ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่าในปี 2568 ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยจะมีมูลค่ารวมราว 49,550 ล้านบาท เติบโตประมาณ 1.5% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนที่โตได้ถึง 4.7%
สาเหตุหลักมาจากภาคการท่องเที่ยวที่โตช้าลงและจำนวนอีเวนต์ใหญ่ที่ลดลงในปีนี้ ทำให้โอกาสในการกินขนมระหว่างเที่ยวหรือสังสรรค์มีน้อยกว่าเดิม

เมื่อมาดูที่ตัวอย่างผู้เล่นในตลาด จากอินโฟกราฟิกจะเห็นว่าบริษัทเจ้าของขนมขบเคี้ยวชื่อดังที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นหลายแห่งมีรายได้รวมกันสูงมาก
โดยอันดับ 1 อย่างเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง เจ้าของแบรนด์มันฝรั่งทอดเลย์และแบรนด์ชื่อดังอีกหลายตัว ทำรายได้ 15,680 ล้านบาท โตขึ้น 8.2% และกำไรพุ่งถึง 19% ตามมาด้วยยูโรเปี้ยนฟู้ด เจ้าของปีโป้และยูโร่เค้ก ที่รายได้ 5,229 ล้านบาท แม้รายได้จะลดลงเล็กน้อยแต่กำไรยังเพิ่มขึ้นได้ ส่วนอันดับ 3 โรงงานแม่รวย เจ้าของขนมโก๋แก่ ก็โตได้ทั้งรายได้และกำไร
อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทขนาดกลางและเล็กกำลังเผชิญแรงกดดัน เช่น สยามร่วมมิตรที่กำไรหดลงถึง -29% หรือแฟชั่นฟู้ดที่กำไรลดลงถึง -48% ทั้งที่รายได้ลดลงไม่มาก สะท้อนว่าต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดกินกำไรของผู้เล่นรายเล็กมากกว่ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและแบรนด์แข็งแรงกว่า
ทั้งนี้ ภาพรวมของทั้งตลาดในปี 2568 นั้น ขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดยังเป็นเจ้าตลาดด้วยสัดส่วนรายได้กว่าครึ่งของทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มขนมปังกรอบและบิสกิตที่กำลังโตเร็วตามไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการอาหารว่างสะดวกซื้อไว้รองท้อง ส่วนกลุ่มขนมจากสาหร่ายและธัญพืชก็ได้แรงหนุนจากเทรนด์รักสุขภาพ แม้ตลาดโดยรวมจะแข่งขันสูง และยังมีความเสี่ยงจากภาษีความเค็มที่อาจเข้ามาในอนาคต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจขนมขบเคี้ยวยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยู่คู่กับชีวิตประจำวันคนไทยไปอีกนาน
ที่มา: DBD, เว็บไซต์บริษัท, ศูนย์วิจัยกสิกร
The Business Plus บิสิเนสพลัส
