บริษัทน้ำปลาไทย ใครคือเบอร์หนึ่ง?

ตลาดน้ำปลาของไทยมีมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท และประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำปลาอันดับต้น ๆ ของโลก จากความนิยมของอาหารไทยที่ขยายตัวในหลายประเทศ ส่งผลให้ตลาดยังมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาฐานลูกค้าในประเทศและการขยายตลาดส่งออก โดยผู้ผลิตแต่ละรายต่างมีจุดแข็งและกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ทั้งด้านขนาดธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์
มาดูกันว่า 5 ผู้ผลิตน้ำปลารายใหญ่ของไทยมีผลประกอบการเป็นอย่างไร และใครคือผู้นำของตลาด
 

เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการของผู้ผลิตน้ำปลารายสำคัญ พบว่า บริษัท ไพโรจน์ (ทั่งซังฮะ) จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาแท้ ตราทิพรส ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 ยังคงเป็นผู้นำด้านขนาดธุรกิจ โดยในปี 2568 มีรายได้รวม 3,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.66% และมีกำไรสุทธิ 367 ล้านบาท แม้ว่ากำไรจะปรับตัวลดลง 10.43% จากปีก่อน

อันดับถัดมาคือ บริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาแท้ ตราปลาหมึก ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2487 ในปี 2568 มีรายได้รวม 1,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.82% และมีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.87% และยังเป็นผู้ผลิตน้ำปลาที่มียอดส่งออกสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ส่งออกสินค้าไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย และแอฟริกา สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ไทยในตลาดโลก

ด้าน บริษัท อุตสาหกรรมน้ำปลาระยอง จำกัด ผู้ผลิต ตราคนแบกกุ้ง และ ตราหอยเป๋าฮื้อ ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2497 ในปี 2568 มีรายได้รวม 751 ล้านบาท เติบโต 7.30% สูงที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการที่เปรียบเทียบครั้งนี้ ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.50%

ส่วน บริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด เจ้าของแบรนด์ ตราเมกาเชฟ ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2546 แม้จะเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่สามารถสร้างรายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 701 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.79% และมีกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.15% สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ 

ขณะที่ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิต ตราหอยนางรม และ ตราปลาไส้ตัน ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 และผละประกอบการในปี 2568 มีรายได้รวม 641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.18% แต่มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ลดลง 2.99% เมื่อเทียบกับปีก่อน .

โดยภาพรวมตลาดน้ำปลาไทยในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตไม่สูงนัก โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงประมาณ 1-2% ต่อปี สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวจากการที่โลกเข้าสู่เทรนด์สุขภาพ ดังนั้น การอยู่รอดของแบรนด์น้ำปลาจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภค และกลยุทธ์ในการทำตลาด 

ซึ่งผู้ผลิตหลายรายเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และเจาะกลุ่มตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น กลุ่มพรีเมียมที่ชูคุณภาพและวัตถุดิบ รวมถึงกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำปลาโซเดียมต่ำและซอสปรุงรสทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำปลาไทยในระยะต่อไป 

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, DBD