Transform Beyond Pharmacy ถอดรหัสการทรานส์ฟอร์ม อาณาจักร “ฟาสซิโน” จากร้านยา สู่ Longevity Hub ระดับภูมิภาค

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก “ญาณิน พิศาลวาเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรฟาสซิโน จำกัด ถึงเส้นทางการพาร้านขายยามาตรฐานสูง ที่อยู่เคียงคู่ชุมชนมากว่า 43 ปี ให้ก้าวสู่น่านน้ำใหม่แห่ง “Longevity Hub” ที่ดูแลผู้คนตลอดทุกจังหวะชีวิต ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย ให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อม ๆ กับรอยยิ้ม ความสุข และสุขภาพร่างกายที่ดีของผู้คน

เมื่อกล่าวถึง “ฟาสซิโน” (Fascino) ภาพจำแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของคนไทยส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้นร้านขายยามาตรฐานสูง ที่อยู่เคียงคู่ชุมชนมากว่า 43 ปี ภายใต้ปณิธาน “หาครบ จบที่เดียว” ทว่าในยุคที่นิยามของคำว่า “สุขภาพ” กำลังถูกเขียนใหม่ทั้งกระบวนทัศน์ การยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์และรูปแบบธุรกิจเดิม อาจไม่เพียงพอที่จะนำพาองค์กรก้าวข้ามความท้าทายในอนาคตได้

คุณญาณิน พิศาลวาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรฟาสซิโน จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้รับไม้ต่อจากรุ่นบุกเบิก ได้เปิดมุมมองที่สะท้อนถึงการ “รื้อถอนและสร้างใหม่” ทางความคิดอย่างน่าสนใจ พร้อมนำพาฟาสซิโน ก้าวข้ามกรอบการเป็นเพียงร้านขายยา สู่การเป็น “Longevity Hub” ที่ดูแลผู้คนตลอดทุกจังหวะชีวิต ไม่ใช่เพียงยามเจ็บป่วย

บทความนี้จะพาท่านเจาะลึกถึงวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และทิศทางแห่งอนาคตของฟาสซิโน ที่จะทำให้คุณมององค์กรแห่งนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

จากร้านขายยา สู่ “อาณาจักรแห่งการมีชีวิตยืนยาว” (Beyond a Pharmacy)

หากย้อนกลับไปถึงรากฐาน ฟาสซิโน ถือกำเนิดขึ้นจากร้านคูหาเดียวขนาดกะทัดรัดบริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราช ภายใต้ชื่อ “เภสัชสัมพันธ์” อันหมายถึงร้านที่มีเภสัชกร 2 คน ได้แก่ ภก.ไชยเสน และ ภญ.อรพินท์ พิศาลวาเลิศ
ผู้ร่วมกันก่อร่างสร้างขึ้นด้วยปณิธานเดียว คือ การดูแลสุขภาพของคนไทยให้ดีที่สุด

จากจุดเริ่มต้นนั้น ปัจจุบันฟาสซิโนและบริษัทในเครือได้สยายปีกเติบโตขึ้นเป็นอาณาจักรธุรกิจเวชภัณฑ์ที่มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 5,000 ล้านบาท

ทว่าสิ่งที่คุณญาณินมอง ไม่ใช่ความสำเร็จในอดีต หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในโมเดลธุรกิจดั้งเดิม เพราะเธอตระหนักดีว่า ร้านขายยาแบบเดิม มีสมการที่ตายตัวประการหนึ่ง นั่นคือ องค์กรจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อผู้คนเจ็บป่วย รายได้ผูกติดอยู่กับโรคภัย ลูกค้าปรากฏตัวเมื่อมีปัญหา แล้วเลือนหายไป เมื่อหายดี

ด้วยรากฐานความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารธุรกิจ คุณญาณิน จึงมองทะลุไปถึงภาพกว้างของแนวโน้มระดับมหภาค (Macro-trends) ว่า นิยามของคำว่าสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ได้เคลื่อนตัวออกจากกระบวนทัศน์เดิม ที่เน้นเพียงการตั้งรับและรักษาเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ (Sick Care) ไปสู่ยุคแห่งการดูแลเชิงรุก คือ การป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม (Wellness & Preventive Care)

โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อ “หายป่วย” หากแต่ยอมลงทุน เพื่อ “ไม่ป่วยตั้งแต่แรก” และเพื่อให้ตนเองมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)

