บนชั้นวางนมที่เคยมีตัวเลือกแค่นมวัวและนมถั่วเหลืองในหลายปีก่อน ทุกวันนี้ เราสามารถหาซื้อนมพืชทางเลือกได้ง่ายขึ้น หลากหลายมากขึ้น ในขณะที่ตลาดนมวัวก็กำลังถูกช่วงชิงส่วนแบ่งไป
ในปี 2569 ตลาดนมพืชทางเลือกของไทยจะขยายตัว สู่มูลค่า 4,200 ล้านบาท เติบโต 5% จากแรงหนุนทั้งราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น การขยายตลาดสู่ร้านกาแฟและคาเฟ่ รวมถึงกระแสรักสุขภาพและความยั่งยืนที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาดื่มนมพืชมากขึ้น สวนทางกับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ จาก 21.5% ในปี 2554 ลดเหลือ 18.5% ในปี 2568
ท่ามกลางตลาดที่มีผู้เล่นมากกว่า 100 แบรนด์ Business+ จะชวนมาดูกันว่า เจ้าของผู้ผลิตแบรนด์นมพืชยอดนิยมในไทย ใครทำรายได้-กำไรได้เท่าไหร่ และทิศทางของตลาดนมพืชทางเลือกจะเป็นอย่างไร

เริ่มด้วย Heritage Group ผู้ผลิตแบรนด์นมพืชทางเลือก Almond Breeze, Sunkist และ Luv เน้นใช้พรีเซนเตอร์ชื่อดังอย่าง ญาญ่า-อุรัสยา, พีพี-กฤษฏ์ และ หลิงหลิง คอง ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ชูจุดขายแคลอรีต่ำ มีรสชาติหลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ทั้งรักสุขภาพและต้องการรสชาติอร่อย ในงบการเงินปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,168 ล้านบาท เติบโต 2.29% แต่กำไรสุทธิ 252 ล้านบาท ลดลงกว่า 31%
ด้าน บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด เจ้าของแบรนด์ Almond Koka มีรายได้ 3,660 ล้านบาท เติบโต 3.88% และกำไรสุทธิ 83 ล้านบาท เติบโตเกือบ 22.95% โดดเด่นด้านการบริหารต้นทุน ชูจุดแข็งนมอัลมอนด์ยอดขายอันดับ 1 ในญี่ปุ่น พร้อมเร่งบุกตลาด B2B ร่วมกับร้านกาแฟและคาเฟ่ชั้นนำ ดันนมอัลมอนด์ให้เป็นทางเลือกหลักในเมนูเครื่องดื่มประจำวัน
ขณะที่ ชบาบางกอก ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย GoodMate เดินเกมรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ดึง ณเดชน์ คูกิมิยะ มาช่วยกระตุ้นการรับรู้ ตอกย้ำมาตรฐานคุณภาพ และดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพ ในปี 2568 มีรายได้รวม 3,323 ล้านบาท ลดลง 12.78% และกำไรสุทธิ 79 ล้านบาท ลดลง 37.66%
ส่วน บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด เจ้าของ 137 Degrees และ Wholly Nuts น่าจับตาด้วยรายได้รวมที่ 849 ล้านบาท เติบโต 26.52% และกำไรสุทธิ 85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% สะท้อนความสำเร็จของการวางตำแหน่งแบรนด์พรีเมียม เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
ขณะที่ OATSIDE ผู้เล่นจากสิงคโปร์ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกมการแข่งขันของตลาดนมโอ๊ตด้วยราคาที่ถูกกว่านมทางเลือกเจ้าอื่น ๆ ในตลาด โดยปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 603.94% และขาดทุนสุทธิกว่า 174 ล้านบาท ลดลง 377.56% % จากการทุ่มงบเร่งขยายธุรกิจ ตั้งฐานการผลิตในไทย พร้อมใช้กลยุทธ์ปรับลดราคาสินค้าถาวร เพื่อขยายฐานผู้บริโภคทั้ง B2B และ B2C ให้นมโอ๊ตกลายเป็นเครื่องดื่มที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
โดยในภาพรวมของตลาดที่ยังคงเติบโต มีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากราคาสินค้าที่เข้าถึงง่ายขึ้น จากการตั้งฐานการผลิตในประเทศซึ่งช่วยลดราคาสินค้าลงราว 15-50% ผสานกับช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายสู่ตลาด B2B อย่างธุรกิจคาเฟ่ และฐานผู้บริโภคที่ขยายวงกว้างจากเพียงกลุ่มผู้แพ้แลคโตส สู่กลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของตลาดนมพืชจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จากทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงกว่านมวัว ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรสูง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับความเสี่ยงอีกหลายด้าน ทั้งต้นทุนขนส่งที่ผันผวน และต้นทุนวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิต และราคาในแต่ละช่วงเวลา เพราะธุรกิจนมพืชนั้น มีต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างสูง คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนการผลิต
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, เว็บไซต์บริษัท, DBD
The Business Plus บิสิเนสพลัส
