Home / News & Event / QAD ปักหมุดภาคการผลิตไทย หนุนใช้  ERP บนคลาวด์

QAD ปักหมุดภาคการผลิตไทย หนุนใช้  ERP บนคลาวด์

2 ผู้บริหาร QAD Inc.ยักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์ ERP  “แพม ลอปเกอร์” ประธานบริษัท และ “แอนตัน ชิลตัน” ซีอีโอ

เดินทางเยือนลูกค้าในไทย ก่อนเข้าร่วมงาน QAD Explore ที่ประเทศจีน ระบุ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการก้าวสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างครบวงจร

 

แพม ลอปเกอร์ ประธานบริษัท และ แอนตัน ชิลตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางมาพบปะลูกค้าในประเทศไทย รวมทั้งลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ก่อนเข้าร่วมการประชุม QAD Asia Pacific Explore ซึ่งเป็นการประชุมลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดของ QAD ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน ที่ประเทศจีน และเข้าร่วมการเปิด ERP Cloud Center แห่งใหม่ของ QAD ในเซี่ยงไฮ้

 

โดย แอนตัน ชิลตัน ให้มุมมองต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทย มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ QAD ซึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน  QAD ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยการเข้ามาซัพพอร์ตผู้ประกอบการจากสหรัฐ อเมริกา ที่ขยายฐานการผลิตเข้ามายังภูมิภาคนี้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา QAD เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสนับสนุนเทคโนโลยีให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราดีใจที่ได้มีโอกาสมาพบปะลูกค้าในประเทศไทย เรามั่นใจว่าซอฟแวร์ QAD Adaptive ERP จะเป็น แอปพลิเคชั่นที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้ทันสมัยขึ้น พร้อมปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต”

 

และแน่นอนว่า จากการที่ประเทศไทยได้ประกาศโรดแมป ไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นอีกหนี่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจากหลายๆ ประเทศ ขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น และจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะกลายเป็นโอกาสสำคัญของ QAD ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ ยุคดิจิทัล ซึ่งจะมีเทคโนโลยีที่หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น IoT, AI, และRobotic ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนอยู่ในโร้ดแม็ปของ QAD ด้วยเช่นกัน

นั่นเพราะ QAD คือให้บริการซอฟต์แวร์ ERP ในระดับองค์กรสำหรับบริษัทผู้ผลิตทั่วโลกในอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์(Automotive), อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค บริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech),อุตสาหกรรมหนัก (Industrial )) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences)

 

สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ทางQAD จึงได้พัฒนาซอฟต์แวร์ ERP ที่สามารถสนับสนุนให้องค์กรเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นที่การช่วยลดต้นทุนผลิต การบริหารจัดการที่ครบวงจร สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจนั้นๆ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการผลิตพร้อมๆไปกับสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพที่ทั่วโลกต้องการ อย่าง MMOG/LE และข้อสำคัญคือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP นั้นเรียกได้ว่าได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลกไปแล้ว เพราะต้องใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ, การผลิต และต้นทุน ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว รวมถึงปริมาณข้อมูลที่มากขึ้น และความปลอดภัยในข้อมูล จึงมีความสำคัญมาก ดังนั้น QAD Adaptive ERP จึงเป็นซอฟแวร์ที่มีการพัฒนาออกแบบขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความท้าทาย และความต้องการของลูกค้าในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้”

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานมานี้ QAD สำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้ประกาศการปรับเปลี่ยนโซลูชัน QAD Cloud ERP ใหม่ให้เป็น “QAD Adaptive ERP” เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังทำการปรับกลยุทธ์ในแต่ละส่วนงาน ได้แก่ “QAD Precision” เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์การจัดการการค้าและการขนส่งทั่วโลก, “QAD DynaSys” ให้บริการโซลูชั่นการวางแผนความต้องการอุปสงค์และการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ และ “QAD CEBOS” ซึ่งเป็นผู้ผลิตโซลูชั่นด้านการจัดการคุณภาพและการปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน

 

“เราเข้าใจดีว่าลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตต้องการอะไร จึงทำให้พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับความซับซ้อนของฟังก์ชันอื่นๆที่อาจจะไม่ต้องการ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถลดต้นทุน ประหยัดเวลา และได้รับประโยชน์สูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นโซลูชั่นของเรามีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการหลังการติดตั้งใช้งานระบบได้ และในปีนี้เราจะพยายามผลักดันให้ลูกค้าหันมาใช้งานโซลูชั่นบนคลาวด์มากขึ้น” ชิลตัน กล่าวทิ้งท้าย