5 บริษัท“ขนมปี๊บ” ขนมเก่ารุ่นคุณปู่ที่ไม่เคยหายจากตลาด 

“ขนมปี๊บ” หรือ “ขนมปังปี๊บ” เป็นสินค้าที่อยู่คู่ตลาดขนมไทยมาอย่างยาวนาน จากจุดเริ่มต้นที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ ก่อนพัฒนาสู่ตลาดค้าปลีกและค้าส่งในปัจจุบัน โดยผู้ผลิตหลายรายไม่ได้หยุดอยู่เพียงขนมปี๊บ แต่ขยายไปสู่กลุ่มบิสกิต คุกกี้ เวเฟอร์ และขนมขบเคี้ยว ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่ที่การสร้างยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการควบคุมต้นทุน การขยายช่องทางจำหน่าย และการรักษาความสามารถในการทำกำไร 

วันนี้ Business+  จะพาไปดู 5 บริษัท“ขนมปี๊บ” ตั้งแต่ธุรกิจระดับร้อยล้านไปจนถึงระดับพันล้าน ว่าแต่ละรายเดินเกมธุรกิจกันอย่างไร 

เริ่มจาก บริษัท วาไรตี้ ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของแบรนด์ V-Foods ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวม 2,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.99% จากปีก่อน แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 12 ล้านบาท ลดลง 42.67% โดยบริษัทไม่ได้ทำตลาดเฉพาะในประเทศ แต่ยังมีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศมากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและสร้างรายได้จากตลาดที่หลากหลายมากขึ้น 

ทำให้การบริหารต้นทุนจึงมีความสำคัญมาก ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงต้นทุนด้านการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำตลาดในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น สำหรับ V-Foods โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การขยายรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การเปลี่ยนการเติบโตของยอดขายให้กลับมาเป็นกำไรที่แข็งแรงขึ้นด้วย 

————————————————————————————————————————————————-

ถัดมาคือ บริษัท สยามฟู้ดส์อินดัสทรี้ จำกัด เจ้าของแบรนด์ Siam Foods และ Twin Lotus ซึ่งมีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 15 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 480 ล้านบาท ลดลง 3.65% จากปีก่อน ขณะที่มีกำไรสุทธิ 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.10% 

ภาพของ Siam Foods และ Twin Lotus จึงสะท้อนธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มีตลาดต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายฐานธุรกิจ การมีสินค้าที่สามารถทำตลาดได้ในหลายประเทศช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะแม้รายได้จะลดลง แต่กำไรสุทธิยังสามารถเติบโตได้เล็กน้อย 

————————————————————————————————————————————————-

ขณะที่ บริษัท ไทยเอเซีย บิสกิท จำกัด เจ้าของแบรนด์ แม่เล็ก ในปี 2568 มีรายได้รวม 233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% และมีกำไรสุทธิ 8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.19% 

แม้รายได้จะเติบโตในระดับไม่สูงมาก แต่กำไรสุทธิยังสามารถขยับขึ้นได้ สะท้อนอีกมุมหนึ่งของธุรกิจขนมปี๊บว่า การเติบโตของธุรกิจไม่ได้จำเป็นต้องมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่การบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายก็มีส่วนสำคัญต่อผลกำไรเช่นกัน 

เมื่อรายได้ขยายตัวไม่มาก แต่กำไรยังเพิ่มขึ้นได้ จึงสะท้อนถึงความสำคัญของการบริหารประสิทธิภาพภายในธุรกิจ เพราะในตลาดที่การแข่งขันด้านราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ การรักษาความสามารถในการทำกำไรอาจต้องอาศัยทั้งการควบคุมต้นทุนและการบริหารโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมกับระดับรายได้ 

————————————————————————————————————————————————-

ด้าน บริษัท ศรีกรุงบิสกิต จำกัด เจ้าของแบรนด์ สิงห์บิน และ S.K. ในปี 2568 มีรายได้รวม 193 ล้านบาท ลดลง 0.50% จากปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้น 44.86% มาอยู่ที่ 6 ล้านบาท 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป เพราะแม้รายได้จะลดลงเล็กน้อย แต่กำไรกลับเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นได้ว่าการเพิ่มยอดขายไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดผลประกอบการ แต่ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายก็สามารถส่งผลต่อกำไรได้เช่นกัน 

ในมุมนี้ ศรีกรุงบิสกิตจึงสะท้อนให้เห็นอีกด้านของการแข่งขันในตลาดขนมปี๊บว่า แม้ยอดขายจะไม่ได้ขยายตัว แต่หากธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยังมีโอกาสรักษาและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้ 

————————————————————————————————————————————————-

ส่วน บริษัท วารีทวีทรัพย์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ นกอินทรีคู่ ในปี 2568 มีรายได้รวม 145 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 16.88% โดยกำไรสุทธิ 4 หมื่นบาท  ลดลง 99.02% แม้รายได้จะเติบโตในระดับสูง แต่กำไรกลับลดลงเกือบทั้งหมด สะท้อนถึงความท้าทายในการเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นกำไร 

กรณีของนกอินทรีคู่จึงแสดงให้เห็นว่า การขยายรายได้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตของธุรกิจ เพราะเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กันไป 

————————————————————————————————————————————————-

เมื่อมองผลประกอบการของทั้ง 5 บริษัทในธุรกิจขนมปี๊บไม่ได้อยู่ที่การสร้างยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ของการบริหารทั้ง รายได้ ต้นทุน และกำไร ไปพร้อมกัน 

ขณะเดียวกัน การที่ผู้ผลิตหลายรายขยายจากขนมปี๊บไปสู่สินค้ากลุ่มบิสกิต คุกกี้ เวเฟอร์ และขนมขบเคี้ยว ยังสะท้อนการปรับตัวเพื่อสร้างความหลากหลายให้กับพอร์ตสินค้า และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจขยายทั้งประเภทสินค้าและตลาด ความซับซ้อนในการบริหารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมต้นทุน การบริหารการผลิต การกระจายสินค้า รวมถึงการรักษาระดับกำไรให้เหมาะสมกับการเติบโตของยอดขาย 

ท้ายที่สุดแล้ว “ขนมปี๊บ” อาจเป็นสินค้าที่ดูเรียบง่ายและอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในมุมธุรกิจกลับมีโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นตามการแข่งขัน เพราะธุรกิจขนมปี๊บต้องเน้นที่ความคุ้มค่าของผู้บริโภคเป็นหลัก การปรับราคาขึ้นสูงเมื่อต้นทุนพุ่งจึงไม่ใช่ทางเลือกของสินค้าประเภทนี้

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, DBD, krua.co

บทความแนะนำ: บริษัทเจ้าของขนมคบเคี้ยวชื่อดังนอกตลาดหุ้น มีรายได้และกำไรในปี 2568 เท่าไรบ้าง ?