หนึ่งในกลยุทธ์การทำธุรกิจที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คือการ Blitzscaling ที่คิดค้นขึ้นมาโดยคุณ Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn โดยใจความหลัก ๆ ก็คือการให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วมากกว่าการเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก เพราะในสถานการณ์ที่ตลาดยังไม่มีผู้นำตลาดหรือเปิดกว้างอยู่ การเร่งขยายตลาดเข้าไปลงเล่นจะสร้างความได้เปรียบมากกว่าการเน้นไปที่ประสิทธิภาพ
Blitzscaling ไม่ใช่แค่การเติบโตอย่างรวดเร็วเฉย ๆ แต่ต้องยอมแลกกับความไม่มีประสิทธิภาพเพื่อความเร็ว ซึ่งตามมาด้วยปัจจัยลบต่าง ๆ อย่างต้นทุนอย่างมหาศาล การบริหารจัดการที่วุ่นวายขึ้น พร้อมกับเจอปัญหาใหม่ในทุกวัน และสินค้าที่อาจยังไม่สมบูรณ์ แต่ต้องรีบออกวางขายเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ธุรกิจเกิดความเสี่ยงมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจเฉย ๆ อย่างมาก แต่ผลลัพธ์ของการเข้าตลาดแบบนี้อาจสร้างความได้เปรียบระยะยาวก่อนใคร และยังทำให้วิ่งเร็วจนคู่แข่งตามไม่ทัน
การจะทำ Blitzscaling ได้นั้น นอกจากที่สินค้าของธุรกิจจะต้องมีนวัตกรรมแล้ว เจ้าของธุรกิจก็ต้องออกแบบโมเดลธุรกิจให้สามารถสเกลได้อย่างรวดเร็ว โดยคุณ Reid Hoffman ระบุโมเดลธุรกิจตัวอย่างไว้เช่น
- ธุรกิจที่มีสินค้าที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่น Google หรือ Meta เจ้าของ Facebook และ Instagram
- โมเดลแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon หรือ Sea Limited เจ้าของ Shopee
- โมเดล Free หรือ Freemium อย่าง Spotify
- โมเดล Marketplace อย่างเช่น eBay
- โมเดล Subscription อย่าง Netflix
นอกจากนี้ คุณ Reid Hoffman ยังระบุปัจจัยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจมีอยู่ 4 อย่างได้แก่
- ขนาดตลาดที่ใหญ่พอ ทำให้มีดีมานด์ที่สูง
- เครือข่ายกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพหรือการสร้าง Viral Growth ที่ผู้ใช้งานเดิมเป็นคนบอกต่อหรือชวนคนใหม่เข้ามาใช้บริการ
- การมีกำไรขั้นต้นสูง โดยบริษัทที่ Blitzscaling สำเร็จมักมี Gross Margin เกิน 60%
- การสร้าง Network Effect หรือยิ่งมีคนใช้มากขึ้นเท่าไร ตัวสินค้าหรือบริการก็ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่านั้น
คำถามต่อมาคือแล้วเราควรเริ่ม Blitzscaling ตอนไหน คำตอบคือเมื่อเราประเมินแล้วว่าความเร็วในการเข้าตลาดคือกลยุทธ์ที่จำเป็นที่สุดในเวลานั้นที่จะพาเราไปสู่การเป็นผู้นำ โดยช่วงเวลานั้น อาจจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาดิสรัปตลาดเดิมจนเกิดเป็นตลาดใหม่ ทำให้การเร่งสเกลธุรกิจเข้าไปครองตลาดนั้นให้เร็วที่สุดมีความสำคัญที่สุด นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถใช้ Blitzscaling ในการเร่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการผ่านการต่อยอดเทคโนโลยีไปทีละขั้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาวและทิ้งห่างคู่แข่ง อย่างที่ Netflix พัฒนาจากโมเดลสมาชิกรายเดือน โครงสร้างพื้นฐานสตรีมมิง ไปจนถึงการผลิตคอนเทนต์เอง
อ่านมาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าตัวอย่างบริษัทที่ยกมาล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีทั้งนั้น แต่ความจริงแล้ว กลยุทธ์ Blitzscaling ก็สามารถประยุกต์ใช้กับบริษัทอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชันสัญชาติสเปนอย่าง Zara ที่เน้นความเร็วในการตอบสนองลูกค้ามากกว่าประสิทธิภาพ โดย Zara ใช้เวลาพัฒนาสินค้าเฉลี่ยแค่ 2 สัปดาห์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6 เดือน และยังส่งสินค้าจากคลังถึงหน้าร้านได้ภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์สูงกว่าคู่แข่ง แต่ก็แลกมาด้วยการสามารถขึ้นเป็นแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลกได้
สรุปแล้ว Blitzscaling เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางธุรกิจสำหรับสถานการณ์เฉพาะที่ตลาดยังเปิดกว้าง มีโอกาสสร้าง Network Effect และการช้าแม้แต่นิดเดียวอาจหมายถึงการเสียตำแหน่งผู้นำไปตลอดกาล แต่ก็อาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่รับความเสี่ยงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีมาร์จินต่ำอย่างร้านอาหาร และถ้าทำ Blitzscaling ไปจนถึงระดับที่ตลาดเริ่มอิ่มตัวแล้ว ก็ควรหยุด เพราะ Blitzscaling คือการใช้เงินทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะตอนที่ความเร็วสำคัญที่สุด
ที่มา: หนังสือ Blitzscaling โดย Reid Hoffman และ Chris Ye
The Business Plus บิสิเนสพลัส
