
ตลาดร้านสะดวกซื้อหลัก ๆ แล้วจะแข่งกันแค่ 4 เจ้า โดยเริ่มต้นที่รายใหญ่สุดอย่าง 7-Eleven ของ CPALL ที่มีสาขาเยอะที่สุดที่มากกว่า 16,284 สาขาทั่วประเทศ โดยรายได้ปี 2568 แตะ 462,854 ล้านบาท กำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 5.2% และ 15.9% ตามลำดับ โดยมีการผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น
ร้านต่อมาคือ CJ More ของเครือคาราบาว ที่ใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ไม่เน้นเปิดสาขาในเมือง แต่ไปเน้นขยายในต่างจังหวัดเป็นหลักด้วยโมเดลร้านขนาดใหญและมีที่จอดรถ ทำให้รายได้ปี 2568 โต 33% แตะ 79,766 ล้านบาท กำไรโต 28% เป็น 4,955 ล้านบาท และหากคำนวณอัตรากำไรสุทธิ CJ More ทำได้ถึง 6.2% ของรายได้ สูงกว่า 7-Eleven ที่อยู่ราว 5.4%
ฝั่ง Tops Daily ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เป็นการรีแบรนด์หลัง CRC เข้าซื้อหุ้น 100% ของแฟมิลี่มาร์ทและทยอยเปลี่ยนชื่อร้านเป็น Tops Daily ตั้งแต่ปี 2566 รายได้ปี 2568 อยู่ที่ 11,224 ล้านบาท กำไร 515 ล้านบาท จาก 532 สาขา โดยขยายสาขาผ่านโมเดลแฟรนไชส์ที่การันตีรายได้ขั้นต่ำให้ผู้ลงทุน
มาถึงรายเล็กสุดอย่าง Lawson 108 ที่มีจำนวนสาขาที่ราว 300 สาขา แม้จะมีกำไรครั้งแรกในไทยในปี 2566 ที่ 8.8 ล้านบาท และยังทำกำไรต่อได้ในปี 2567 ที่ 7.1 ล้านบาท แต่ปี 2568 กลับพลิกขาดทุน 5.6 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อลองนำตัวเลขรายได้ปีล่าสุดมาหารกับจำนวนสาขาของแต่ละแบรนด์แล้วจะได้ว่า
– 7-Eleven มีรายได้ 28.4 ล้านบาทต่อสาขา
– CJ More มีรายได้ 46.9 ล้านบาทต่อสาขา
– Tops daily มีรายได้ 21.1 ล้านบาทต่อสาขา
– Lawson 108 มีรายได้ 11.3 ล้านบาทต่อสาขา
ก็จะเห็นได้ว่า CJ More มีรายได้ต่อสาขาสูงที่สุด ซึ่งก็น่าจะเพราะกลยุทธ์การเปิดสาขาให้มีพื้นที่เยอะ ๆ ไปเลย ทำให้สต็อกสินค้าได้เยอะขึ้น ผู้บริโภคจึงใช้จ่ายต่อตะกร้าเยอะขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, DBD, รายงานประจำปีของ CPALL และ CRC
The Business Plus บิสิเนสพลัส