นี่คือน่านน้ำใหม่ที่ ฟาสซิโน เลือกเดินในตำนานบทใหม่

4 เสาหลักแห่งสมดุลชีวิต และการเปลี่ยนสถานะ “เภสัชกร”

จากวิสัยทัศน์ที่แหลมคมนี้ ถูกนำมากางออกเป็นแผนที่นำทางให้กับบุคลากรของฟาสซิโน โดยมีการขยายขอบเขตการให้บริการและผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมและสอดรับกับ 4 เสาหลักแห่งความสมดุลของชีวิตที่คุณญาณินนิยามไว้ ได้แก่

  1. Eat (โภชนาการที่ชาญฉลาด) คือ การคัดสรรผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน และโภชนาการบำบัดที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) เพื่อสร้างรากฐานร่างกายที่แข็งแรง
  2. Sleep (ศิลปะแห่งการพักผ่อน) คือ การนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมอุปกรณ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นวิกฤตสุขภาพที่ซ่อนเร้น (Hidden Epidemic) ของผู้คนในสังคมเมือง
  3. Exercise (พลวัตแห่งการเคลื่อนไหว) คือ การจัดหาอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และสปอร์ตแคร์ที่สนับสนุนการออกกำลังกาย การเพิ่มประสิทธิภาพทางกายภาพ และการฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ
  4. Mental Health (สมดุลแห่งจิตใจ) คือ การเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบรรเทาความเครียด สร้างความผ่อนคลาย และรักษาสมดุลทางอารมณ์ ท่ามกลางโลกที่เร่งรีบ

จาก 4 เสาหลักนี้เอง คุณญาณินได้ออกแบบเส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภค (Customer Journey) ขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างคอมมิวนิตีหรือพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่ประชาชนสามารถเดินเข้ามาเพื่อตรวจเช็กความสมบูรณ์ของร่างกาย พูดคุย และรับพลังบวกกลับไปได้ในทุก ๆ วัน

ตั้งแต่การวัดความดันโลหิตหรือเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลแบบพื้นฐาน ไปจนถึงการประเมินดัชนีมวลกาย (BMI) การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย และการคัดกรองกลุ่มอาการยอดฮิตอันเป็นผลพวงจากไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน อาการออฟฟิศซินโดรม ภาวะนอนไม่หลับ หรือแม้กระทั่งภาวะเครียดสะสม โดยทั้งหมดนี้ผ่านการประเมินและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากเภสัชกรผู้มีความเชี่ยวชาญ

หากถอดรหัสกลยุทธ์นี้ จะพบว่า แก่นแท้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มบริการ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของบุคลากร จาก “เภสัชกรผู้คอยจ่ายยาหลังเคาน์เตอร์” ให้กลายร่างเป็น “ที่ปรึกษาด้านสุขภาพส่วนบุคคล” (Personal Health Consultant)

นี่คือกลไกสำคัญที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจและความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) อย่างลึกซึ้ง เพราะคู่แข่งอาจลอกเลียนสายผลิตภัณฑ์ได้ อาจตัดราคาได้ ทว่าความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นทีละบทสนทนา ตลอดหลายปี เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวเข้ามาสั่นคลอนหรือทดแทนได้

 

“ต้นทุนจม” เข็มทิศแห่งความเฉียบขาด

การเปลี่ยนผ่านขององค์กรระดับตำนานที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่อย่างฟาสซิโน ย่อมไม่อาจอาศัยเพียงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเพียงประการเดียว แต่จำต้องอาศัยความเฉียบขาดและยุทธวิธีในการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ขั้นสูง

เป็นเรื่องที่น่าค้นหาอย่างยิ่ง เมื่อผู้นำสูงสุดของอาณาจักรสุขภาพแห่งนี้ ไม่ได้เติบโตและบ่มเพาะมาในสายวิชาชีพเภสัชกรรมโดยตรง หากแต่สำเร็จการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์

ความแตกต่างทางวิชาชีพนี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัด ทว่ากลับกลายเป็น “เลนส์พิเศษ” ที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยให้คุณญาณินสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ศิลปะ” ในการดูแลชีวิตผู้คนของทีมเภสัชกร กับ “ศาสตร์” การบริหารทรัพยากรขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Resource Optimization)

ในวงการค้าปลีก (Retail Sector) การขยายสาขาใหม่ ย่อมหมายถึงการลงทุนมหาศาล (CAPEX) ที่ตามมาด้วยความเสี่ยง และในวัฒนธรรมของธุรกิจครอบครัว (Family Business) แบบดั้งเดิม การตัดสินใจปิดสาขาใดสาขาหนึ่งมักถูกตีความว่า เป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ ผู้บริหารจึงมักประคับประคองอัดฉีดเงินทุนต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกเสียดาย

