The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนธันวาคม 2568 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากคุณธีรรัฐ จุฑาวรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด ถึงเส้นทางการสร้าง InterGOLD หนึ่งในแบรนด์ค้าทองคำที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดลงทุนทองคำแท่งของประเทศไทยในเวลานี้ จากการพลิกความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดทองคำไทยในยุคดิจิทัลในระยะเวลา 15 ปี

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของชายคนหนึ่ง สู่การผลักดัน InterGOLD ให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ค้าทองคำที่ค่อย ๆ เติบโตและเป็นที่รู้จักอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ “ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เลือกเดินเส้นทางของตัวเอง พลิกความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดทองคำไทยในยุคดิจิทัลในระยะเวลา 15 ปี “ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของตระกูล ได้เลือกเส้นทางใหม่ สร้าง InterGOLD ให้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ค้าทองคำที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดลงทุนทองคำแท่งของประเทศไทยในเวลานี้
“ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เปิดใจกับ Business Plus ว่า วันที่เขาตัดสินใจ แยกออกมาเปิดธุรกิจทองคำแท่งด้วยตัวเอง จากธุรกิจค้าส่งทองรูปพรรณ “จูเจียบเซ้ง”ของครอบครัวนั้น ไม่ได้มีความลังเลหรือความกดดันอยู่ในใจ แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่า “เดินหน้าแล้ว ต้องเดินต่อให้เต็มที่ ถอยหลังไม่ได้แล้ว” พร้อมสู้ตายและต้องลุยสร้างธุรกิจใหม่ให้สำเร็จให้ได้ โดยวันแรกของการก่อตั้ง บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด หรือ InterGOLD ยังไม่มีใครเชื่อว่า ธุรกิจค้าทองรุ่นใหม่จะเติบโตในสนามที่มีผู้เล่นแข็งแกร่งอยู่แล้วได้

ด้วยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ความกล้าท้าทายกรอบเดิม ๆ และศรัทธาในระบบการซื้อขายทองคำแบบโปร่งใส ทันสมัย เขาพา InterGOLD ขยายธุรกิจด้วยวิธีการทำงานแบบใหม่ และวิธีคิดแบบใหม่ คล้ายกับตัวเองเป็นผู้เล่นลักษณะ สตาร์ตอัป รวดเร็ว ชัดเจน และพร้อมทดลองอะไรใหม่ ๆ แต่เดิมพันแข่งขันกับธุรกิจดั้งเดิม จนวันนี้มูลค่าของ InterGOLD มีการซื้อขายกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี
“การเติบโตของยอดขายจากราว 15,000 ล้านบาทในปี 2015 มาเป็นกว่า 620,000 ล้านบาทในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40 เท่าภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี”
“ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” ได้พิสูจน์ให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำธุรกิจ เข้าใจเทคโนโลยี และที่สำคัญเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและวิธีสร้างความเชื่อมั่นในตลาด
ในบทความพิเศษนี้ เราจะพาคุณไปสัมผัสเส้นทางแห่งความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา เบื้องหลังชายหนุ่มที่กล้าเดิมพันกับความฝัน และสร้างจักรวรรดิทองที่ส่องประกายในยุคสมัยใหม่ จากเงาของตระกูล สู่แสงสว่างแห่งความสำเร็จ ที่เขาสร้างด้วยมือตัวเอง
นี่คือเรื่องราวของ “ธีรรัฐ จุฑาวรากุล” เบื้องหลังชายหนุ่มที่เลือกเดิมพันกับความทุ่มเทกายและใจเกิน 100% และ InterGOLD แบรนด์ทองดาวรุ่งพุ่งแรง ที่เขาสร้างขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาที่สุดของวงการทองคำไทย
จากตู้แดงเยาวราช สู่ธุรกิจค้าส่งทองแสนล้าน
