The Limitless Growth Begins A New Journey of Chubb Life สู่การเป็น Top of Mind Brand

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก “อลิสา อารีพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ถึงกลยุทธ์การสร้างพลังแห่งการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด ในโจทย์ของธุรกิจประกันชีวิตที่มี “ความไว้วางใจ” เป็นรากฐาน สู่การเป็น Top-of-Mind Brand

 

ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน มีอุตสาหกรรมหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดบนรากฐานเดิมมากว่าศตวรรษ นั่นคือธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจที่ขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง “ความไว้วางใจ” และต้องรักษาคำสัญญานั้นไว้ยาวนานตลอดชีวิตของลูกค้าตลอดหลายทศวรรษ

แน่นอนว่า คำถามของผู้ประกอบการในวงการนี้ แทบไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ “จะเติบโตอย่างไร”

ทว่าในวันที่เศรษฐกิจผันผวน พฤติกรรมผู้บริโภคพลิกโฉม และคนรุ่นใหม่มองหาความหมายมากกว่ารายได้ โจทย์นี้ได้ยกระดับความยากขึ้นไปอีกขั้น และกลายเป็นคำถามที่ว่า “จะเติบโตอย่างไรให้ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งแก่นแท้ของการอยู่เคียงข้างลูกค้าไปตลอดชีวิต”

นี่คือโจทย์ที่ บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย นำมาตีความใหม่ผ่านกลยุทธ์ปี 2569 ในชื่อ Power, No Limit หรือ พลังแห่งการเติบโตไร้ขีดจำกัด ที่ฟังผิวเผินอาจดูเป็นเพียงสโลแกนทะเยอทะยาน แต่แท้จริงคือสถาปัตยกรรมทางความคิดที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 แกนหลักที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว

และจุดที่ทำให้กลยุทธ์นี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงความครบถ้วนของแนวทาง แต่คือ “เหตุผล” เบื้องหลังทุกการตัดสินใจที่มีลำดับและมีน้ำหนัก ตั้งอยู่บนการเผชิญหน้ากับโจทย์ท้าทายอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การช่วงชิงคนรุ่นใหม่สู่วิชาชีพตัวแทน ไปจนถึงคำถามเชิงปรัชญาว่า องค์กรอยากถูกจดจำอย่างไร

ทั้งหมดนี้คือเส้นทางที่จะพา ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็น Top-of-Mind Brand

จุดเริ่มต้น สะท้อนปรัชญาการเติบโตที่ยั่งยืน

หลายองค์กรเมื่อพูดถึงกลยุทธ์การเติบโต มักเริ่มต้นด้วยเป้าหมายเชิงตัวเลข ยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด หรืออัตราการขยายตัวปีต่อปี แต่ “อลิสา อารีพงษ์” มีมุมมองที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“การเติบโตในระยะยาว ไม่ได้อยู่ที่การขยายธุรกิจอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจ เจาะลึกถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง”

แนวคิดนี้ สะท้อนวุฒิภาวะของผู้นำที่มองธุรกิจประกันชีวิต ในมิติที่ต่างจากธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะสิ่งที่ขายไม่ใช่สินค้าที่จับต้องได้ในทันที แต่คือ “คำสัญญาระยะยาว” จากผู้ให้บริการว่า “ลูกค้าจะได้รับบริการดีที่สุดจากเรา”

โดยการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ 1. การสร้างคุณค่าและความเชื่อมั่นผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่แก้ Pain Point ได้จริง 2. การสื่อสารที่โปร่งใสและสร้างความผูกพันแบบ Relationship Marketing 3. การยกระดับด้วยเทคโนโลยี เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล และ 4. การสร้างเครือข่ายจัดจำหน่ายที่เข้าถึงลูกค้าได้ในทุกที่ทุกเวลา

ทั้งหมดนี้ คือสโลแกนที่ทาง ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย วางเป็น Mission ภายใต้แนวคิด Power, No Limit พลังขับเคลื่อนที่จะไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่เป็นกรอบปฏิบัติจริง และวัดผลได้

 

5 แกนหลัก ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว

ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย วาง 5 แกนหลักไว้ ได้แก่ Innovative Product, Customer First, Digital & Technology, Holistic Communications และ Strong Multi-distribution Channels เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปี 2569 แต่สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์นี้ ต่างจากกรอบคิดทั่ว ๆ ไป ซึ่งมักเห็นในองค์กรขนาดใหญ่ คือ ลำดับความสำคัญที่ถูกจัดวางอย่างมีเหตุผลเชื่อมโยงกัน

