Home / THE CHIEFTAIN / “บ.ก.นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทผู้สานต่อให้ “ขายหัวเราะ” ยังยิ้มได้
นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ขายหัวเราะ บรรลือสาส์น ลูกสาวบ.ก.วิธิต

“บ.ก.นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทผู้สานต่อให้ “ขายหัวเราะ” ยังยิ้มได้

คนไทยคนไหนบ้างไม่เคยอ่านขายหัวเราะ?

คุณอาจจะเป็นแฟนที่ซื้ออ่านประจำ อ่านตอนเด็ก ยืมเพื่อนอ่าน หรือซื้อบ้างนาน ๆ ที ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหน ภาพจำในหัวก็จะคล้าย ๆ กัน คือความเป็นหนังสือการ์ตูนตลกที่อ่านง่าย เข้าใจคนไทย มาพร้อมแก๊กคลาสสิกอย่างมุกติดเกาะ โจรมุมตึก พระอภัยมณี ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “บ.ก.วิติ๊ด” ตัวกลมหน้าดุกับแก๊งลูก ๆ ที่คอยโผล่มาทวงต้นฉบับอยู่ทุกเล่ม รู้ตัวอีกที วันนี้ “น้องนิว” ลูกสาวตัวน้อยของบ.ก.วิติ๊ด ก็โตเป็น “บ.ก.นิว” ไปซะแล้ว

นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ขายหัวเราะ บรรลือสาส์น ลูกสาวบ.ก.วิธิต

ตัวผู้เขียนเองเป็นแฟนขายหัวเราะและมหาสนุกมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าหัดอ่านหนังสือจนคล่องได้ก็ด้วยการ์ตูนสองหัวนี้เอง แม้ว่าคาแรกเตอร์ น้องนิว บนปกมหาสนุกจะถูกฟรีซไว้ในร่างเด็กหญิง 5 ขวบ แต่ตัวจริงของ คุณนิวพิมพ์พิชา อุตสาหจิตลูกสาวคนโตของ ..วิธิต อุตสาหจิต ตอนนี้เติบโตขึ้นทั้งวัยและความสามารถ จนเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารงานของบรรลือสาส์นได้อย่างเต็มตัว

ในยุคที่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญความท้าทายขั้นสุด “ขายหัวเราะ” และ “มหาสนุก” ยังยิ้มกว้างอยู่บนแผงได้ไม่สั่นคลอน ขณะที่นิตยสารเจ้าอื่นแข่งกันปิดตัวลงเป็นใบไม้ร่วง แน่นอนว่าทายาทรุ่น 3 ของบรรลือสาส์นคนนี้ต้องกุมเคล็ดลับความสำเร็จอะไรไว้แน่นอน และเนื่องจาก Business+ เล่มในมือคุณนี้มาในตีม Survival Guide เราจึงไม่พลาดที่จะชวนเธอมานั่งคุยกันแบบ Exclusive พร้อมด้วยนักเขียนรุ่นเก๋าจากขายหัวเราะที่จะมาแชร์เทคนิค Survive ไปด้วยกัน

ตอนนี้คุณนิวได้เข้ามาดูแลส่วนไหนของบรรลือสาส์นบ้าง

ตอนนี้นิวทำตำแหน่ง Executive Director ดูแลภาพรวมของบริษัท หาช่องทาง Business Opportunity ว่าเราจะขยายธุรกิจทางไหนได้บ้าง หรือพาร์ทเนอร์กับใครได้บ้าง พัฒนาโครงสร้างบริษัท แล้วก็ติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ เช่น การขายลิขสิทธิ์ การร่วมมือด้านคอนเทนต์

ในส่วนของคอนเทนต์ที่ได้เข้ามาดูแลเต็มตัว หลัก ๆ ก็จะเป็นขายหัวเราะ มีการทำงานร่วมกับทีมครีเอทีฟ เพื่อดูแลเรื่องคุณภาพคอนเทนต์ เพราะแบรนด์ขายหัวเราะนี้เป็นเหมือนมรดกที่คุณพ่อท่านสร้างมา จุดนี้เราก็จะได้ทำงานใกล้ชิดกับคุณพ่อ สามารถเรียนรู้จากท่านได้ตลอดด้วย

จากยุคทองของหนังสือ มาจนถึงยุคออนไลน์ บันลือกรุ๊ปและบรรลือสาส์นมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง

ถ้าในส่วนของการ์ตูนอย่างขายหัวเราะหรือมหาสนุก เราชัดเจนมานานแล้วว่าเราไม่ใช่ “หนังสือ” แต่เราเป็น “คอนเทนต์” ดังนั้น Mission คือไม่ว่าแฟน ๆ ของเราจะไปอยู่ที่ไหน เราตามไปอยู่ในชีวิตประจำวันเขาได้หมด เรามีการเอาตัวการ์ตูนเราไปทำเป็นสื่อออนไลน์ รายการทีวี ซิทคอม ภาพยนตร์ แอปพลิเคชัน อีเวนต์ ไปจนถึงให้ตัวการ์ตูนเราไปเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ต่าง ๆ จะเห็นว่าขายหัวเราะที่จริงแล้วไม่เคยหยุดนิ่งเลย

นอกจากขายหัวเราะ เราก็มองถึงกลุ่มเป้าหมายเดิมที่เริ่มโตขึ้น เขาอาจจะอยากเสพคอนเทนต์อื่นนอกจากการ์ตูน เราเลยแตกไลน์ไปเป็นสำนักพิมพ์ Salmon Books กับ Bunbooks ที่เป็นสำนักพิมพ์สำหรับวัยรุ่น แล้วก็มี Salmon House ที่เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ รับทำวิดีโอ โฆษณาไวรัลบนอินเทอร์เน็ต ทำภาพยนตร์อย่างเช่นเรื่อง “Girls Don’t Cry” ของ BNK48 ก็เป็นผลงานของ Salmon House เหมือนกัน

แล้วเราก็ยังมี บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2001 รับทำแอนิเมชั่นการ์ตูนทั้งแบบสองและสามมิติ มีผลงานสร้างคาแรกเตอร์ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่น แม่มณีของธนาคารไทยพาณิชย์ น้องก๊อดจิของปตท. แล้วก็ทำสติ๊กเกอร์ไลน์ให้กับแบรนด์อื่นด้วย มีการขยายไปเป็นสื่อออนไลน์เต็มรูปแบบ คือ The Matter, M.O.M, Minimore แล้วก็เคยจัดอีเว้นต์ของเราเอง เช่น งานวิ่ง “ฮาราธอน” ที่ให้คนมาวิ่งกับคาแรกเตอร์ขายหัวเราะ กับงานวิ่ง “หมาราธอน” ที่เปิดให้คนมาวิ่งกับสุนัข

จะเห็นชัดว่าเราแตกแขนงไปทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้ หลายคนคิดว่าเราเพิ่งมาปรับตัวเอาตอนนี้ แต่ที่จริงคุณพ่อคุณแม่ท่านมองการณ์ไกลมานานแล้ว มีการต่อยอดธุรกิจตลอด

ทีมงานส่วนใหญ่เป็นรุ่นเก๋า พอเปลี่ยนเป็นยุคดิจิทัล ทางบริษัทมีการสนับสนุนให้พวกเขาปรับตัวอย่างไรบ้าง

สมัยก่อนนักเขียนการตูนเราทำงานกันแบบวันแมนโชว์ ต่างคนต่างทำแล้วเอามาส่ง แต่ตอนนี้เราต้องอัปคุณภาพให้สูงขึ้น เลยมีการตั้งทีมที่เรียกว่า “Humour Creative” ขึ้นมา เป็นครีเอทีฟด้านอารมณ์ขันโดยเฉพาะ มาช่วยกันปรับปรุงคุณภาพแก๊ก แล้วคอยมอนิเตอร์ว่าเทรนด์ไหนกำลังมา น่าหยิบประเด็นไหนมาเล่น ช่วยให้พี่ ๆ นักเขียนได้คิดงานแบบรอบด้านมากขึ้น คมขึ้น ให้งานออกมาเหมาะกับคนอ่านสมัยนี้ โดยตัวเราทำหน้าที่เหมือนเซ็นเตอร์ ที่รับเอาประสบการณ์จากคุณพ่อที่เรียนรู้และผูกพันมาตั้งแต่เด็ก ๆ มาผสมผสานกับมุมมองของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ได้ไอเดียที่กลมกล่อม

นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ขายหัวเราะ บรรลือสาส์น ลูกสาวบ.ก.วิธิต