ทว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเป็นผู้บริหารระดับแนวหน้าของคุณญาณิน คือ การนำหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “ต้นทุนจม” (Sunk Cost) มาใช้เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจอย่างเป็นรูปธรรมและไร้ซึ่งอคติ

เธอมีบรรทัดฐานที่ชัดเจน หากการประเมินผลประกอบการและการเก็บข้อมูลเชิงสถิติในช่วง 3-6 เดือนแรก ชี้ให้เห็นประจักษ์ชัดว่า หากทำเลนั้นไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เธอก็มีความกล้าหาญและเด็ดขาดมากพอที่จะ “ตัดใจ” ปิดสาขานั้นลงทันที เพื่อหยุดเลือดที่ไหลริน และนำทรัพยากรอันมีค่าไปจัดสรรลงทุนในพื้นที่แห่งใหม่ที่มีศักยภาพมากกว่า

ฟังดูเผิน ๆ อาจดูเป็นความโหดเหี้ยมทางธุรกิจ ทว่าเมื่อพิจารณาในเชิงกลยุทธ์แล้ว นี่คือความเมตตาสูงสุดที่ผู้นำพึงมีต่อองค์กร เพราะเงินทุกบาทที่จมอยู่กับสาขาที่ไร้อนาคต นั่นก็คือทรัพย์ก้อนโตที่จะได้ไปเติบโตในทำเลที่ถูกต้อง

ความเด็ดขาดทางยุทธวิธีนี้ เมื่อผสานเข้ากับการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน เป็นธรรม และโปร่งใส ทำให้ทีมงานทุกระดับชั้น มีความเข้าใจที่ตรงกันถึงเป้าหมายขององค์กร อีกทั้งยังเป็นการรังสรรค์วัฒนธรรมการทำงานยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Culture) มากกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

แฟรนไชส์ที่เงินเพียงอย่างเดียว ซื้อไม่ได้

เมื่อเอ่ยถึงกลยุทธ์การขยายขอบเขตธุรกิจอย่างรวดเร็ว (Scaling Up) แนวทางคลาสสิกที่องค์กรส่วนใหญ่มักนึกถึง คือ การเร่งระดมขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนทั่วไปที่มีกำลังทรัพย์ เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้าบริษัท แต่คุณญาณิน กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ลึกซึ้ง แยบยล และมองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้นมาก

เธอได้คิดค้นและออกแบบโมเดลแฟรนไชส์ที่เป็นเสมือน “รางวัลแห่งความผูกพัน” (Loyalty Reward) โดยฟาสซิโนมีนโยบายสงวนสิทธิ์อันล้ำค่านี้ให้กับบุคลากรเป็นการภายในเท่านั้น นั่นคือ เภสัชกรที่ร่วมงานและเคียงบ่าเคียงไหล่กับฟาสซิโนมาอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป จึงจะได้รับสิทธิ์ในการก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจภายใต้ร่มธงของแบรนด์

โครงสร้างของโมเดลนี้ ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม โดยมีเพียงโมเดลเดียว คือ ร้านขนาด 2 คูหา ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ที่ 1.5 ล้านบาท และมีระยะเวลาผูกพันสัญญา 10 ปี

ทว่าหัวใจและเงื่อนไขสำคัญที่สุด ที่เป็นดั่งสมการสกัดกั้นคู่แข่ง คือ ข้อกำหนดที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ได้ จะต้องเป็นบุคลากรที่สำเร็จการศึกษาด้านเภสัชกรรม หรืออย่างน้อยต้องมีบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นเภสัชกรเท่านั้น

