Fascino อาณาจักรร้านยา-อุปกรณ์การแพทย์ 5,000 ล้านบาท ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ หน้า รพ.ศิริราช เมื่อ 43 ปีก่อน

จากร้านขายยาขนาดเล็กหน้าโรงพยาบาลศิริราช สู่ธุรกิจสุขภาพที่มีสาขาครอบคลุมกว่า 30 จังหวัด “Fascino” ไม่ได้เติบโตเพียงแค่จำนวนร้านเท่านั้น แต่ยังค่อย ๆ ขยายบทบาทสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ของคนไทย ในยุคที่การดูแลตัวเองกลายเป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2526 จุดเริ่มต้นของ Fascino เกิดขึ้นจากแนวคิดที่เรียบง่าย แต่ชัดเจน นั่นคือการเป็นร้านขายยาที่เข้าถึงง่ายและเชื่อถือได้ โดยเลือกตั้งอยู่ในทำเลสำคัญอย่างหน้าโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์สูงอยู่แล้ว ดังนั้น การเริ่มต้นในจุดนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางตำแหน่งทางธุรกิจตั้งแต่วันแรก

จากนั้น ตลอดระยะเวลากว่า 43 ปี ธุรกิจได้ค่อย ๆ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากร้านเพียงแห่งเดียว สู่เชนร้านขายยาขนาดใหญ่ภายใต้ FASHOF Group โดยมี “คุณญาณิน พิศาลวาเลิศ” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น และในปัจจุบัน Fascino มีสาขารวมทั้งสิ้น 115 แห่ง ครอบคลุมกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในโครงสร้างธุรกิจ จะพบว่า FASHOF Group ไม่ได้เติบโตในรูปแบบ “ร้านขายยา” เพียงอย่างเดียว แต่ได้พัฒนาไปสู่ Ecosystem ด้านสุขภาพที่ครบวงจรมากขึ้น
โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

  • บริษัท โปร ฟาสซิโน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเชนร้านขายยา (Fascino) มีรายได้รวมในปี 2567 อยู่ที่  2,117 ล้านบาท เติบโต 19.18% และมีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท เติบโต 8.2%
  • ขณะเดียวกัน บริษัท ฟาร์มาฮอฟ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจขายส่งเวชภัณฑ์ กลับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด โดยมีรายได้รวมในปี 2567 สูงถึง  2,909 ล้านบาท เติบโต 5.48% และมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เติบโต 12.6%

ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 2 ธุรกิจเข้าด้วยกัน จะทำให้ทั้งกลุ่มมีรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมมากกว่า 200 ล้านบาท

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ “โครงสร้างรายได้” ของกลุ่มไม่ได้พึ่งพาหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แม้ว่าธุรกิจเชนร้านขายยาจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 19.18% ก็ตาม แต่ธุรกิจที่สร้างรายได้หลักกลับเป็น “ฟาร์มาฮอฟ” ซึ่งเป็นธุรกิจขายส่ง นั่นจึงสะท้อนให้เห็นถึงการวางโครงสร้างรายได้ที่กระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ Fascino คือการพัฒนา “House Brand” ของตนเองออกมามากที่สุด เช่น FitAday, HOF และสมุนไพรตราวังหลัง ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความแตกต่างจากร้านขายยาทั่วไปที่มักพึ่งพาสินค้าของผู้ผลิตรายใหญ่เป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ กรณีของ Fascino จึงถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของธุรกิจไทยที่ “เริ่มต้นจากจุดเล็ก แต่มีวิธีคิดที่ใหญ่ตั้งแต่ต้น” จากร้านขายยาหน้าโรงพยาบาล สู่การเป็นเครือข่ายสุขภาพที่มีทั้ง Retail และ Wholesale อยู่ภายในระบบเดียวกัน

ในระยะยาว Fascino ยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่การเป็น Health Platform ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร หรือแม้แต่การเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลและระบบสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้ง Ecosystem

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางดังกล่าว คือการเริ่มพัฒนา Telepharmacy ซึ่งช่วยขยายบทบาทของ Fascino จาก “ร้านขายยา” ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคต้องการคำปรึกษาที่รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และเชื่อมต่อกับบริการสุขภาพได้จากทุกที่ แนวทางนี้จึงช่วยเสริมภาพของ Fascino ในฐานะแบรนด์สุขภาพที่ผสานทั้งสินค้า ความเชี่ยวชาญ และบริการไว้ในระบบเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ชนะอาจไม่ใช่เพียงผู้ที่ขายยาได้มากที่สุดเท่านั้น แต่คือผู้ที่สามารถ “อยู่ในทุกจุดของการดูแลสุขภาพ” ได้อย่างครบวงจร และในมุมนี้ Fascino ก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางดังกล่าวอย่างชัดเจน

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า Fascino ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงธุรกิจ Retail แต่กำลังวางตำแหน่งใหม่เป็น “ผู้จัดจำหน่าย” และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้านสุขภาพ หรือ Healthcare Supply Chain ซึ่งแนวทางนี้เอง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันในตลาดร้านขายยาโดยตรง และเปิดโอกาสสู่การเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, บทสัมภาษณ์, DBD