ย้อนกลับไปกว่า 70 ปี ธุรกิจทองคำในประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น ในยุคที่ทองคำมีราคาหลักร้อยบาท ซึ่งคุณปู่ หรือ “อากง” (ณรงค์ จุฑาวรากุล) เป็นรุ่นลูกชาวจีนยุคเสื่อผืนหมอนใบ ใช้ชีวิตลำบาก ไม่ได้มีเงินทุนเปิดร้านทองทันที แต่เริ่มต้นแบบคนรุ่น 70 กว่าปีก่อน ทำกิจการค้าขายทุกอย่าง ตั้งแต่ซ่อมรองเท้า ขายของตามคลองถม สำเพ็ง และนิสัยคนจีนสมัยก่อน ประหยัดเก็บออม จนอากงคงเห็นแนวโน้มราคาทองเพิ่มสูงขึ้น จึงซื้อสะสมเรื่อย ๆ ซึ่งสมัยนั้นราคาทองถูกมาก บาทละหลักสิบหลักร้อย จนสามารถเปิดร้านทองได้ ในชื่อห้างเพชรทอง จูเจียบเซ้ง
“ในเยาวราช จูเจียบเซ้ง คือหนึ่งในร้านทองเจ้าแรก ๆ ของประเทศไทย เน้นตลาดค้าส่งแบบ B2B (Business to Business) ให้ร้านทองตามต่างจังหวัด โดยถือเป็นร้านค้าส่งรุ่นแรก ๆ ของประเทศไทย สามารถคุมตลาดขายส่งทองเกือบทั้งประเทศ ซึ่งอากงยังเป็นหนึ่งในกลุ่มคนกำหนดราคาซื้อขายของสมาคมค้าทองคำรุ่นแรก ๆ ด้วย” คุณธีรรัฐ เล่าย้อนอดีตให้ฟัง
การที่ จูเจียบเซ้ง ดำเนินธุรกิจค้าส่งแบบ B2B ให้ร้านทองตามต่างจังหวัด ด้านหนึ่งคือการสร้างเครือข่ายพันธมิตรหลายแห่ง จนร้านค้าตนเองเติบใหญ่อย่างมาก จนได้ขยายกิจการและเปิดร้านทองเพิ่มอีก 4 แห่ง
โดยเป็น B2B ทั้งหมดเป็น และได้ส่งต่อธุรกิจให้กับลูกชาย 4 คน จากลูกทั้งหมด 6 คน โดยคุณพ่อของคุณธีรรัฐ ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ได้สืบทอดกิจการ “จูเจียบเซ้ง” ต่อมา
บทบาทและโอกาส จากการออกนอก ‘Comfort Zone’
สำหรับธุรกิจครอบครัวเชื้อสายจีนแบบ ‘กงสี’ ของห้างเพชรทองจูเจียบเซ้ง มีรูปแบบการทำงานที่มีโครงสร้างการสืบทอดหน้าที่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว บทบาทหลักของกิจการมีผู้ดูแลไว้แล้วเป็นอย่างดี ทำให้
คุณธีรรัฐเริ่มมองหาโอกาสในการเริ่มต้นสิ่งที่แตกต่างออกไป จากการออกไปพัฒนาตัวเองและสั่งสมประสบการณ์ในโลกกว้าง
หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ เขาได้เริ่มต้นเส้นทางการทำงานในองค์กรระดับประเทศและระดับโลก เพื่อเรียนรู้มาตรฐานการทำงานและมุมมองสมัยใหม่ ก่อนจะนำประสบการณ์ทั้งหมดกลับมาต่อยอดธุรกิจทองคำในเวลาต่อมา
ซึ่งภายหลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ เขาจึงเลือกที่จะโบยบินออกจากธุรกิจครอบครัว ไปหาประสบการณ์การทำงานในโลกภายนอก
คุณธีรรัฐ เริ่มต้นการทำงานในบริษัทโทรคมนาคม อย่าง True Move ก่อนจะไปสั่งสมประสบการณ์ในองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Unilever โดยอยู่ในสายงาน Trade Marketing ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Marketing) และ B2B ผ่านการดูแลสินค้าแบรนด์ดังของบริษัท อาทิ กลุ่มไอศกรีม และสินค้ากลุ่ม Personal Care ให้กับร้านค้าขายส่ง ร้านสะดวกซื้อ อาทิ 7-Eleven และ Tesco
จากประสบการณ์จากองค์กรระดับโลกเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำมาใช้ในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมทองคำในภายหลัง ก่อนจะกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวที่ “จูเจียบเซ้ง” ในปี 2551

มองเห็นโอกาสใหม่จากประสบการณ์ที่แตกต่าง
หลังจากกลับมาช่วยงานในธุรกิจครอบครัวได้ประมาณหนึ่งปี ประสบการณ์ในองค์กรระดับโลกด้านการตลาดและการบริหารจัดการ ทำให้คุณธีรรัฐเริ่มมองเห็น “มิติใหม่” ของตลาดทองคำ โดยเฉพาะกลุ่มทองคำเพื่อการลงทุน ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีผู้เล่นไม่มากนัก
เขาเล่าว่า “ผมมองว่าในตลาดทองคำ มีอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังเติบโต คือกลุ่มนักลงทุน ที่ Business Model เน้นปริมาณการซื้อขายมากกว่า กำไรต่อหน่วย นั่นคือโอกาสที่ผมอยากลองพัฒนา”
ความคิดนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศธุรกิจของครอบครัว แต่เป็นการต่อยอดจากสินค้าที่คุ้นเคยอยู่แล้ว เพิ่มมุมมองใหม่เข้าไป เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่พฤติกรรมกำลังเปลี่ยนแปลง
ก่อนอื่นเราต้องแยกก่อนว่า สินค้าคือ ทองแท่ง ซึ่งปกติแล้วร้านทองทั่วไปจะเน้นที่ทองรูปพรรณ แต่ทองแท่งนั้น แม้จะเป็นทองเหมือนกัน แต่ขายคนละกลุ่มโดยสิ้นเชิง ทองแท่งคือการลงทุน ส่วนทองรูปพรรณคือการสวมใส่ ดังนั้น ในยุคแรก ๆ ซึ่งตลาดทองแท่งอยู่ในช่วงบูมมาก และมีผู้เล่นในตลาดไม่มาก ทำให้ผมเริ่มสร้างระบบซื้อขายทองแท่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกด้านพื้นฐาน
“ถามว่าผลตอบรับดีไหม ต้องบอกว่า เราทำยอดขายแทบจะสูสีกับยอดขายทองรูปพรรณ ทำให้ผมมองถึงอนาคตว่า หากเราสามารถเปลี่ยน Business Model ของธุรกิจได้ เราก็มีโอกาสเติบโต” คุณธีรรัฐ ระบุ
จากแนวคิดนี้เองทำให้ คุณธีรรัฐ ตัดสินใจแยกตัวออกจาก ‘กงสี’ เพื่อเดินหน้าเต็มตัวออกมาเปิดบริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด หรือ InterGOLD ในปี 2554
“ยุคแรกของการตั้งบริษัทฯ เอง ผมต้องทำงานในทุกฝ่าย ตั้งแต่รับออเดอร์ ไปติดต่อเมืองนอก ส่งทองเองด้วย เป็นแมสเซนเจอร์ร้านทองเองด้วย ทำเองหมดทุกอย่างเลย ซึ่งฐานลูกค้าหลักของ InterGOLD คือ B2B เพื่อ 2 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ ซื้อทองคำไปเป็นวัตถุดิบในการทำสร้อย และซื้อไปเพื่อการลงทุนระยะยาว”
บาดเจ็บครั้งแรกกับกลยุทธ์พลิกเกม
คุณธีรรัฐ ยอมรับอย่างเปิดใจว่า ช่วงปีแรกเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตการทำธุรกิจ เมื่อราคาทองคำผันผวน และเขาในฐานะผู้ประกอบการใหม่ยังไม่มีทักษะเพียงพอ ทำให้ช่วงแรกของธุรกิจแทบไม่เติบโต
จนเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อเงินทุนหายไปถึง 30% ส่งผลถึงความกดดันถึงขนาดทำให้เขานั่งแอบร้องไห้อยู่หลังรถ ซึ่งเขาต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปี เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและหาจุดเปลี่ยนอีกครั้ง
“ผมเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียดของการทำงาน เพราะคิดว่ารายละเอียดเล็ก ๆ คือสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ได้ โดยเฉพาะในมุมมองของลูกค้าที่มีต่อเรา ที่ใช้สินค้าและบริการของเราอยู่ ต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกค้า Comment มาแล้วเอาไปคิดต่อเพื่อหา Pain point ที่จับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น ในตลาด B2B ของทองคำ คือ เวลาลูกค้าโทรมาหาเซลล์ ซื้อขายทองสำเร็จ เราจะส่งออเดอร์ต่อไปเพื่อเปิดเอกสารการเงิน และเตรียมส่งของให้ลูกค้า ถือว่า จบดีล ซึ่งระบบนี้คือ One-Stop Service แม้จะดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่เจ้าอื่นเขาทำกัน แต่ของผมเวลานั้นยังไม่ได้ทำ ผมจึงต้องฟังมาก ๆ เวลาลูกค้า Complain หรือให้คำแนะนำมา ฟังแล้วนำไปปรับปรุง และนั่นจึงถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สำคัญของระบบการทำงานภายใน หากเราสามารถวาง Process ทั้งหมดให้ถูกต้อง และจะทำให้ลูกค้าประทับใจ รวมถึงอาจจะมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นทันทีได้
ดังนั้น กลยุทธ์ของ InterGOLD แรกคือ การทุบกฎเดิม ด้วย “การให้” ที่คนอื่นไม่กล้าทำ และนี่คือ Turning Point แรกของผม เพราะผมรู้ดีว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการมาก คือ การ “ได้ทอง” เมื่อซื้อ และ “ได้เงิน” ทันทีเมื่อขายได้