จาก 5 แกนหลักในการขับเคลื่อน ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ต้องยกให้ Innovative Product หรือนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ เป็นแกนที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นการเปรียบเสมือนว่า “ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ต้องการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก ทุกอย่างจะถูกตามแผนที่วางไว้”

“หากเราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทุกอย่างที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการบริการ การสื่อสาร หรือช่องทางการจัดจำหน่าย ก็จะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างแข็งแกร่ง โดยนวัตกรรมของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย จะไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเรียกที่สวยหรู แต่ถูกสร้างขึ้นจากรากฐานที่เรียกว่า DNA Concept”

 

3D Health Excellence = ผลิตภัณฑ์ Hero Product

ผลิตภัณฑ์เรือธงที่สะท้อนปรัชญานี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ 3D Health Excellence ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเหมาจ่ายที่ถูกพัฒนา ภายใต้กรอบแนวคิดที่คุณอลิสา เรียกว่า “DNA” ซึ่งเป็นคำย่อที่มีนัยยะเชิงกลยุทธ์มากกว่าคำสวยหรูที่ใช้เพื่อการสื่อสาร

องค์ประกอบแรก คือ D – Differentiation หรือความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร ผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้แตกต่างเพื่อความแปลก แต่แตกต่าง เพราะเราเข้าใจลูกค้าลึกกว่า โดยผลิตภัณฑ์ 3D Health Excellence จาก ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ถือเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่แบ่งความคุ้มครองออกเป็น 3 ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ Core ซึ่งเป็นความคุ้มครองพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ครอบคลุมความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) และความคุ้มครองอื่น ๆ ตามมาตรฐาน Extra ซึ่งเป็นส่วนเสริมพิเศษที่ครอบคลุมทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) การทำฟัน และที่สำคัญ คือ สุขภาพจิต ซึ่งสะท้อนความเข้าใจต่อบริบทสังคมปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพใจไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกาย และ Advance ซึ่งเป็นความคุ้มครองที่ก้าวล้ำไปสู่อนาคต โดยลูกค้าสามารถเลือก Mix and Match ทั้ง 3 ระดับได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการและงบประมาณของตนเอง

องค์ประกอบที่สอง คือ N – Navigate หรือการมองเห็นความต้องการที่ลูกค้าเองอาจยังไม่ทันคิดถึง ตัวอย่างที่ชัดเจนและสะท้อนความละเอียดอ่อนในการออกแบบผลิตภัณฑ์ นั่นคือ กรณีลูกค้าที่ถูกวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งและต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีความตั้งใจอยากมีบุตรในอนาคต ผลิตภัณฑ์นี้จึงมีความคุ้มครองครอบคลุมถึงการเก็บรักษาเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่า ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้มองแค่ตารางความคุ้มครองมาตรฐาน แต่มองลึกไปถึงผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาวของลูกค้าจริง ๆ

องค์ประกอบที่สาม คือ A – Active หรือความคุ้มค่าที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผลิตภัณฑ์ยังคงให้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งให้ความคุ้มครองที่ปรับตัวไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ในอนาคต ผ่านแผน Advance ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมวิธีการรักษาที่อาจยังไม่มีการระบุไว้ในกรมธรรม์ปัจจุบัน แต่จะเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เช่น หากปัจจุบันการรักษามะเร็งใช้วิธี Targeted Therapy หรือเคมีบำบัด แต่ในอนาคตอาจมีวิธีการรักษาใหม่ที่ยังไม่มีในปัจจุบัน ลูกค้าที่ถือครองกรมธรรม์มานานก็จะยังได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความคุ้มครองที่ยาวนานไปจนถึงอายุ 100 ปี

 

สิ่งนี้ตอบโจทย์สำหรับ “ครอบครัวไทยยุคใหม่” ที่ไม่ได้มีรูปแบบเดียวอีกต่อไป จากในอดีตที่สังคมไทยคุ้นเคยกับครอบครัวขยายขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเดี่ยวและคู่ชีวิต ครอบครัวข้ามรุ่นที่มีหลาย Generation อยู่ร่วมกัน ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือครอบครัวทางเลือกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งแต่ละแบบมีความคาดหวังต่อการดูแลสุขภาพและความคุ้มครองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นสูง จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่คือการตอบสนองต่อความเป็นจริงทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

“ผลิตภัณฑ์ของเราวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ ‘คุ้มครอง’ แต่ต้อง ‘เข้าใจ’ และ ‘รองรับ’ ความแตกต่างเหล่านี้ได้ในอนาคตอย่างแท้จริง”