ในส่วนของขายหัวเราะก็มีการปรับเนื้อหาให้แต่ละฉบับมีธีมพิเศษ เช่นฉบับปีใหม่ 2563 ที่เพิ่งออกมา ก็เป็นธีม People of the Year จัดอันดับบุคคลที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยมากที่สุดตลอดปี ข้อดีของการมีธีมแบบนี้ก็คือทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะได้ แล้วก็ทำให้นักเขียนเราได้ออกจาก Comfort Zone มาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากสิ่งที่เมื่อก่อนไม่เคยรู้ ไม่ได้สนใจ ก็ต้องศึกษาเพื่อเอามาเขียนงานให้ได้ตามธีมที่ตั้งไว้ พวกเขาก็ได้ชาเลนจ์ตัวเองมากขึ้น ได้ฝึกความครีเอทีฟอยู่ตลอดเวลา

เดี๋ยวนี้การ์ตูนแก๊กหาอ่านฟรีบนอินเทอร์เน็ตง่ายมาก คิดว่าจุดแข็งของขายหัวเราะที่จะสู้กับคู่แข่งหน้าใหม่เหล่านี้ได้คืออะไร

จุดแข็งคือการ์ตูนของเรามีเอกลักษณ์และเป็นแบรนด์ที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อเห็นคอนเทนต์ก็จะอยากเข้ามามีส่วนร่วม มาทักทายพี่นักเขียน หรือถ้าเราทำคอนเทนต์อะไรที่แหวกแนวออกไป ก็จะได้ความประทับใจเพราะเขาอาจจะไม่คิดมาก่อนว่าขายหัวเราะจะครีเอทงานแบบนี้ได้

สำหรับคนทำคอนเทนต์หน้าใหม่บนโซเชียล เราไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่งซะทีเดียว อย่างในเล่มพิเศษของเราก็เคยมีการเชิญชวนนักเขียนการ์ตูนจากข้างนอกมาฟีเจอริ่งกับขายหัวเราะด้วยเหมือนกัน มองว่าเราทุกคนล้วนเป็นทางเลือกให้กับผู้อ่านมากกว่า

 

เป็นคนอายุน้อยที่ต้องมาดูแลพนักงานที่อาวุโสกว่ามาก ทำอย่างไรให้เขาเชื่อในตัวเรา

ตัวนิวเองเห็นพี่ ๆ นักเขียนมาตั้งแต่เด็ก เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นลูกเจ้าของ แต่มองว่าเป็นแฟนการ์ตูนคนหนึ่ง นักเขียนเขารักงานของตัวเอง เขาถึงประสบความสำเร็จจนวันนี้ได้ ฉะนั้นเวลาที่เราคุยกับเขาก็ต้องคุยด้วยเหตุผล เช่นการจะให้ Feedback ก็จะบอกว่าคนอ่านชอบหรือไม่ชอบแบบนี้ ช่วยปรับแก้ได้ไหม ซึ่งถ้าเป็นนักเขียนที่รักงานตัวเอง เขาก็จะเต็มใจแก้ไขโดยเห็นแก่คนอ่านอยู่แล้ว หรือบางเรื่องที่มันอาร์ตมาก ๆ เราก็ต้องยอมรับว่าเราอาจเข้าใจได้ไม่ดีเท่านักเขียนด้วยกัน ก็อาจจะให้พี่ที่เป็นทีมอาร์ตช่วยกันออกความเห็น ส่วนเราก็ต้องคอยสังเกตแล้วก็เรียนรู้จากพวกเขาไปเรื่อย ๆ

ก่อนจะเข้ามาช่วยงานธุรกิจครอบครัว คุณนิวมีการเตรียมตัวอย่างไร

จริง ๆ ก็ไม่เชิงว่าเตรียมตัว เพราะนิวเองคลุกคลีในออฟฟิศของคุณพ่อตั้งแต่จำความได้ ฝึกงานกับคุณพ่อตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม ช่วยยกของ หยิบจับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงช่วย Edit งาน พอโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เราเลยเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อโทบริหารธุรกิจที่อังกฤษ ซึ่งที่จริงคุณพ่อคุณไม่ไม่เคยบังคับว่าต้องกลับมาทำงานที่บ้าน แต่สิ่งรอบตัวที่มันหล่อหลอมจนกลายเป็นความชอบของเราเอง เลยอยากมาทำตรงนี้ในตอนที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีแรงสอนเราได้ และตอนนี้ก็ยังเรียนรู้อยู่ตลอด

