สงคราม-กฎ CBAM กำลังทำให้บริษัทพลังงานไทยรัดเข็มขัดสุดขีด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปีนี้ หลาย ๆ ธุรกิจกำลังเผชิญปัญหารุมเร้าจนส่งผลให้ต้องหันมารัดเข็มขัดกันอย่างเร่งด่วน โดยผลสำรวจ Thailand C Vision Summit 2026 ของ Business+ ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 500 คน โดยที่กว่าครึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง พบว่า กลยุทธ์อันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมในปีนี้คือการลดต้นทุน  

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้บริหารที่เลือกกลยุทธ์ลดต้นทุนเป็นอันดับแรกของปีนี้เรียงตามอุตสาหกรรมได้แก่ ภาคการผลิตเลือกลดต้นทุน 51.84% ภาคเทคโนโลยี 54.53% ภาคบริการและภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 55.28% เท่ากัน ภาคค้าปลีก 57.70% ภาคการเงิน 60.00% ส่วนภาคเกษตร-อาหารกับภาคทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานขึ้นนำที่ 61.13% เท่ากัน  

จะเห็นได้ว่าภาคพลังงานเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนตัวเลขตรงนี้สูงสุดในทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นภาคเกษตร-อาหาร ซึ่งถ้าไปดูรายละเอียดของแรงกดดันที่ภาคพลังงานเผชิญ จะพบว่ามาจากหลายทิศทางพร้อมกันมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น โดยปี 2026 ธุรกิจพลังงานไทยเจอปัจจัยที่กระทบต่ออุตสาหกรรมอย่างหนัก 3 เรื่อง ได้แก่ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนรุนแรงจากสงคราม กฎหมายคาร์บอนระหว่างประเทศที่บังคับให้ต้องปรับตัว และปัญหาภายในองค์กรเอง 

– ซัปพลายน้ำมัน  

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นราว 65% ภายในเดือนมีนาคมเดือนเดียว ถือเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านปลายเดือนกุมภาพันธ์ และอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคทั่วโลก ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสัดส่วนมากกว่า 50% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2026 

การเกิดวิกฤติซัปพลายนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันค้าปลีกพุ่งขึ้น ขณะที่ไทยนั้นมีกลไกกองทุนน้ำมัน ขณะที่การปรับราคาขายปลีกในประเทศและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันปรับตัวไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ทัน ทำให้ผู้ประกอบการบางแห่งต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นนี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กลยุทธ์ลดต้นทุนกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด 

– มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป 

มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 กำหนดให้สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงอย่างเหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยจริงเมื่อส่งเข้ายุโรป โดยศูนย์วิจัยกสิกรคาดการณ์ว่า CBAM จะกระทบ 3.8% ของการส่งออกไทยไปอียู คิดเป็นมูลค่าราว 28,000 ล้านบาท  

ทั้งนี้ ธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตที่ใช้พลังงานอย่างหนัก เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม จะมีต้นทุนแข่งขันในตลาดยุโรปสูงขึ้นจาก CBAM ซึ่งจะสร้างแรงกดดันด้านราคาย้อนกลับมาสู่ผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำที่เป็นซัปพลายเออร์ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ด้วยเช่นกัน 

ความกังวลนี้สะท้อนออกมาให้เห็นจากผลสำรวจของ Business+ ที่พบว่าภาคพลังงานให้คะแนนแรงจูงใจด้าน ESG จากแรงกดดันกฎหมายและข้อบังคับสิ่งแวดล้อมสูงถึง 22.24% ซึ่งสูงสุดในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเช่นกัน หรือพูดง่าย  คือพลังงานทำ ESG เพราะกฎหมายบังคับให้ต้องทำ 

– ปัญหาภายในองค์กร 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในผลสำรวจนี้คือตัวเลข 57.29% ขององค์กรพลังงานระบุว่าปัญหาคอขวดที่หนักที่สุดคือการขาดกลยุทธ์และการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน ซึ่งเป็นตัวเลขอุปสรรคที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกอุตสาหกรรมในผลสำรวจทั้งหมด  

ตัวเลขนี้น่าเป็นห่วงเพราะอย่าลืมว่า ธุรกิจพลังงานกำลังถูกบีบจากภายนอกหนักที่สุด ทั้งจากราคาตลาดโลกที่ผันผวนและกฎหมายคาร์บอนที่บังคับใช้ แต่กลับเป็นกลุ่มเดียวกันที่มึนงงเรื่องทิศทางภายในมากที่สุด ซึ่งอันตรายกว่าการไม่มีแรงกดดันเลย เพราะการลดต้นทุนแบบไม่มีทิศทางมักจบลงที่การตัดสิ่งที่ไม่ควรตัด หรือประหยัดผิดจุดจนกระทบขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว 

ทางออกที่ผลสำรวจชี้ให้เห็นคือผู้บริหารพลังงานไทย 57.70% ระบุว่าเป้าหมายหลักของการใช้ AI คือการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ขณะที่การลดต้นทุนดำเนินงานโดยตรงอยู่ที่ 28.47% เท่านั้น สะท้อนว่าองค์กรพลังงานมองว่าปัญหาที่แท้จริงคือกระบวนการทำงานยังไม่มีประสิทธิภาพพอจะรับมือกับความผันผวน 

สรุปแล้ว เมื่อเผชิญกับแรงกดดันอย่างราคาน้ำมันโลกหรือกฎหมายคาร์บอนของยุโรป บริษัทก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการรัดเข็มขัด โดยที่เตรียมนำ AI มาใช้ในเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว 

 

ที่มา: World Bank, S&P Global Commodity Insights, Trading Economics, KResearch