Home / BUSINESS ANALYTIC / เปิดสถิติ Super Bowl เหตุผลที่แบรนด์ ทุ่มงบโฆษณา

เปิดสถิติ Super Bowl เหตุผลที่แบรนด์ ทุ่มงบโฆษณา

เปิดสถิติ Super Bowl เหตุผลที่แบรนด์ ทุ่มงบโฆษณา
.
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเราเพิ่งจะได้แชมป์ซูเปอร์โบว์ลทีมล่าสุดไปก็คือ แทมปา เบย์ บัคคาเนียร์ส ซึ่งเป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 18 ปีเลยเดียว และการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลอย่าง ซูเปอร์โบว์ล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกมากที่สุดรายการหนึ่งในด้านกีฬา โดยจากสถิติปี 2020 มีผู้เข้าชมทางทีวีมากกว่า 99 ล้านคนโดยประมาณ ซึ่งสถิติสูงสุดที่เคยทำได้คือเกือบ ๆ 115 ล้านคน ในปี 2015
.
และแน่นอนว่าด้วยจำนวนผู้ชมเฉียด 100 ล้านคน หรือบางปีมากกว่านั้น อัตราค่าโฆษณายอมมีราคาแพงมหาศาลแบบแทบนึกไม่ออกว่ามันควรจะเท่าไรดี โดยหากคุณเป็นบริษัทแล้วต้องการลงโฆษณาของคุณในช่วงเวลาแข่งขันแล้วละก็ เงินที่คุณต้องจ่ายจะอยู่ที่ 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 165 ล้านบาทโดยประมาณ พร้อมเวลา 30 วินาที!! แต่ด้วยยอดผู้ชม 100 ล้านคนบวก ๆ ทุกปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะแพงขนาดนี้
.
ขณะที่รายได้จากค่าโฆษณารวมของซูเปอร์โบว์ลในปี 2020 อยู่ที่ 449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,470 ล้านบาท พร้อมจำนวนแบรนด์ที่ลงโฆษณามากถึง 70 แบรนด์ (ในปี 2010 พุ่งไปสูงถึง 104 แบรนด์เลยทีเดียว) พร้อมเวลา 2,760 วินาที
.
5 แบรนด์ที่จ่ายค่าโฆษณาใน ซูเปอร์โบว์ล ปี 2020
.
1. Anheuser-Busch InBev / 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. Procter & Gamble / 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3. Pepsico / 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
4. Amazon / 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
5. Volksvagen / 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
.
.
แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมามีการระบาดของ COVID-19 ทำให้ในปีนี้นอกจากอัตราค่าโฆษณาของทาง ซูเปอร์โบว์ล ปรับตัวลดลงแล้ว แบรนด์ที่เคยเป็นสปอนเซอร์หลายเจ้าก็มีการประกาศออกมาตั้งแต่เดอนมกราคม 2021 ว่าจะไม่ลงโฆษณากับ ซูเปอร์โบว์ล ในปีนี้เช่น Pepsi (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักรวมกับ Coca-Cola), Coca-Cola, Budweiser และ Hyundai โดยให้เหตุผลว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปใช้กับโฆษณาในด้านอื่นแทนที่เกียวกับวัคซีน COVID-19
.
แต่การที่แบรนด์เก่าแก่ถอนตัวออกไปก็ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดงานจะขาดรายได้เพราะก็มีแบรนด์อื่น ๆ ก้าวเข้ามาแทนที่พวกเขาอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็น Fiverr (แพลตฟอร์มจ้างฟรีแลนซ์ออนไลน์) Chipotle แบรนด์ ร้านอาหาร รวมไปถึง Uber Eats (แพลตฟอร์ม Food Delivery) นอกจากนี้ก็ยังมี Robinhood และ Amazon อีกด้วย
.
ขณะที่อีกไฮไลท์ของงาน ซูเปอร์โบว์ล ที่คนมักพูดถึงกันและถือเป็นสีสันที่ขาดกันไม่ได้ไปแล้วนั้นคือโชว์ระหว่างพักครึ่ง ซึ่งปีนี้ทางงานได้ เดอะ วีกเอนด์ (Weeknd) ศิลปินชาวแคนาเดียน ที่มาพร้อมเพลงฮิต “Blinding Lights” ขึ้นโชว์บนเวทีในปีนี้ และโดยปกติของกีฬาทุกชนิดบนโลกหากต้องมีการพักครึ่ง ผู้ชมก็มักจะเปลี่ยนช่องหนีไปดูช่องอื่น ๆ แต่กับ ซูเปอร์โบว์ล นั้นไม่ใช่ เพราะจากสถิติในปี 2020 ที่ผ่านมาคนชมการแสดงสดพักครึ่งมากถึง 103 ล้านคน หรอชือมากกว่าคนดูในระหว่างเกมฟุตบอลซะอีก
.
สำหรับแอดมินเราจะเห็นชีวิตของทุกคนในตอนนี้นั่งอยู่บนการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงและกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้แต่การโฆษณาซึ่งในยุค ๆ หนึ่งเคยมีบริษัทหนึ่งซึ่งแทบจะผูกขาดการโฆษณาไว้แต่เพียงเจ้าเดียว เมื่อยุคใหม่ก้าวมาถึงพวกเขาก็ล้วนแล้วแต่ต้องปรับตัว หรือถอยให้กับผู้มาใหม่ ที่กำลังจะขับเคลื่อนโลกจากนี้ไป ส่วนพวกเขาเองก็ไม่ได้ไปไหน เพียงพาตัวเองไปอยู่ข้างหลังของผู้มาใหม่ก็เท่านั้น
.
ติดตาม Business+ ได้ที่