เปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน แต่ละบาทที่เราจ่าย ไปอยู่ที่ใครบ้าง ?

ช่วงนี้น้ำมันเป็นที่พูดถึงอย่างมาก หลังจากที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยาน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ราคาค้าปลีกน้ำมันในประเทศอาจจะยังดูไม่ได้ปรับขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันโลก ถึงแม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่เน้นการนำเข้าน้ำมันดิบถึงเกือบ 90% ของสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบทั้งหมด ก็ตาม

ที่เป็นแบบนี้ก็อาจจะเพราะว่า ไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่คอยรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในประเทศไว้อยู่ จึงมาถึงคำถามที่ว่าแล้วเวลาเราเข้าปั๊มเติมน้ำมัน แต่ละบาทที่เราจ่ายไปจะไปอยู่ที่ไหนบ้าง

จาก Infographic นี้จะเห็นได้ว่า ราคาแรกที่เราต้องจ่ายเวลาเติมน้ำมันคือต้นทุนสินค้า หรือราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งแต่ละชนิดจะอ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าใหญ่ โดยราคาก็จะขึ้นลงตามราคาน้ำมันดิบโลก

ต่อมาจะเป็นส่วนของภาษีและเงินอุดหนุนกองทุนต่าง ๆ ซึ่งจะมีการปรับเกณฑ์ตามนโยบายแต่ละช่วงเวลา โดยจะมีภาษีสรรพสามิตที่ภาครัฐเก็บจากสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยที่ผลิตหรือนำเข้า และภาษีเทศบาลคิดเป็นอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต

ต่อมาคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดตั้งเพื่อนำเงินไปรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในประเทศอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยช่วงราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น รัฐจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายชดเชยเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้ราคาในประเทศสูงขึ้นมาก และในช่วงที่ราคาน้ำมันลดลง กองทุนนี้ก็จะเก็บเงินค่าชดเชยกลับมาเข้ากองทุน ขณะที่กองทุนอนุรักษ์พลังงานจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน รวมถึงลงทุนพัฒนาระบบขนส่งและสร้างถนน และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่อัตรา 7% ของราคาขายส่ง ที่ภาครัฐเก็บจากการขายสินค้าและบริการทุกชนิด

ทีนี้มาถึงค่าการตลาดผู้ค้า ซึ่งก็คือผลตอบแทนของสถานีบริการน้ำมัน คิดจากส่วนต่างของราคาน้ำมันขายปลีกหักด้วยค่าใช้จ่ายข้างต้น โดยยังไม่นับเป็นกำไรสุทธิของผู้ให้บริการสถานี เพราะต้องนำมาหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ก่อน เช่น ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น โดยในส่วนนี้ก็จะมีการจัดเก็บ VAT ด้วย

หลายคนน่าจะสังเกตเห็นว่า ตัวเลขบางบรรทัดมีติดลบ เช่น เบนซิน 95 ที่ค่าการตลาดคู่ค้าติดลบ 1.88 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อี10 และดีเซลหมุนเร็ว ก็ติดลบบรรทัดกองทุนน้ำมันฯ เช่นกัน โดยตัวเลขที่เป็นลบนั้นก็อาจมาจากนโยบายการตรึงราคาของรัฐในช่วงที่สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ปกติ โดยจากตัวเลขตามบรรทัดกองทุนน้ำมันฯ ก็มองได้ว่า รัฐกำลังเก็บเงินเพิ่มจากคนเติมเบนซิน 95 เพื่อไปอุ้มราคาดีเซลหมุนเร็ว นั่นเอง

 

ที่มา: กระทรวงพลังงาน