สองร้านบุฟเฟ่ต์หม้อไฟที่ยังคงมีลูกค้าต่อคิวหน้าร้านกันอย่างเนืองแน่นตอนนี้คงหนีไม่พ้นร้าน Lucky Suki และ Hotpot Man โดยความนิยมของทั้งสองแบรนด์นี้สะท้อนออกมาให้เห็นจากตัวเลขรายได้ของบริษัทที่เติบโตปีละประมาณ 2 เท่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

บ. มิราเคิล แพลนเนท เจ้าของร้าน Lucky Suki
ปี 2566 รายได้ 409 ล้านบาท ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 6 สาขา
ปี 2567 รายได้ 1,015 ล้านบาท เติบโต 2.5 เท่า จากปีก่อน ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 15 สาขา
ปี 2568 รายได้ 2,152 ล้านบาท เติบโต 2.1 เท่า จากปีก่อน ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 30 สาขา
โดยตัวเลขผลประกอบการนี้รวมรายได้จากร้านอาหารแบรนด์อื่น ๆ ในเครือบริษัทด้วย ขณะที่จำนวนสาขานับเฉพาะร้าน Lucky Suki เท่านั้น
บ. ฮอตพอตแมน กรุ๊ป เจ้าของร้าน Hotpot Man
ปี 2566 รายได้ 80 ล้านบาท ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 5 สาขา
ปี 2567 รายได้ 245 ล้านบาท เติบโต 3.1 เท่า จากปีก่อน ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 8 สาขา
ปี 2568 รายได้ 468 ล้านบาท เติบโต 1.9 เท่า จากปีก่อน ณ สิ้นปีมีหน้าร้านอยู่ 11 สาขา
แม้สเกลธุรกิจของทั้งสองบริษัทจะยังต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต่างมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วทั้งคู่
จุดที่น่าสนใจคือจำนวนสาขา ณ สิ้นปีของ Hotpot Man ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเพิ่มขึ้นปีละ 3 สาขาเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะเพราะบริษัทเน้นเปิดสาขาใหญ่ในพื้นที่แบบ Standalone หรือในโครงการเชิงพาณิชย์ที่มีพื้นที่รองรับ โดยให้ความสำคัญกับขนาดพื้นที่ ที่จอดรถ และพื้นที่สำหรับครัว ทำให้การหาทำเลที่เหมาะสมและการพัฒนาพื้นที่เพื่อเปิดร้านอาจใช้เวลามากกว่า ขณะที่ Lucky Suki เน้นเปิดในโครงการค้าปลีก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมอยู่แล้ว
ปัจจัยด้านขนาดพื้นที่และต้นทุนในการดำเนินงาน ประกอบกับความสามารถในการประหยัดต่อขนาด จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Hotpot Man มีราคาเริ่มต้นสูงกว่า Lucky Suki เนื่องจากการเปิดร้านขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมกับต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้น ขณะที่การจะเฉลี่ยต้นทุนเหล่านี้ให้ลดลงได้ จำเป็นต้องมีจำนวนลูกค้ามากเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนดังกล่าว
ที่มา: DBD, FB Page: Lucky Suki และ Hotpot Man ชาบูหมาล่า
The Business Plus บิสิเนสพลัส
