวลไปได้เลย เพราะแผนประกันภัยนี้มีทุนประกันภัยให้เลือกได้สูงถึง 5 ล้านบาท ยืดหยุ่น เหมาะกับแผนการเรียนทั้งคอร์สเรียนภาษาระยะสั้น ไปจนถึงการศึกษาระดับปริญญาในระยะยาว คุ้มครองดูแลค่ารักษาพยาบาลในขณะที่อยู่ต่างประเทศหรือการรักษาต่อเนื่องเมื่อเดินทางกลับถึงไทย รวมถึงการชดเชยค่าเล่าเรียนในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่สามารถศึกษาต่อจนจบได้ รวมถึงความคุ้มครองพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย แผนประกันภัย GEN U INTER จึงออกแบบมาให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อย่างแท้จริง

แผนประกันภัยที่อยู่อาศัย Ultra Living ฉีกกรอบความคิดเรื่องประกันภัยบ้านแบบเดิม ๆ อย่างไรบ้าง?

หากเรามองภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน จะเห็นสภาวะการชะลอตัวในเซกเมนต์ตลาดบ้านทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ตลาดบ้านระดับ Super & Ultra-Luxury กลับเติบโตแบบสวนทาง มี Real Demand ที่แข็งแกร่ง มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำหลาย ๆ แบรนด์ที่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดบ้านหรูระดับราคาหลักหลายร้อยล้าน เรามองเห็นโอกาสในการขายจึงโฟกัสไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง กลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการยกระดับความเป็นอยู่ให้ทัดเทียมกับฐานะทางการเงินของตนเอง ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ซึ่งประกันภัยบ้านทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ทั้งในเรื่องวงเงินความคุ้มครองและเงื่อนไขการรับประกันภัย

นอกจากนี้ เรายังพบว่า เทรนด์ของ Smart Home Living และ Green Energy ก็กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของบ้านยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Home Automation, การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์, การติดตั้งระบบเครื่องเสียงแบบ Built-in, การติดตั้งระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ไปจนถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าและมีความเสี่ยงสูง

จากการที่เราได้ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการออกแบบ ‘ประกันภัยที่อยู่อาศัย Ultra Living’ ซึ่งมีทุนประกันภัยสูงสุดถึง 300 ล้านบาท ซึ่งขยายความคุ้มครองครอบคลุมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในบ้าน รวมถึงระบบ Solar Rooftop ด้วย ดังนั้น ประกันภัยที่อยู่อาศัย Ultra Living ไม่ได้คุ้มครองเพียงแค่โครงสร้างอาคาร แต่ยังช่วยดูแลวิถีชีวิตยุคใหม่ และตอบโจทย์ลูกค้าระดับไฮเอนด์ได้สมบูรณ์แบบที่สุด

 

แนวคิดของการออกแบบผลิตภัณฑ์ Gen U Inter อะไรที่คิดว่าโดนใจพ่อแม่ยุคใหม่ที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ?

สำหรับพ่อแม่ทุกคน การส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศถือเป็นการมอบโอกาสครั้งสำคัญให้กับลูกหลาน เพราะคือการเปิดประตูให้เขาได้เติบโตและและเรียนรู้ชีวิต ในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจคนเป็นพ่อแม่ว่า ในวินาทีที่ลูกก้าวออกไปใช้ชีวิต นอกจากจะมีความห่วงใยก็ยังมีความกังวลใจตามมาด้วยเสมอ แผนประกันภัย GEN U INTER จึงเสมือนเป็นผู้ช่วยที่คอยซัปพอร์ตดูแลลูกหลานแทนคุณพ่อคุณแม่ และมอบความมั่นใจให้ว่า ลูก ๆ จะได้รับการช่วยเหลือที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยก็ต้องสามารถเข้ารับการรักษาได้รวดเร็วและดีที่สุด ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงถึง 5 ล้านบาท รวมถึงคุ้มครองการโจรกรรมทรัพย์สินในที่พัก และยังมีความคุ้มครองอื่น ๆ อีกมากมายที่เราออกแบบมาอย่างใส่ใจ ทั้งหมดนี้ เพื่อให้พ่อแม่และน้อง ๆ ทุกคนมั่นใจได้ว่า ทุกก้าวขณะที่อยู่ต่างประเทศ จะมีเราที่คอยดูแลให้อย่างอบอุ่นใจ

 

การขับเคลื่อนการตลาดแบบเจาะกลุ่ม กลุ่มบ้านหรู หรือกลุ่มนักเรียนนอก มีความสำคัญอย่างไรต่อทิศทางเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวของเคพีไอ?

