ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “การดูแลสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างชัดเจน สะท้อนจากปี 2024 ที่มีคนไทยหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นจาก 40.4% ในปี 2022 เป็น 44.4% ขณะที่เทรนด์ Wellness ก็ถูกพูดถึงมากขึ้นในหลายมิติ กระแสนี้จึงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจฟิตเนสในปี 2025 มีการเติบโต 18% จากปี 2024 ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 12,000 ล้านบาท
วันนี้ Business+ จะพามาดูว่า 5 ฟิตเนสยอดนิยมที่คนไทยเลือกใช้ มีจุดเด่นอะไร แตกต่างกันอย่างไร และแบรนด์ไหนทำรายได้สูงที่สุด

เริ่มกันที่ Fitness First แบรนด์ฟิตเนสสัญชาติอังกฤษที่เข้ามาเปิดในไทยตั้งแต่ปี 2001 มีจุดเด่นคือ มีคลาสให้เลือกหลากหลาย ครบทั้งคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง และคลาสกลุ่มต่าง ๆ พร้อมทำเลที่ตั้งซึ่งมักอยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่หรือย่านธุรกิจ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงในเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี 32 สาขาในไทย โดยในปีงบประมาณ 2567 มีรายได้รวมที่ 2,374 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท นับเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้สูงสุดจากทั้ง 5 แบรนด์ฟิตเนสนี้
ในขณะที่ Jetts Fitness มีจุดเด่นคือ เปิด 24 ชั่วโมง ทุกวัน เหมาะกับคนที่ต้องการเวลาออกกำลังกายที่ยืดหยุ่น เหมาะกับคนที่ตารางชีวิตไม่แน่นอน มีจำนวนสาขามากถึง 61 สาขาในไทย ซึ่งมากกว่าเจ้าอื่น ๆ และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่เข้าถึงง่าย พร้อมแพ็กเกจสมาชิกแบบยืดหยุ่น ปี 2567 มีรายได้รวมที่ 1,199 ล้านบาท ขาดทุน 280 ล้านบาท
ส่วน Virgin Active แบรนด์ฟิตเนสระดับลักชัวรี ที่เน้นแนวคิด Wellness Club มากกว่ายิมทั่วไป เน้นประสบการณ์ที่เหนือระดับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อย่างสระว่ายน้ำ พิลาทิส ผาจำลอง ห้องเกลือ ห้องสลีปพ็อด และคลาสพิเศษที่แตกต่างจากเจ้าอื่น ๆ เหมาะกับคนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีสาขาในไทยทั้งหมด 8 สาขา ปี 2567 มีรายได้รวมที่ 1,098 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 141 ล้านบาท
ในด้าน WE Fitness แบรนด์ฟิตเนสไทย ดีไซน์สวย อุปกรณ์ครบครัน มีจุดแข็งคือ “บรรยากาศ” ที่มีความเป็นพรีเมียมและทันสมัย มีความโดดเด่นเรื่อง “คลาสโยคะ” ที่มีความเป็นมืออาชีพและมีประเภทโยคะให้เลือกหลากหลาย มี 6 สาขาในไทย และมักจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน ปี 2567 มีรายได้รวมที่ 372 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 32 ล้านบาท
สุดท้าย Fitness24Seven แบรนด์จากสวีเดนที่เน้นคอนเซปต์ “Fitness on Your Term” ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง จุดเด่นคือ ราคาต่อเดือนที่ย่อมเยาที่สุดในบรรดา 5 แบรนด์นี้ แม้สถานที่จะไม่ใหญ่เท่ารายอื่น แต่มีอุปกรณ์พื้นฐานครบถ้วน มีโซนสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (Women’s Gym) ปัจจุบันมี 8 สาขาในไทย และในปี 2567 มีรายได้รวมที่ 119 ล้านบาท ขาดทุน 56 ล้านบาท
แม้ฟิตเนสจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ละแบรนด์ก็เลือกวางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ฟิตเนสระดับพรีเมียมในห้าง ลักชัวรีเวลเนส ยิม 24 ชั่วโมง ไปจนถึงฟิตเนสราคาประหยัด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น และในวันที่กระแสการดูแลสุขภาพยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจฟิตเนสจึงยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตาในระยะยาว
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, เว็บไซต์บริษัท, DBD
The Business Plus บิสิเนสพลัส