ดังนั้น เมื่อลูกค้ามาขายทองแล้วเขาได้เงินไปเลย ไม่ต้องรอเหมือนในอดีตที่เวลามาขายทองผู้ค้าจะส่งทองไปขายต่อในต่างประเทศ ซึ่งใช้เวลา 3-7 วัน ลูกค้าจึงได้รับเงิน แต่ “ผมจ่ายเงินเลย” เพื่อซื้อ ‘ความเชื่อใจ’ ให้ลูกค้า
จากจุดนี้เอง ส่งผลให้ InterGOLD สามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านการจ่ายเงินสดและส่งมอบทองคำแท่งได้ทันที ซึ่งสร้างการบอกต่อ (Word of Mouth) ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด B2B
เติมเต็มช่องว่างด้วย Technology และการก้าวสู่ B2C
หลังจากฐาน B2B แข็งแกร่งแล้ว ในสเต็ปต่อมา InterGOLD เพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยการใช้การลงทุนด้าน IT เพื่อสร้างความยั่งยืน และขยายเข้าสู่ตลาดผู้บริโภครายย่อย (B2C) ที่กำลังเติบโต
“ผมมองว่า Application InterGOLD คือ แอปที่ทุกคน ‘ควรมี’ ” คุณธีรรัฐ ระบุ พร้อมกับบอกว่า “Application InterGOLD ของเราไม่ใช่แอปพลิเคชั่นที่มีไว้ซื้อ-ขายทองเพียงอย่างเดียว แต่ของเราเป็น Application ที่ทุกคนควรจะมี คุณจะมีข่าว มีสาระข้อมูล คุณสามารถเช็กราคาทองย้อนหลัง หรือคุณอยากจะตั้งเตือนราคาทอง โดยที่คุณไม่ต้องเป็นลูกค้าเราก็ได้ ดังนั้น ผมจึงวาง Position ไว้เสมือนเป็นเลขาส่วนตัวของนักลงทุน
หน้าที่หลักของแอปพลิเคชันนี้ ทำหน้าที่เป็น Information Hub ที่ให้ข้อมูล ข่าวสาร กราฟราคา และ Price Alert แม้การเทรดทองคำเป็นเพียงหนึ่งฟังก์ชัน แต่การให้ “คุณค่า” โดยไม่คาดหวังผลตอบแทนทันที ทำให้ลูกค้า B2B เข้าถึงและมั่นใจในแบรนด์มากขึ้น ทำให้ InterGOLD สามารถสร้างฐานความเชื่อมั่นในกลุ่มร้านค้า (B2B) และสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายครั้งใหม่มาถึงในช่วงปี 2023-2024 เมื่อมีลูกค้า B2C เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสมัครใช้บริการของ InterGOLD ผ่านช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น จนระบบเดิมที่ถูกออกแบบมา ไม่สามารถรับกับ Traffic จำนวนมหาศาลที่เข้ามาได้ จนหลายครั้งระบบเกิดความขัดข้อง และไม่ทันใจลูกค้าจำนวนหนึ่ง เพราะการที่จะสร้างระบบขึ้นมาใหม่ให้รองรับกับ Traffic ที่จะเพิ่มเข้ามา ต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร

คุณธีรรัฐ จึงเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ GOLD2go” เพื่อเจาะตลาด B2C โดยเฉพาะ ด้วยระบบอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบกว่าระบบเดิม
GOLD2go เป็นแพลตฟอร์ม B2C เต็มรูปแบบ ที่เน้นความง่ายดายในการเข้าถึงการลงทุน Micro-Investment ที่ซื้อทองคำได้ตั้งแต่ 100 บาท หรือในหน่วยทศนิยม (กรัม) ไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นบาท โดยโจทย์ที่ให้ทีมงานคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้ารับทองได้และรับง่ายที่สุด”
จุดเด่นของ B2C (GOLD2go)
- Micro-Investment : ซื้อทองคำได้ตั้งแต่ 100 บาท หรือในหน่วยทศนิยม / ซื้อ-ขาย ออมทองได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน / ราคา Super Realtime เปลี่ยนแปลงทุกวินาที
- Physical Delivery First : โจทย์ของแอปนี้คือ “ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้ารับทองได้และรับง่ายที่สุด” โดยเสนอการรับทองคำแท่งขนาดจิ๋วเพียง 0.5 กรัม ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ InterGOLD ว่าการลงทุนทองคำต้องสามารถจับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่กระดาษ
ปัจจุบันแอปพลิเคชัน InterGOLD เเละ GOLD2go ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันด้านธุรกิจทองคำ ที่เป็น ‘อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย’ โดยมีจำนวนสมาชิก B2B ประมาณ 5,000 ราย ส่วน B2C พุ่งสูงถึง 80,000 กว่าราย