 

คำสาป 3 รุ่นที่เขาว่ากันว่าธุรกิจครอบครัวมักเสื่อมลงในรุ่นที่ 3 คุณนิวคิดอย่างไรกับคำกล่าวนี้

ไม่ว่าจะมีคำกล่าวเรื่องคำสาป 3 รุ่นหรือไม่ก็ตาม สำหรับคนที่เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เชื่อว่ามันต้องมีความกังวลอยู่แล้วว่าเราจะทำได้ดีกว่าหรือดีเท่ารุ่นพ่อแม่ได้รึเปล่า นิวมองว่าคำกล่าวนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเรามากกว่า ว่ามันเคยมีบทเรียนจากคนอื่นมาก่อน ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างเขา เราก็ต้องดูว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น แล้วเอามาปรับปรุงตัวเอง ยิ่งในสภาพแวดล้อมการแข่งขันแบบนี้ เราอาจต้องทำงานให้หนักกว่าคุณพ่อด้วยซ้ำ ถามว่ากดดันไหมก็กดดัน แต่ถ้าถามว่ากลัวไหม ก็ตอบเลยว่าไม่กลัว เพราะเราพยายามเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ขายหัวเราะ บรรลือสาส์น ลูกสาวบ.ก.วิธิต

อะไรคือแนวคิดประจำตระกูลที่ครอบครัวอุตสาหจิตยึดถือในการทำงาน

ตั้งแต่รุ่นอากง (คุณบันลือ อุตสาหจิต) ที่เริ่มสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา มีคำหนึ่งที่ครอบครัวเรายึดมั่นมาตลอด ใส่กรอบแขวนไว้เตือนใจเลย ก็คือคำว่า ยิ่ม” (忍) เป็นภาษาจีนแปลว่า ขันติ อดทน ตัวอักษรจีนประกอบด้วยตัว “เตา” (刀) ที่แปลว่ามีด วางอยู่เหนือตัว “ซิน” (心) ที่แปลว่าใจ กลายเป็นภาพมีดที่ปักลงกลางใจ สื่อถึงความหนักแน่น ไม่ย่อท้อแม้ใจจะเจอความลำบากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเป็นปรัชญาการทำงานที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อากง คุณพ่อ จนมาถึงตัวเราเอง เราเชื่อว่ามันคือคำที่ทำให้ครอบครัวเรามีวันนี้ได้ และเป็นค่านิยมที่เราส่งต่อให้กับทุกคนในองค์กรด้วย นามสกุล “อุตสาหจิต” ก็คือจิตใจที่มีความอุตสาหะ ไม่ว่าจะเจออะไร เราก็จะสู้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 วางกลยุทธ์ไว้อย่างไรเพื่อให้ปีนี้เป็นอีกปีที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อก่อนเราอาจจะลองอะไรได้หลายอย่าง แต่ปีนี้ถึงเวลาที่ต้องเน้นความแม่นยำได้แล้ว งานทุกชิ้นต้องคมขึ้น จำนวนไม่ต้องมาก แต่ทุกชิ้นต้องมั่นใจว่ามันจะออกมาดีจริง ๆ อะไรที่ไม่เวิร์กก็ต้องกล้าตัด มาโฟกัสกับสิ่งที่มันใช่ที่สุดดีกว่า ปล่อยหมัดให้น้อยลง แต่ทุกหมัดต้องแม่นและแรงกว่าเดิม

 

ในปี 2563 และปีต่อ ๆ ไป เรารู้ดีว่ามีความท้าทายและโจทย์ใหม่ ๆ ที่บรรลือสาส์นจะต้องเผชิญ แต่ด้วยพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่คุณพ่อวางไว้ บวกกับความทุ่มเทมุ่งมั่นของทายาทสาวคนนี้ เรามั่นใจว่าขายหัวเราะ มหาสนุก และคอนเทนต์ดี ๆ ของบันลือกรุ๊ปจะอยู่เคียงคู่เป็นความฮาสามัญประจำบ้านให้คนไทยไปอีกแสนนาน เพราะไม่ว่าอนาคตจะมีอุปสรรคแบบไหนเข้ามาท้าชิง คำว่า ยิ่ม จะเป็น DNA ที่พาให้พวกเขาข้ามฝ่าไปได้อย่างผู้ชนะแน่นอน