หากเราถอดรหัสโมเดลนี้ จะพบความชาญฉลาดที่ซ้อนกันอยู่ถึง 3 ชั้น คือ

  1. ในมุมมองการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR Management) นี่คือ สุดยอดกลยุทธ์ในการรักษาบุคลากรผู้มีความสามารถ (Talent Retention) และเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่องค์กรหนึ่งจะมอบให้ได้ เพราะมันคือกระบวนการยกระดับสถานะจาก “พนักงานกินเงินเดือน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางธุรกิจและเจ้าของกิจการ” (Business Partner)
  2. ในมุมมองกลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Strategy) เภสัชกรที่ปฏิบัติงานร่วมกับฟาสซิโนมาอย่างยาวนาน ย่อมซึมซับ “Core DNA” และวัฒนธรรมขององค์กรเข้าไปในสายเลือดจนหมดสิ้น พวกเขาเข้าใจถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางเวชภัณฑ์ในระดับสูงสุด และหัวใจของการส่งมอบบริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) อย่างถ่องแท้ โดยที่บริษัทแม่ไม่ต้องเสียทรัพยากรและเวลาอันมีค่าไปกับการบ่มเพาะนักลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของอุตสาหกรรมที่เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน
  3. ในมุมมองการป้องกันอาณาเขต (Defensive Moat) นี่คือป้อมปราการที่คู่แข่งซึ่งมีสายป่านทางการเงินที่ยาวกว่า ก็ไม่อาจซื้อทางลัดได้ เพราะสิ่งที่ฟาสซิโนใช้สร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่เงินทุน หากแต่คือ “เวลา” และ “ความผูกพัน” ที่สั่งสมกับบุคลากรมาทีละปี

หมายความว่า โมเดลธุรกิจนี้จึงเปรียบดั่งความร่วมมือที่ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้ชนะ (Win-Win Situation) อย่างแท้จริง โดยที่ ฟาสซิโน สามารถขยายเครือข่ายสาขาได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว โดยที่มาตรฐานคุณภาพและจิตวิญญาณของแบรนด์ไม่ถูกเจือจางลงแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกัน องค์กรก็ได้สร้างความมั่นคงในชีวิตและเติมเต็มความฝันให้กับบุคลากรผู้ร่วมเติบโตมาด้วยกัน

และประเด็นที่เน้นความโดดเด่นของฟาสซิโน ในเชิงการวางกลยุทธ์องค์กรมากที่สุด คือ การวางสถานะตนเองเป็น “แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอุตสาหกรรมค้าปลีกยาของไทย ที่มีศักยภาพในการต่อยอดและขยายอาณาจักรธุรกิจในรูปแบบระบบแฟรนไชส์ (Franchise System) ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเต็มตัว”

แนวคิดการบริหารในส่วนนี้ สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้นำยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ หมายความว่า ผู้นำ ที่ไม่ได้มองพนักงานเป็นเพียงฟันเฟืองกลไกในการผลิตกำไร แต่มองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ มองเห็นพวกเขาเป็น “ครอบครัว” และ “พาร์ตเนอร์” ที่พร้อมจะจับมือก้าวสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์ไปพร้อมกัน นั่นคือ สิ่งที่ฟาสซิโนวางเป็นเสาหลักของการขับเคลื่อนองค์กร

สกัดต้นทุนแฝง กับการเดิมพันที่มองข้ามช็อต

เมื่อวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ถูกกางออกเป็นแผนที่นำทาง สิ่งที่ผู้นำต้องเร่งลงมือสร้างสรรค์ คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) ที่แข็งแกร่งดั่งหินผา เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth)

ในสมรภูมิของธุรกิจค้าปลีกที่มีความสลับซับซ้อนขั้นสุด และมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หมุนเวียนในระบบนับหมื่นรายการ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT System) และระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะ (Inventory Management) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยสนับสนุนหลังบ้าน (Back Office) อีกต่อไป แต่ได้ยกระดับขึ้นเป็น “หัวใจหลัก” ที่ชี้วัดความอยู่รอดและความพ่ายแพ้

ในจุดนี้เอง คุณญาณิน ได้แสดงให้แวดวงธุรกิจเห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างถ่องแท้และกล้าหาญยิ่งนัก

แทนที่จะเลือกทางเดินที่ง่ายและรวดเร็ว ด้วยการทุ่มงบประมาณจัดซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากผู้ให้บริการภายนอกมาใช้งาน เธอกลับตัดสินใจในสิ่งที่ท้าทายกว่า ด้วยการทุ่มเทสรรพกำลัง งบประมาณ และระดมมันสมองของทีมงาน เพื่อพัฒนาระบบ IT และซอฟต์แวร์บริหารจัดการขึ้นมาเป็นลิขสิทธิ์ขององค์กรเอง (In-house Development) ทั้งระบบ

การตัดสินใจครั้งนี้ หากมองเพียงผิวเผินผ่านมุมมองของนักบัญชีระยะสั้น อาจดูเหมือนการที่องค์กรต้องแบกรับต้นทุนการลงทุน (CAPEX) ที่สูงลิ่วโดยไม่จำเป็น