ประโยคนี้สรุปปรัชญาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด และสะท้อนแนวคิดที่ว่า “การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีในยุคนี้ ต้องมองไกลกว่าความต้องการปัจจุบัน ไปสู่ความต้องการที่จะเกิดขึ้นตลอดอายุของกรมธรรม์ที่อาจยาวนานหลาย 10 ปี”

แต่ทั้งหมดนี้ต้องยึดโยงอยู่กับหลักการเดียว คือ Customer First ซึ่งไม่ใช่แนวคิดทางการตลาดที่ใช้สื่อสารออกสู่ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่คือหลักปฏิบัติที่ต้องฝังอยู่ในทุกกระบวนการขององค์กร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การขาย การให้บริการ ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้าในทุกขั้นตอน เมื่อองค์กรเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง จะสามารถพัฒนากลยุทธ์และกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ ได้อย่างตรงจุด ไม่ใช่การเดาใจลูกค้าจากสมมติฐาน

 

Customer First: จากคำขวัญ สู่หลักปฏิบัติที่วัดผลได้จริง

สิ่งที่ทำให้ Customer First ของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย แตกต่าง คือ ลูกค้าจะรู้สึกได้จริงจากแนวคิด Customer First ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติที่จับต้องได้ ได้แก่ 1. การมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และเข้าใจความต้องการที่แตกต่างของแต่ละบุคคล 2. การได้รับประสบการณ์ที่เป็นเลิศแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่การเลือกซื้อจนถึงการเคลมสินไหม 3. การสื่อสารที่ชัดเจนโปร่งใสและเข้าใจง่าย 4. การดูแลที่รวดเร็ว พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าสังเกต คือ Customer First ไม่ได้เป็นเพียงฐานะกิจกรรมพิเศษหรือแคมเพน (Campaign) แต่เป็นฐานะการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการ “ขายผลิตภัณฑ์” ไปสู่การ “สร้างความผูกพันระยะยาว” (Long-term Trust) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่ท้าทายพอสมควร สำหรับองค์กรประกันชีวิตที่มีวัฒนธรรมการขายฝังรากลึกมายาวนาน เพราะการวัดความสำเร็จของทีมขายด้วยตัวเลข หรือการบริการ กับการวัดความสำเร็จด้วยความไว้วางใจระยะยาว บางครั้งอาจดึงองค์กรไปคนละทิศทาง หากไม่มีการวางกรอบความคิดที่ชัดเจนตั้งแต่ระดับบนสุด

“Customer First ที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากสิ่งที่องค์กรพูด แต่ต้องวัดจากสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ในทุกจุดของประสบการณ์ และนั่นคือสิ่งที่เรามุ่งมั่นส่งมอบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง”

 

Holistic Communications แกนใหม่ที่เชื่อมทุกจุดสัมผัสให้เป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ แกนที่น่าจับตามองที่สุดในกลยุทธ์ปีนี้ คือ Holistic Communications ซึ่งเป็นแกนใหม่ที่ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย เสริมเข้ามาอย่างตั้งใจ ด้วยแนวคิดที่ตรงไปตรงมาว่า “ต่อให้ผลิตภัณฑ์ดีเพียงใด บริการยอดเยี่ยมเพียงใด แต่หากลูกค้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่บริษัทฯ สื่อสารออกไป คุณค่าเหล่านั้นก็ไม่มีทางไปถึงมือลูกค้าได้อย่างแท้จริง”

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและเข้าใจง่าย ๆ คือ ภาษาในประกันชีวิตที่มักเขียนด้วยภาษากฎหมายซึ่งเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป หากบริษัทฯ ไม่สามารถแปลงข้อมูลเหล่านั้น ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายผ่าน Material ต่าง ๆ ลูกค้าก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความคุ้มครองที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สิ่งที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย คือ ประเด็นเรื่อง Alignment หรือความสอดคล้องและตรงไปตรงมาของข้อมูลในทุกช่องทาง ซึ่งบริษัทฯ ต้องสื่อสารทุกข้อความอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ลูกค้าไว้ใจและมั่นใจว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องจริง เพราะความไว้วางใจของลูกค้า ไม่ได้เกิดจากคำพูดสวยหรูเพียงครั้งเดียวในการปิดการขาย แต่เกิดจากความสม่ำเสมอของข้อมูลที่ลูกค้าได้รับตลอดเส้นทางความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ ตัวแทน หรือศูนย์บริการลูกค้าก็ตาม

คุณอลิสา ย้ำว่า “เรื่องของ Holistic Communications จึงไม่ใช่เพียงการสื่อสารให้ครบทุกช่องทาง แต่คือการทำให้ทุกการสื่อสาร ทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้อง เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย ชัดเจน และรู้สึกว่าแบรนด์ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย จะอยู่เคียงข้างพวกเขาในทุกช่วงของชีวิต”