Trust คือ Long Term Game
คุณธีรรัฐ บอกว่า “ธุรกิจนี้ Base on Trust สูงมาก ดังนั้น การ Build Trust ต้องเชื่อมโยงกับการทำงานในทุก ๆ มิติ ตั้งแต่รากฐานองค์กร พนักงาน สินค้าและบริการ หรือสิ่งใด ๆ ที่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เราต้องออกแบบ Customer Journey ให้เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกว่า InterGOLD สามารถสร้างความไว้วางใจในตลาดได้ในระยะยาว หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาก่อน แต่เราได้พบจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจพุ่งทะยาน โดยมีแกนหลักอยู่ที่การสร้าง “ความเชื่อใจ” (Trust) และการนำแนวคิดสมัยใหม่มาแก้ปัญหาพื้นฐานได้สำเร็จ
ธุรกิจอย่างเรา เป็นเรื่องที่ Long Term Trust ไม่ใช่ว่าเราจะดีดนิ้ววันเดียว เราจะเนรมิตความสำเร็จได้ เราต้องมีระเบียบวินัย เราต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน นั่นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ InterGOLD เติบโตอย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ในวงการทองคำ
‘Happiness’ สำคัญกว่า ‘ตัวเลข’
ท่ามกลางภูมิทัศน์อุตสาหกรรมทองคำไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรารู้ตัวเสมอว่า เราเป็นแค่หนึ่งตัวเลือกในธุรกิจนี้ และภายใต้ชื่อ InterGOLD เราไม่ใช่เพียงการสร้างแบรนด์ แต่เราประกาศวิสัยทัศน์ว่า ธุรกิจทองคำยุคใหม่ ต้อง “โปร่งใสกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และต้องเติบโตได้ไกลกว่าเดิม” ดังนั้น ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ ผมวางเป้าหมายคือ InterGOLD ต้องเป็นแบรนด์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่ดังที่สุด และด้วยเป้าหมายนี้ ผมจึงวางปรัชญาการทำงานขององค์กร เป็น 3 วงกลมแห่งความสุข ได้แก่
- ลูกค้า (Customer) มอบบริการที่ง่ายที่สุดและสร้างความเชื่อใจสูงสุด (One-Stop Service, Cash Flow, Physical Gold)
- พนักงาน (Employee) ตอบแทนพนักงานที่ร่วมล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่ช่วง “ติดลบ” และช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น
- องค์กร (Organization) ทำให้องค์กรดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ไม่เปรียบเทียบกับใคร
“สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า ต้องทำให้มันดีขึ้น ทำให้มันดีกว่าเมื่อวาน ดูตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใครเลย และผมไม่ได้มองว่า ผมใหญ่หรือเล็กกว่าใคร และในทางกลับกัน Key Message นี้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ผมตั้งคำถามใหม่กับรูปแบบธุรกิจทองคำแบบดั้งเดิม และสร้างระบบที่โปร่งใสกว่า ทันสมัยกว่า และเข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้มากกว่าเดิม
ผมแค่ต้องการยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคให้ทันยุคดิจิทัล และทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และมั่นใจได้ 100%
ผมมองว่า หัวใจของความสำเร็จนี้ คือแนวคิดที่ว่า ‘ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากการสืบทอด แต่มาจากการกล้าลงมือสร้าง’ และผมไม่ได้ตั้งใจเพียงจะต่อยอดจากสิ่งที่ครอบครัวทำไว้ ผมตั้งใจจะยกระดับทั้งมาตรฐานและวิธีคิดของอุตสาหกรรมทั้งหมด ดังนั้น InterGOLD จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ใหม่ของตระกูลที่มีประวัติยาวนาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในธุรกิจทองคำ คือเป็นยุคที่ความโปร่งใส เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นถูกผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”
