จากเทรนด์ของกระแสช็อกโกแลตดูไบ สู่เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลที่กำลังถูกพูดถึงบนโลกโซเชียล เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ โดยบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการตลาดยุคใหม่ เมื่อแบรนด์ไม่ได้เพียงหยิบกระแสไวรัลมาต่อยอดเป็นรสชาติใหม่ แต่สามารถเปลี่ยนความอยากรู้อยากลองให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากซื้อ อยากชิม อยากถ่ายรูป และอยากแชร์ต่อ
สิ่งที่ทำให้กระแสนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ไม่ได้ถูกพูดถึงเฉพาะในหมู่ผู้บริโภคไทยเท่านั้น แต่ยังเริ่มกลายเป็นสินค้าใหม่ที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติในไทยอยากลอง เพราะเป็นการนำเทรนด์ของ “ช็อกโกแลตดูไบ” มาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่มที่พบได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งแปลกใหม่ เข้าถึงง่าย และมีความเป็น “ของที่ต้องลอง” เมื่อมาไทย

จากกระแส Dubai Chocolate Fever สู่เครื่องดื่มที่ทุกคนตามหา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ช็อกโกแลตดูไบ” กลายเป็นหนึ่งในไวรัลฟู้ดที่ถูกพูดถึงทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์ของของหวานที่มีทั้งความ พรีเมียม ความแปลกใหม่ และความน่าค้นหา จากรสชาติช็อกโกแลต พิสตาชิโอ และเท็กซ์เจอร์กรุบกรอบที่แตกต่างจากช็อกโกแลตทั่วไป กระแสนี้ถูกต่อยอดไปสู่สินค้าในหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่เบเกอรี ไอศกรีม ขนมพร้อมทาน ไปจนถึงเครื่องดื่ม
เมื่อเป๊ปซี่นำแรงบันดาลใจจากช็อกโกแลตดูไบมาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่มอัดลมไม่มีน้ำตาล เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ จึงเกิดจุดขายที่ชวนสงสัยทันทีว่า “เป๊ปซี่ กลิ่น ช็อกโกแลตดูไบ จะเป็นอย่างไร” จนทำให้ผู้บริโภคอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง และกลายเป็นแรงผลักให้เกิดการตามหา ทดลองชิม รีวิว และแชร์ต่อบนโซเชียล
ความน่าสนใจของ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ไม่ได้อยู่แค่การเป็นรสชาติใหม่สำหรับผู้บริโภคในประเทศ แต่ยังอยู่ที่การกลายเป็นสินค้าที่มี “Discovery value” สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยด้วย เพราะเมื่อเทรนด์ช็อกโกแลตดูไบเป็นกระแสระดับโลกอยู่แล้ว การได้พบรสชาตินี้ในรูปแบบ เป๊ปซี่ ทรีทส์ ที่วางจำหน่ายในไทย จึงยิ่งเพิ่มความรู้สึกแปลกใหม่และน่าลอง
การเปิดตัว เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ในประเทศไทย ถือเป็นตลาดแรกของโลก ยิ่งทำให้สินค้านี้มีมิติที่น่าสนใจมากกว่าการเป็นรสชาติใหม่ เพราะสำหรับผู้บริโภคไทย นี่คือโอกาสในการได้ลองสินค้าใหม่ก่อนใคร ขณะที่สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติในไทย สินค้านี้กลายเป็นอีกหนึ่ง Local discovery item ที่สะท้อนความเร็วของตลาดไทยในการหยิบเทรนด์ระดับโลกมาตีความใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ผ่านช่องทางที่อยู่ใกล้ผู้บริโภคอย่างร้านสะดวกซื้อ และสามารถสร้างบทสนทนาข้ามคอมมูนิตี้ ระหว่างผู้บริโภคไทย นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติในไทยที่ต่างเข้ามามีส่วนร่วมกับไวรัลเดียวกัน ผ่านการตามหา ทดลองชิม เปรียบเทียบรสชาติ และแชร์ประสบการณ์บนโซเชียลมีเดีย

Treatonomics กับการเปลี่ยนช่วงพักธรรมดาให้เป็นโมเมนต์ของการให้รางวัลตัวเอง
เบื้องหลัง เป๊ปซี่ ทรีทส์ คือการจับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหา “ความสุขเล็ก ๆ” ในชีวิตประจำวันมากขึ้น การให้รางวัลตัวเองไม่จำเป็นต้องรอวันพิเศษหรือเป็นของราคาแพงเสมอไป แต่อาจเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวัน ที่ช่วยเติมความสดชื่น ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และทำให้วันธรรมดารู้สึกพิเศษขึ้น เป๊ปซี่ ทรีทส์ จึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงรสชาติใหม่ของ เป๊ปซี่ แต่เป็นเครื่องดื่มสำหรับช่วงพักระหว่างวัน หรือ Tasty Breaktime ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคอยากหยุดพัก รีชาร์จตัวเอง และหา ความสนุกเล็ก ๆ ระหว่างการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

นายยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่ได้มองหาเครื่องดื่มที่ให้แค่ความสดชื่น แต่กำลังมองหารสชาติที่ช่วยสร้างความสุขในโมเมนต์เล็ก ๆ และเติมพลังระหว่างวัน เป๊ปซี่ ทรีทส์ จึงถูกพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจนี้ เราต้องการให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคอยากทรีตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักบ่าย หลังเลิกเรียน หลังประชุม หรือระหว่างวันที่ต้องการอะไรสนุก ๆ มาช่วยเปลี่ยนอารมณ์ ก่อนเดินหน้าต่อกับกิจกรรมที่เหลือของวัน เราพบว่าช่วงระหว่างมื้ออาหาร โดยเฉพาะช่วงบ่ายเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเริ่มอยากพักเบรก เราจึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาเหล่านั้น ที่ทำให้การทรีตตัวเองเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านเครื่องดื่มที่ให้ทั้งความซ่า สดชื่น อร่อย ทุกครั้งที่ได้ดื่ม
เมื่อรสชาติใหม่กลายเป็นบทสนทนาบนโซเชียล
จากข้อมูล Social Voice Tracking ที่ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เก็บข้อมูลถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ สร้างการพูดถึง และยอดวิวรวมกว่า 6.1 ล้านวิว โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ช่วยผลักดันกระแส ขณะที่คอนเทนต์จำนวนมากมาจากผู้บริโภคที่ถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อยืนยันการซื้อ ทดลองชิม และรีวิวรสชาติในแบบของตัวเอง
บทสนทนาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงคำชมแบบตรงไปตรงมา แต่มีทั้งความตื่นเต้น ความสงสัย ความอยากลอง และการถกเถียงเรื่องรสชาติ บางคนมองว่ากลิ่นช็อกโกแลตไม่ได้ชัดเจนเท่าที่คาด ในขณะที่กลิ่นพิสตาชิโอหอมละมุนชัดกว่า ขณะที่อีกจำนวนมากยังบอกว่าอร่อยในแบบของตัวเอง และเป็นรสชาติที่ “ต้องลองสักครั้ง” ความเห็นที่หลากหลายนี้กลับยิ่งทำให้สินค้าเป็นที่พูดถึง เพราะผู้บริโภคอยากมีคำตอบของตัวเองว่า เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ เป็นอย่างไร
อีกหนึ่งแรงกระตุ้นสำคัญคือการทำให้ประสบการณ์ที่ดูพรีเมียมเข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากรูปแบบสินค้า ราคา ช่องทางจำหน่าย และสูตรไม่มีน้ำตาล ทำให้การทดลองซื้อเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน แพ็กเกจจิ้งสีสันสดใสและชื่อรสชาติที่ชวนสงสัยก็ช่วยให้สินค้ามีมุมที่เหมาะกับการถ่ายรูปและแชร์ต่อบนโซเชียล
คุณยุทธนา กล่าวถึงกระแสที่เกิดขึ้นว่า “ความสำเร็จของ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ไม่ได้มาจากความแปลกใหม่ของรสชาติเท่านั้น แต่มาจากการผสมผสาน 3 เรื่องเข้าด้วยกัน คือ การจับกระแสช็อกโกแลตดูไบในจังหวะที่ผู้บริโภคยังสนใจสูง ทำให้เข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน และการออกแบบสินค้าให้มีเหตุผลในการถูกพูดถึง ตั้งแต่ชื่อรสชาติ แพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงสูตรไม่มีน้ำตาล สิ่งเหล่านี้ทำให้ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าใหม่ แต่กลายเป็นบทสนทนาร่วมของผู้บริโภคไทย นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติในไทยที่อยากลองและอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง”

ต่อยอดจาก เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่น สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม สู่รสชาติที่จับกระแสโลก
ก่อนหน้า เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เปิดตัว เป๊ปซี่ ทรีทส์ ด้วย กลิ่น สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากของหวานมาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่มอัดลมไม่มีน้ำตาล การต่อยอดด้วยช็อกโกแลตดูไบจึงช่วยทำให้ภาพของ เป๊ปซี่ ทรีทส์ ชัดเจนขึ้นในฐานะซีรีส์เครื่องดื่มที่หยิบแรงบันดาลใจจากของหวานยอดนิยม มาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค
กรณีของ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ จึงสะท้อนว่า ในยุคที่เทรนด์เกิดขึ้นรวดเร็วบนโซเชียล แบรนด์ที่น่าสนใจไม่ใช่เพียง แบรนด์ที่ตามกระแสทัน แต่คือแบรนด์ที่สามารถเปลี่ยนกระแสให้กลายเป็นประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวันได้ เมื่อไวรัลระดับโลกถูกนำมาตีความใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย มีรสชาติที่ชวนลอง และมีเรื่องให้ผู้บริโภคอยากพูดต่อ สินค้าหนึ่งชิ้นจึงสามารถขยายจากชั้นวางไปสู่ฟีดโซเชียล และจากผู้บริโภคไทยไปสู่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเดียวกัน
The Business Plus บิสิเนสพลัส
