ในยุคที่ทุกองค์กรกำลังแข่งกันประกาศว่า ตัวเองนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากที่สุด มี “ผู้นำ” คนหนึ่งที่กล้ายืนยันความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้น ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใด ก็ไม่มีวันทดแทน “หัวใจมนุษย์” ที่เข้าใจมนุษย์ด้วยกันได้ ซึ่ง “ผู้นำ” คนนั้น คือ คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ความสำเร็จที่ผลักดันให้คุณไชยในฐานะผู้นำไทยประกันชีวิตได้รับรางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ประเภทอุตสาหกรรมประกันชีวิต จึงไม่ได้เกิดจากการขับเคลื่อนธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากปรัชญาการบริหารที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการดูแลด้วยหัวใจ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้
กว่า 84 ปีแห่งการดูแลชีวิตคนไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 84 ปี ไทยประกันชีวิต มุ่งมั่นดูแลชีวิตของคนไทยผ่านการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้ทุกครอบครัว และวันนี้กำลังก้าวสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน ที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
แน่นอนว่า จุดที่ทำให้ ไทยประกันชีวิต แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น ๆ คือ เจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจ (Business Purpose) ที่ชัดเจน นั่นคือ การเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล เพื่อส่งมอบการดูแลในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage) ทุกจังหวะชีวิต (Life Event) และทุกการใช้ชีวิต (Lifestyle) ให้กับลูกค้า
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล คุณไชย เลือกที่จะไม่ทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ผสานทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการดูแลด้วยหัวใจที่เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นความแตกต่างที่แท้จริงของไทยประกันชีวิต
OMOTENASHI: ปรัชญาการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว
หัวใจสำคัญที่สร้างความโดดเด่นสำหรับ ไทยประกันชีวิต ที่ต้องกล่าวถึงก็คือ การดำเนินงานภายใต้แนวคิดการดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มากกว่าการประกันชีวิต โดยคำนึงถึงประโยชน์และคุณค่าของลูกค้าเป็นหลัก
สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แต่คือ การที่คุณไชยลงลึกถึงการปรับ Mindset ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้มีจิตวิญญาณของการดูแลลูกค้าแบบ OMOTENASHI ภายใต้หลักคิด “เข้าใจ จริงใจ ไม่ทิ้งกัน” ซึ่งเป็นปรัชญาการบริการแบบญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลด้วยใจอย่างแท้จริง โดยลูกค้าจะได้รับการดูแลเสมือนเป็นคนในครอบครัว
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ไทยประกันชีวิตแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะในธุรกิจประกันชีวิตที่ความไว้วางใจคือทุกสิ่ง การดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่คือรากฐานของความสัมพันธ์ระยะยาว ที่สร้างมูลค่าให้ทั้งลูกค้าและองค์กร
คน = รากฐานของความยั่งยืน
ในขณะที่หลายองค์กรมองว่า เทคโนโลยี คือ คำตอบของทุกอย่าง แต่คุณไชยกลับให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะรากฐานแห่งความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร โดยคุณไชยมองว่า คน คือ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ไทยประกันชีวิตเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน และสะท้อนออกมาในทุกมิติของการบริหาร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปจนถึงการปลูกฝังจิตวิญญาณของการดูแลลูกค้าให้กับพนักงานทุกคน
ความเชื่อนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในความรู้สึกของคุณไชยต่อรางวัลที่ได้รับ ที่เขาย้ำว่า “รางวัลนี้ไม่ได้เป็นความสำเร็จของตัวเขาเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือ ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นของบุคลากรไทยประกันชีวิตทุกคน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรด้วยจิตวิญญาณและเป้าหมายเดียวกัน”
รักษาเสถียรภาพเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกำไรที่แบ่งปันคืนสู่สังคม
แน่นอนว่า เป้าหมายสำคัญของไทยประกันชีวิต ภายใต้การนำของคุณไชย คือการมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยการพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ และหน่วยงานกำกับดูแล
การเติบโตอย่างยั่งยืนของไทยประกันชีวิต จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเบี้ยประกันรับปีแรก หรือส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพ นั่นหมายถึงการรักษา “โครงสร้างกำไรที่แข็งแรงและยั่งยืน” ซึ่งกำไรของธุรกิจประกันชีวิตมาจาก 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. กำไรจากการรับประกัน จากคุณภาพของการรับประกันภัยและการบริหารจัดการสินไหม 2. กำไรในอนาคตของธุรกิจใหม่ หรือ New Business Contractual Service Margin ซึ่งเป็นกำไรที่มาจากการขายผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างกำไรในระยะยาว 3. กำไรจากการลงทุน ไทยประกันชีวิตยึดหลักการบริหารจัดการการลงทุนอย่างรอบคอบรัดกุม พร้อมกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว และเสถียรภาพด้านสุดท้าย คือ 4. ความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio ที่ปัจจุบันไทยประกันชีวิตมี CAR Ratio สูงถึง 463.3% จากเกณฑ์ที่สำนักงาน คปภ.กำหนดไว้ที่ 140%
ขณะเดียวกันสิ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำท่านนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือ การที่เขาไม่ละเลยความสำคัญของการดูแลสังคม โดยมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้สังคม ด้วยการนำแนวทาง ESG มาผนวกเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างครอบคลุม ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งแนวคิดที่ทรงพลังที่สุดของคุณไชย คือ การดำเนินธุรกิจด้วยการแสวงหากำไรที่เหมาะสม และแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งคืนกลับสู่สังคม เพื่อให้บริษัทและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กัน
เพราะสิ่งสำคัญในการเติบโตขององค์กรที่แท้จริง อาจไม่ได้วัดที่มูลค่าหลักทรัพย์ ไม่ได้วัดที่ตัวเลขเบี้ยประกัน แต่วัดกันที่คุณค่าและความมั่นงคงที่สามารถส่งมอบให้กับทุกชีวิต ทั้งคนไทยประกันชีวิตและคนในสังคม
ผู้นำ ที่พิสูจน์ว่า ธุรกิจและสังคมเติบโตไปด้วยกันได้
เรื่องราวของคุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คือ บทพิสูจน์ว่า ในธุรกิจประกันชีวิตที่ดำเนินมากว่า 84 ปี ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสามารถในการส่งมอบคุณค่าให้กับทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน
ในวันที่โลกธุรกิจกำลังวิ่งตามเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง คุณไชยได้แสดงให้เห็นว่า การผสานพลังของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการดูแลด้วยหัวใจ คือสูตรที่ทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง
รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ประเภทอุตสาหกรรมประกันชีวิต จึงไม่ใช่เพียงการยกย่องความสำเร็จของผู้นำท่านหนึ่ง แต่คือการยืนยันว่า ปรัชญาการบริหารที่ให้คนเป็นศูนย์กลาง ดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ และแบ่งปันความสำเร็จคืนสู่สังคม คือเส้นทางที่จะพาไทยประกันชีวิตเติบโตเคียงข้างสังคมไทยต่อไปอีกหลายทศวรรษ
The Business Plus บิสิเนสพลัส