 

Digital Transformation ต้องเปลี่ยน Mindset ก่อนจะเปลี่ยนที่เทคโนโลยี

หลายองค์กรเมื่อพูดถึง Digital Transformation มักเข้าใจว่า คือ การนำซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน แต่มุมมองของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ลึกกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Digital Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเริ่มจากระดับความคิดของบุคลากร ก่อนที่จะขยายไปสู่กระบวนการทำงานและเครื่องมือปฏิบัติการจริง

แนวทางนี้สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หากองค์กรไม่ได้ปรับ Mindset ของคนในองค์กรให้พร้อมใช้อย่างแท้จริง ดังนั้น ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย จึงลงทุนกับการ Transform กระบวนการทำงานภายใน ตั้งแต่ระดับพนักงาน โดยมีโครงการที่ให้พนักงานเริ่มคิดเกี่ยวกับการนำดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ที่ยุ่งยากให้กลายเป็นกระบวนการที่ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่ครอบคลุมทุก Touchpoint ของลูกค้าแบบ 360 องศา

ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต การนำเสนอขายผ่านเครื่องมือดิจิทัลสำหรับฝ่ายขาย การส่งเอกสารเข้าสู่ระบบบริษัทอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเน้นเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ความสำคัญของ Human Touch หรือองค์ประกอบของบุคลากรที่ต้องไม่ถูกลดทอนไปในกระบวนการนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนกับลูกค้า ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจซื้อและการดูแลระยะยาว ดังนั้น เทคโนโลยีจึงทำหน้าที่เป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้ตัวแทนสามารถให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น ไม่ใช่การแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมด

นอกจากนี้ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ยังพัฒนาตัวแทนให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ผ่านการฝึกอบรมทั้ง Soft Skill และ Hard Skill เพื่อให้สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และนำความรู้สึกของลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นทักษะที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ ในธุรกิจที่ต้องอาศัยความไว้วางใจสูงเช่นนี้

 

เศรษฐกิจผันผวน โอกาสพิสูจน์ตัวตนของแบรนด์ ไม่ใช่อุปสรรค

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจประกันชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น พิจารณารอบด้านมากขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทประกันชีวิตต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทีละตัวแบบแยกส่วน เริ่มไม่ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีพฤติกรรมในการตัดสินใจมากขึ้น หรือเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ดังนั้น ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย จึงตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ให้รวมความคุ้มครองหลายประเภทไว้ในกรมธรรม์เดียว

ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองชีวิต โรคร้ายแรง หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองครบถ้วน ภายใต้งบประมาณที่บริหารจัดการได้ในกรมธรรม์เดียว พร้อมทั้งปรับจำนวนเงินเอาประกันภัยและเบี้ยประกันขั้นต่ำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระเบี้ยของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

และสิ่งที่สนับสนุนกระบวนการปรับตัวนี้ คือ การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องผ่านการทำ Survey และงานวิจัยภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาอย่างทันท่วงที

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ การมองความท้าทายทางเศรษฐกิจว่าไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสในการพิสูจน์และตอกย้ำ ว่า ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย คือแบรนด์ที่เข้าถึงและเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ โดยมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่จะสร้างและวางตำแหน่งแบรนด์ ให้เป็นแบรนด์ที่ไว้วางใจและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะเชื่อมโยงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายนี้ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ยังคงตั้งเป้าการเติบโต โดยไม่ได้มองการเป็นผู้นำเพียงในแง่ของผลประกอบการเท่านั้น แต่มุ่งก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ที่นั่งอยู่ในใจลูกค้า (Top-of-Mind Brand)

 

มุ่งสร้าง “อาชีพตัวแทนยุคใหม่” สู่การเป็น Business Owner

อาชีพตัวแทนประกันชีวิตในสายตาคนรุ่นใหม่ยังมีคุณค่าและน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงทางการเงินและการดูแลสุขภาพมากขึ้น อาชีพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานขาย แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้คนและครอบครัว มีหลักประกันที่มั่นคงในระยะยาว

“สำหรับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่พวกเขามองหา ไม่ใช่แค่รายได้ แต่ยังหมายถึงความหมายของงาน คุณค่าที่สร้างได้ โอกาสในการเติบโต ความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาการทำงาน และการได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม ซึ่งอาชีพตัวแทนประกันชีวิตสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด หากมีการพัฒนาทักษะการทำงานอย่างรอบด้าน”

