ในปัจจุบัน ผู้คนหันมาให้ความสนใจการลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแอปพลิเคชันลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งผู้ให้บริการจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาแพลตฟอร์มที่รองรับสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวม ขณะเดียวกันการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงค่าธรรมเนียมที่ถูกลง แต่ยังมุ่งเน้นด้านฟีเจอร์อัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูล และความสะดวกในการใช้งาน เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสการลงทุนและบริหารพอร์ตได้ง่ายยิ่งขึ้น

เริ่มต้นที่ Dime! ซึ่งให้บริการโดย บมจ. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นแอปลงทุนสัญชาติไทยที่รองรับทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย กองทุนรวม ทองคำ และเงินฝากออมทรัพย์ โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขายแบบ Market และ Limit พร้อมมีกราฟพื้นฐาน บทวิเคราะห์ที่เข้าใจง่าย และข้อมูลสรุปบริษัทสำหรับประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งยังคิดค่าธรรมเนียมหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นอยู่ที่ 0.15% และฟรี 1 รายการแรกของเดือนสำหรับหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 50 บาท
ขณะเดียวกัน InnovestX จาก บมจ. เอสซีบี เอกซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนรวม ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยรองรับคำสั่งซื้อขายแบบ Market, Limit และ Stop Order พร้อมมีบทวิเคราะห์จาก SCBX งบการเงิน และข้อมูลเชิงลึกของตลาดโลก สำหรับค่าธรรมเนียมเริ่มต้นอยู่ที่ 0.08 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อหุ้น และสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ตั้งแต่ 1 หุ้น
นอกจากนี้ Streaming ซึ่งพัฒนาโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการซื้อขายหุ้นไทย TFEX DR และ DW โดยรูปแบบคำสั่งซื้อขายขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ที่เลือกใช้ และรองรับทั้ง Conditional Order, Algorithm และ DCA อีกทั้งยังมีข้อมูลพื้นฐานจาก SET, IAA Consensus และงบการเงินย้อนหลังให้ใช้งาน ส่วนค่าธรรมเนียมเริ่มต้นอยู่ที่ 0.075% ตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ ขณะที่เงินลงทุนขั้นต่ำก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโบรกเกอร์เช่นเดียวกัน
อีกทางเลือกหนึ่งคือ Liberator จาก บมจ. นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น ซึ่งรองรับการลงทุนในหุ้นไทย TFEX หุ้นสหรัฐฯ และกองทุนรวม โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขายแบบ Market, Limit และ Conditional Order พร้อมมีบริการข่าวสารแบบ Live ทุกวัน บทวิเคราะห์ และข้อมูลปัจจัยพื้นฐานครบถ้วน ด้านค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 0.0499% ส่วนหุ้นสหรัฐฯ และลงทุนขั้นต่ำ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ในด้านการลงทุนต่างประเทศ Webull ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติสหรัฐอเมริกาและจีน รองรับการซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ หุ้นไทย หุ้นฮ่องกง และหุ้นจีน พร้อมรองรับ Advanced Order เช่น Trailing Stop, OCO และ Bracket Order รวมถึงมีกราฟสำหรับการเทรดภายในแอป อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกระดับสากล ข้อมูลการซื้อขายของสถาบันการเงิน และกราฟเทคนิคัลขั้นสูง สำหรับค่าธรรมเนียมเริ่มต้นอยู่ที่ 0.028% ของมูลค่าการซื้อขาย ขณะที่สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ตั้งแต่ 0.0001 หุ้น หรือ 5 ดอลลาร์สหรัฐ
ปิดท้ายด้วย Pi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่รองรับหุ้นไทย TFEX หุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวม โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อขายแบบ Market และ Limit พร้อมมีบทวิเคราะห์เฉพาะตัว เครื่องมือวิเคราะห์พอร์ต และคะแนนสุขภาพหุ้นเพื่อช่วยประกอบการลงทุน สำหรับค่าธรรมเนียมเริ่มต้นอยู่ที่ 0.15% ซึ่งคิดตามปริมาณการซื้อขายและเงื่อนไขของบัญชี ขณะที่เงินลงทุนขั้นต่ำขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสินทรัพย์แต่ละประเภท
ท้ายที่สุด ทั้ง 6 แอปลงทุนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านสินทรัพย์ที่รองรับ รูปแบบคำสั่งซื้อขาย เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ค่าธรรมเนียม และเงินลงทุนขั้นต่ำ ดังนั้น การเลือกใช้งานจึงขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุนและสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนมากที่สุด
The Business Plus บิสิเนสพลัส