ทว่าในมุมมองของนักกลยุทธ์ที่มองการณ์ไกลระดับสถาปนิกทางธุรกิจ นี่คือการสร้างเขื่อนสกัดกั้นต้นทุนแฝง (Hidden Costs) อันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เพราะเมื่อธุรกิจขยายสาขาออกไปเป็นจำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน ค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ (License Fee) ของซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจะทวีคูณขึ้นเป็นเงาตามตัว และกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว (OPEX) ที่รัดคอองค์กรไปตลอดกาล

อีกทั้งการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Tech Ecosystem) เป็นของตนเอง จึงเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน สร้างความได้เปรียบเชิงต้นทุนอย่างเด็ดขาดเมื่อขยายขนาดกิจการ (Economy of Scale) และทำให้องค์กรมีความคล่องตัว (Agility) สูงสุด สามารถปรับแต่งฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างไร้รอยต่อ

พูดให้เห็นภาพที่สุด คือ ความแตกต่างระหว่างการเป็น “ผู้เช่าใช้เครื่องมือ” กับการเป็น “เจ้าของโรงงานที่ผลิตเครื่องมือ” นั่นเอง

 

Telepharmacy และวิสัยทัศน์ Primary Care Unit เพื่อสังคมสูงวัย

นอกเหนือจากการวางรากฐานระบบปฏิบัติการหลังบ้านที่แข็งแกร่งแล้ว คุณญาณิน ยังเร่งผลักดันนวัตกรรมส่วนหน้าที่ใช้เชื่อมต่อกับผู้บริโภค (Front-end Innovation) ในโลกยุคดิจิทัล ผ่านการบุกเบิกและเปิดตัวบริการ “ถาม Macy” ซึ่งเป็นระบบเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) เต็มรูปแบบ

บริการนี้ช่วยทลายกำแพงแห่งข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลา ทำให้ลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ก็สามารถเข้าถึงคำปรึกษาเชิงลึกจากเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ และสั่งพร้อมรับยา สั่งยาพร้อมรับการจัดส่งจากสาขาใกล้บ้านได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดยระบบที่รัดกุมนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานและความปลอดภัยจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด

มากไปกว่านั้น หากเรามองภาพต่อจิ๊กซอว์ทางเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ จะพบว่านี่คือการปูทางอันแยบยลไปสู่วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่และมีผลกระทบต่อสังคมระดับชาติ นั่นคือการเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดของฟาสซิโน ในการรับมือกับบริบทโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ

คุณญาณินมุ่งหวังอย่างแรงกล้าที่จะยกระดับสถานะของฟาสซิโน ให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคำว่าร้านขายยา แต่ต้องทำหน้าที่เป็น Primary Care Unit หรือหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิของชุมชน เฉกเช่นเดียวกับมาตรฐานระบบสาธารณสุขในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

เพื่อให้กลุ่มผู้สูงวัยและประชาชนในระดับชุมชน มีพื้นที่แห่งความอุ่นใจใกล้บ้าน สามารถเดินเข้ามาเพื่อตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น ติดตามอาการของโรคเรื้อรัง และรับคำปรึกษาได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีเภสัชกรของฟาสซิโนทำหน้าที่เป็นเสมือน “เพื่อนบ้านที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ” คอยยืนหยัดเคียงข้างในทุกวัน

หากภารกิจนี้สำเร็จ ฟาสซิโนจะไม่ใช่เพียงองค์กรธุรกิจที่เติบโต หากแต่คือโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขที่ประเทศไทยกำลังต้องการอย่างเร่งด่วน

จังหวะแห่งประวัติศาสตร์ ในตลาดที่ยังไร้ผู้นำ

จากข้อมูลที่เราคุยกับคุณญาณิน จะพบว่า นั่นคือโจทย์ที่เธอกำลังแก้สมการ เพื่อให้แบรนด์ฟาสซิโนเดินแทรกเข้าไประบบนิเวศของธุรกิจค้าปลีกเภสัชภัณฑ์และสินค้าสุขภาพไทยให้มากที่สุด ซึ่งความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการคว้าโอกาสใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคแห่งการควบรวมกิจการ ครั้งประวัติศาสตร์

ด้วยมูลค่าตลาดรวมที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจคาดการณ์ว่า จะพุ่งทะยานสูงถึง 175,400 ล้านบาท โดยมีตัวแปรขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างหลัก คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)

