ตลาดสวนสนุกในร่ม (Indoor Playground) ของไทยมีหลากหลายแบรนด์ที่ครองตลาดตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ซึ่งหากมองเพียงรายได้จะเห็นว่า เกือบทุกแบรนด์มีการเติบโต แต่หากมองที่กำไรสุทธิจะเห็นว่าส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข่งขันกันทำราคา และโปรโมชั่นจำนวนมาก ประกอบกับจำนวนเด็กในประเทศไทยลดลง และภาพรวมเศรษฐกิจยังมีแรงกดดันด้านกำลังซื้อ
วันนี้ Business Plus จะพามาเจาะผลประกอบการของแต่ละแบรนด์กันว่า มีผู้เล่นรายไหนที่โดดเด่นบนตลาดสวนสนุกในร่มกันบ้าง

เริ่มจาก Harbor Land หนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของตลาด ภายใต้บริษัท ฮาร์เบอร์ แลนด์ จำกัด มี 29 สาขา สร้างรายได้รวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.21% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 14 ล้านบาท ลดลง 64.63% สะท้อนว่ารายได้ยังเติบโต แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายยังเป็นแรงกดดันต่อกำไร
ด้าน FUN Planet ภายใต้บริษัท แฟมมิลี่ อะมิวส์เม้นท์ จำกัด มี 31 สาขา โดยมีรายได้รวม 500 ล้านบาท ลดลง 29.41% และกำไรสุทธิ 3 ล้านบาท ลดลง 96.9% สะท้อนความท้าทายในการรักษาทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น
ขณะที่ Kidzoona แบรนด์ญี่ปุ่น ภายใต้บริษัท อิออน แฟนตาซี (ไทยแลนด์) จำกัด มี 38 สาขา มากที่สุดในกลุ่มที่สำรวจ รายได้รวมอยู่ที่ 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.05% แต่ยังมีผลขาดทุนสุทธิ 55 ล้านบาท ลดลง 138.08 % สะท้อนว่าการขยายฐานรายได้ยังไม่ได้แปลงเป็นกำไรอย่างเต็มที่
สำหรับผู้เล่นขนาดเล็กลงมา Playmondo ภายใต้บริษัท เพลย์มอนโด จำกัด มี 4 สาขา รายได้รวม 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,029.83% และกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,775.32% อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตที่สูงมากส่วนหนึ่งมาจากฐานเดิมที่ต่ำ จึงควรพิจารณาควบคู่กับตัวเลขรายได้และกำไรจริง
ด้าน YoYoland ภายใต้บริษัท โยโย่ อมิวส์เมนส์ จำกัด มี 1 สาขา รายได้รวม 34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159,429.98% แต่ยังขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท ลดลง 364.79% สะท้อนการเติบโตของรายได้ที่ยังอยู่ในช่วงสร้างฐานธุรกิจ
ขณะที่ MELAND แบรนด์จีน ภายใต้บริษัท สยามมีแลนด์ จำกัด มี 1 สาขา รายได้รวม 29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,286.82% และกำไรสุทธิ 2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 245.7% ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่รายได้และกำไรเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน
ปิดท้ายด้วย Kiztopia แบรนด์สิงคโปร์ ภายใต้บริษัท คิซโทเปีย โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมี 3 สาขา รายได้รวม 15 ล้านบาท ลดลง 58.1% และกำไรสุทธิ 3 ล้านบาท ลดลง 63.47% แม้รายได้และกำไรจะหดตัว แต่ยังสามารถรักษาผลกำไรเป็นบวกได้
เพราะธุรกิจสวนสนุกในร่มมีต้นทุนเริ่มแรกที่ค่อนข้างสูง ตั้งแต่การสร้างพื้นที่ อุปกรณ์ของเล่นเด็ก และระบบความปลอดภัย ขณะที่หลังจากเปิดบริการแล้วยังมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ค่อนข้างสูง ทั้ง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงานดูแลเด็ก ค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา และค่าทำความสะอาด ซึ่งถือเป็นต้นทุนคงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเป็นประจำไม่ว่าจำนวนลูกค้าจะมากหรือน้อย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประเทศไทยจะมีอัตราการเกิดน้อยลง แต่ค่านิยมของการเป็นครอบครัวเล็กที่มีลูกเพียงคนเดียวกลับเพิ่มขึ้น นั่นทำให้ผู้ปกครองสามารถที่จะใช้จ่ายให้กับลูกสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ผู้เล่นในธุรกิจนี้จะอยู่รอดได้คือ ทำให้ลูกค้าใช้จ่ายต่อบิลสูงขึ้น ทั้งการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ภายในสวนสนุก
นอกจากนี้ยังต้องสร้างความ Loyalty ผ่านระบบสมาชิก แพ็กเกจ การจัดกิจกรรม หรือการเพิ่มบริการที่ตอบโจทย์ครอบครัว และยังต้องปรับปรุง พัฒนาสวนสนุกให้แปลกใหม่ และเพิ่มเครื่องเล่นให้เหมาะกับเด็กในทุกวัย เพื่อรักษาฐานผู้ใช้บริการให้มากที่สุด เพื่อการเติบโตในระยะยาว
ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, DBD, สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
The Business Plus บิสิเนสพลัส