ยุคนี้เราไม่สามารถมองผู้บริโภคเป็น Mass Segment ได้อีกต่อไป ดังนั้นหัวใจของการสร้าง Value-Driven Growth และความได้เปรียบทางธุรกิจยังต้องขับเคลื่อนด้วย Segmented Strategies การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูง ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก แน่นอนว่า ตลาดแบบ Niche Market นั้นมาพร้อมความต้องการและความซับซ้อนของความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งเบี้ยประกันและวงเงินความคุ้มครองในระดับสูงเช่นกัน

ดังนั้นการทำตลาดแบบ Niche คือ ตัวเร่งให้เราต้องยกระดับขีดความสามารถภายในให้สูงขึ้น ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่สูงขึ้น ซึ่งองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เรานำมาใช้นั้น จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการให้บริการและผลิตภัณฑ์ของบริษัทในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้น

ในฐานะผู้นำองค์กรยุคปัจจุบัน คุณมองเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Growth และบทบาทของเคพีไอ ที่มีต่อสังคมไทยในอนาคตไว้อย่างไร?

สำหรับดิฉัน “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตในเป้าหมายทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการสร้าง Long-term Value ให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ ในวันนี้และในอนาคต เรายิ่งต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ เคพีไอจึงต้องปรับตัวให้เป็นองค์กรรุ่นใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในกรอบ ESG (Environmental, Social, Governance) และ SDGs ซึ่งใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม สังคม ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ซึ่งเราให้ความสำคัญและลงมือทำจริงในทุกภาคส่วนขององค์กร เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เคพีไอ จึงดำเนินธุรกิจด้วยความตั้งมั่นบนคำสัญญาและการบริหารความเสี่ยง ส่งมอบความคุ้มครองที่เป็นเสมือนรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจและมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่าน Brand Vision ของเราอย่างชัดเจนที่ว่า ‘Ensure Your Future For a Better Journey’

ดิฉันเชื่อว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคนในสังคมยังคงเปราะบางต่อความเสี่ยง เราจึงต้องนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดความซับซ้อน ทำให้ประกันภัยเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกกลุ่ม ให้มีหลักประกันในชีวิตและทรัพย์สินที่มั่นคง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปได้ด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

เคพีไอ ทำโครงการปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง 12 ปีแล้ว อยากให้เล่าภาพรวมของโครงการว่า ได้รับผลสำเร็จจากโครงการอย่างไรบ้าง

หนึ่งในโครงการที่เราภาคภูมิใจและทำต่อเนื่องมากว่า 12 ปี คือ ‘โครงการห้องสมุดมีชีวิต เคพีไอ ก้าวที่พร้อม…เพื่ออนาคตเด็กไทย’ เกิดจากแนวคิดที่ว่า ‘เด็กคืออนาคตของชาติ การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต’ ห้องสมุดที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างรากฐานแห่งปัญญา ซึ่งไม่ไช่เพียงการมอบทุนทรัพย์ แต่คือการ ‘ลงมือทำ’ เราส่งเสริมให้พนักงานมาร่วมกันทำงานด้านจิตอาสา ช่วยกันปรับปรุงห้องสมุดสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ให้กับห้องสมุดโรงเรียนในพื้นที่ต่างจังหวัด เราพัฒนาเพื่อยกระดับห้องสมุดโรงเรียนสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล เราได้เพิ่มสัดส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับค้นคว้าหาข้อมูล และมีห้องมัลติมีเดียให้นักเรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ที่ไม่ไช่แค่บนหนังสือ แต่เป็นการเปิดประตูการเรียนรู้สู่โลกกว้าง

นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เคพีไอ ได้มอบห้องสมุดมีชีวิตให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศไปแล้วรวม 14 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท เราได้มอบทุนการศึกษาให้น้อง ๆ ไปแล้ว 600 ทุน รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท นอกจากเด็ก ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดจะได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยแล้ว ห้องสมุดของเรายังเป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชนในพื้นที่ โครงการนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแบ่งปันให้กับพนักงานในองค์กร เราจึงตั้งใจว่า จะขับเคลื่อนโครงการห้องสมุดมีชีวิตไปอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี เพื่อส่งมอบโอกาสและสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ไปยังทั่วทุกพื้นที่ในประเทศให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เขียนและเรียบเรียง: สุรชัย บ่อจันทึก

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business