ทว่าจุดที่น่าตื่นตะลึงที่สุดในมิติของการวางกลยุทธ์อยู่ที่ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันมีร้านขายยาที่จดทะเบียนทั่วประเทศมากกว่า 20,516 แห่ง และกว่า 80% ของร้านยาเหล่านี้ เป็นลักษณะร้านยาอิสระแบบ Stand-alone ที่บริหารโดยผู้ประกอบการรายย่อย

ข้อมูลนี้สะท้อนความจริงที่ว่า ตลาดขนาดมหึมาแห่งนี้ ยังคงอยู่ในสภาวะกระจัดกระจาย และยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่องค์กรใดในประเทศที่สามารถยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้เกินกว่า 5%

นี่คือช่องว่างมหาศาล และเป็น Blue Ocean Opportunity สำหรับผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีระบบเครือข่ายธุรกิจที่เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ และมีศักยภาพในการขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ

และในวันนี้ ฟาสซิโนได้รวบรวมองค์ประกอบเหล่านั้นไว้ครบถ้วนแล้ว

 

ปฐมบทใหม่บนรากฐานเดิม มรดกแห่ง “Customer Come First”

ตลอดเส้นทางการพลิกโฉมองค์กรครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ว่าฟาสซิโนจะนำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดมาประยุกต์ใช้ หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โครงสร้างการขยายสาขาให้แยบยลเพียงใด ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่คุณญาณิน ยังคงหวงแหนและรักษาไว้ นั่นคือ “รากแก้ว” และจิตวิญญาณดั้งเดิมขององค์กร

ในโลกธุรกิจทุนนิยมที่วงล้อหมุนไปอย่างเกรี้ยวกราด ผู้นำหลายคนมักหลงลืมจุดเริ่มต้นของตนเอง และปล่อยให้องค์กรก้าวเดินไปตามกระแสธารของการแสวงหาผลกำไรสูงสุดเพียงสถานเดียว

แต่สำหรับคุณญาณิน เธอมักย้ำเตือนตนเอง ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับเสมอ ถึงเจตนารมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของรุ่นบุกเบิก นั่นคือ การทำธุรกิจที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย ภายใต้ปรัชญาการทำงานอันเรียบง่าย แต่ทรงพลังยิ่งนักอย่าง Customer Come First หรือการยึดถือผลประโยชน์และความปลอดภัยของลูกค้าเป็นศูนย์กลางแห่งการตัดสินใจเสมอ

วิถีการบริหารของคุณญาณินได้ให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่แวดวงธุรกิจไทยว่า การเคารพในอดีตและการให้เกียรติรากเหง้า ไม่ได้แปลความหมายว่า องค์กรจะต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่

เธอกล้าที่จะรื้อทิ้งและปรับเปลี่ยน “วิธีการ” (How) ให้รวดเร็ว และทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ทว่า “เหตุผลแห่งการดำรงอยู่” (Why) ของแบรนด์ฟาสซิโนนั้น ยังคงแข็งแกร่งและไม่เคยแปรเปลี่ยนไปจากวันแรก

การเข้ามาขับเคลื่อนอาณาจักรฟาสซิโนในยุคสมัยของคุณญาณิน จึงไม่ใช่เพียงการรับไม้ต่อในฐานะทายาทผู้สืบสกุลทางธุรกิจ แต่คือการประกาศศักยภาพและยืนหยัดในฐานะผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ที่สามารถหลอมรวมความเฉียบขาดทางกลยุทธ์เชิงรุก เข้ากับความอ่อนโยนและความละเอียดอ่อนในการดูแลปกป้องชีวิตมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ

เธอได้พิสูจน์ให้วงการสาธารณสุขและแวดวงธุรกิจได้ประจักษ์แล้วว่า ธุรกิจที่สามารถผลิดอกออกผลและเติบโตได้อย่างยั่งยืนที่สุด คือ ธุรกิจที่ยินดีจะเติบโตไปพร้อม ๆ กับรอยยิ้ม ความสุข และสุขภาพร่างกายที่ดีของผู้คน

การก้าวเดินของ “ฟาสซิโน” นับจากวันแรกที่เข้ามารับช่วงต่อ และเส้นทางเดินจากนี้ จึงเปรียบเสมือนเส้นทางใหม่ ที่มีความพร้อมขั้นสูงสุดที่จะสยายรากแก้วให้ลึกลงไปในหัวใจของคนไทย

ในฐานะ “Longevity Hub” และ “Healthcare Destination” แบรนด์ “ฟาสซิโน” พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดเคียงข้างและดูแลทุกจังหวะชีวิตของประชาชน…ตลอดไป

 

เขียนและเรียบเรียง : สุรชัย บ่อจันทึก

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business