ดังนั้น ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย จึงวางตำแหน่งอาชีพตัวแทนใหม่ ให้เป็นมากกว่าผู้ขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็น “ที่ปรึกษาที่ลูกค้าไว้วางใจ” พร้อมสนับสนุนด้วยเครื่องมือดิจิทัล การสนับสนุนด้านความรู้ การพัฒนาทักษะ และการสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้ง Hard Skill หรือความรู้เชิงลึกด้านผลิตภัณฑ์ ทักษะการขาย และการบริการ เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด

หรือแม้แต่ Soft Skill หรือศิลปะแห่งการทำความเข้าใจมนุษย์ การวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึก และการนำเอาความรู้สึกของลูกค้ามาเป็นศูนย์กลาง ในการนำเสนอโซลูชันการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้าง Personal Branding บนสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism)

แต่จุดที่แตกต่างอย่างชัดเจนที่สุด คือ แนวคิดเรื่อง Business Ownership ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองผ่านอาชีพนี้ได้อย่างแท้จริง เมื่อตัวแทนเติบโตขึ้น มีฐานลูกค้าและฐานธุรกิจมากขึ้น สามารถส่งต่อธุรกิจนี้ให้แก่ครอบครัวเข้ามาดูแลและสานต่อในสายงานเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง

นี่คือการเปลี่ยนมุมมองอาชีพตัวแทนจากงานขายรายเดือนที่วัดผลด้วยยอดขายในแต่ละงวด ให้กลายเป็นการสร้างสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ส่งต่อได้ข้ามรุ่น (Generational Business Asset) ซึ่งเป็นจุดขายที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคงระยะยาวของคนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด และแตกต่างจากการรับสมัครตัวแทนแบบดั้งเดิมที่มักเน้นเพียงเรื่องค่าคอมมิชชันในระยะสั้น

Legacy 25 ปี มรดกที่วัดค่าด้วยความไว้วางใจ

ในโอกาสครบรอบ 25 ปี บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ อยากฝากถึงคนไทยที่ยังลังเลเรื่องการทำประกันชีวิตว่า การทำประกันชีวิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องของการวางแผนและความรับผิดชอบต่อคนที่เรารัก เป็นการสร้างเกาะป้องกันความเสี่ยงและหลักประกันความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเองและครอบครัว หรือแม้แต่การเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อจะช่วยลดความเสี่ยงในวันที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนไทยสามารถเดินหน้าชีวิตได้อย่างอุ่นใจและมั่นคงยิ่งขึ้น

สำหรับเป้าหมายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย อยากจะถูกจดจำในฐานะ บริษัทประกันชีวิตที่เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิต ส่งมอบบริการที่เป็นเลิศ และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในทุกช่วงของชีวิต “สิ่งสำคัญที่สุด คือ การถูกจดจำในฐานะองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน มีคุณค่า มีนวัตกรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่คือ Legacy ที่บริษัทฯ ตั้งใจส่งมอบให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน จากวันนี้สู่อนาคต”

 

การเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างความมั่นคงต่อสังคมไทย

สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ Power, No Limit ของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย น่าสนใจในเชิงธุรกิจ ไม่ใช่เพียงความครอบคลุมของ 5 แกนหลักที่ดูเหมือนองค์กรทั่วไปพึงมี แต่คือการลำดับความสำคัญที่ถูกจัดวางอย่างมีแบบแผน เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่คุณค่า เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่แก้ Pain Point ของลูกค้าได้จริง ต่อยอดด้วยการสื่อสารที่โปร่งใสและสม่ำเสมอในทุกช่องทาง ผนวกเทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยน Mindset ของคนในองค์กร ก่อนขยายผลสู่เครื่องมือปฏิบัติการ และขยายผลผ่านเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย โดยมี Customer First เป็นแกนกลางที่ยึดโยงทุกองค์ประกอบเข้าไว้ด้วยกันอย่างสอดคล้อง

ในยุคที่ธุรกิจประกันชีวิตไทย ต้องแข่งขันทั้งด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคไปพร้อมกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แนวทางของ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่า “การเติบโตแบบไร้ขีดจำกัดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางรากฐานที่มั่นคง พอที่จะรองรับการเติบโตนั้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่ติดตามทิศทางธุรกิจประกันชีวิตไทย กรณีของบริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย ในวาระครบรอบ 25 ปีนี้ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า องค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและความคาดหวังของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของธุรกิจ ที่ต้องอาศัยความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญที่สุด

 

เขียนและเรียบเรียง : สุรชัย บ่อจันทึก

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business