ปัจจุบัน InterGOLD ยอดขายเติบโตจาก 15,000 ล้านบาทเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เติบโตสู่ 6.2 แสนล้านบาท ในปีล่าสุด อีกทั้งยังได้ขยายธุรกิจไปที่ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญระดับโลกอีกด้วย

เจาะลึกตลาดทองคำโลก แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้
ในมุมมองของผู้บริหารที่อยู่ในวงการทองคำมานานและอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกการเงิน คุณธีรรัฐ ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดทองคำที่น่าสนใจว่า “ทองคำ ยังเป็น Safe Haven ที่แท้จริง และจะไม่ใช่ Bubble”
“ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากการปั่นราคา แต่เป็นผลจากอุปสงค์ที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากธนาคารกลางทั่วโลก ที่กำลังซื้อทองคำในปริมาณที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์
ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นและปรับตัวลงในแต่ละช่วงเดือนต่าง ๆ ของปีนี้ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ถามว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ดังนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังมองเห็นสัญญาณว่า USD อาจล่มสลายในสักวันหนึ่ง จึงหันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก เช่น สงครามที่ยืดเยื้อในหลาย ๆ จุดของโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองจากผู้เล่นหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเทเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งในมุมมองของผม สำหรับนักลงทุนรายย่อย ทองคำคือการลงทุนระยะยาว”
“เอาง่าย ๆ ครับ ราคามันสวิงมาก ทุกคำตอบของนักลงทุน คือ คุณเป็นนักลงทุนแบบไหน แต่ถ้าตามมุมมองของผม ต้องถือยาว ๆ หากคุณต้องการถือไม่ยาว เน้นกำไรบ้าง คุณต้องมีสูตรว่า ราคาที่ขายออก แล้วเข้ามาใหม่ ตัวเลขที่คุณพอใจ จะมีผลกำไรอยู่ที่เท่าไร”
เพราะหากเทียบเคียงราคาทองคำในอดีตที่ขึ้นลงแบบนี้ ต้องย้อนไปช่วงปีทศวรรษ 1970 ยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และต่อมา จิมมี คาร์เตอร์ ซึ่งราคาทองคำได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 35 ดอลลาร์ ในปี 1970 ไปเป็น 850 ดอลลาร์ ในปี 1980 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,300%
การพุ่งขึ้นครั้งใหญ่นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่นิกสันยกเลิกมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในปี 1971 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สร้างความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเข้ามาผสมโรง ทั้งวิกฤตการณ์น้ำมันจากการก่อความไม่สงบในตะวันออกกลาง และปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ในตอนนั้น ความกังวลทางการคลังและความไม่แน่นอนของนโยบาย ได้ทำให้นักลงทุนรายย่อยมองหาที่เก็บรักษามูลค่าของสินทรัพย์ที่มั่นคง นั่นก็คือ ทองคำ แต่คำถามคือ ทุกคนก็รู้กราฟขึ้น-ลง ของทองคำ แต่จะมีวิธีการบริหารสินทรัพย์นี้อย่างไร ให้ทุกคนได้ประโยชน์”
เขาทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญคือ Money Management และการอดทนถือครอง การซื้อขายควรทำในช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์จากทองคำนั่นเอง
เขียนและเรียบเรียง : ยุพาพร คุณานันท์
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส

