รู้จัก “ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์)” ผู้อยู่เบื้องหลังการนำเข้าขนม-อาหารกว่า 95 แบรนด์ดังทั่วโลก

รู้กันไหมว่า น้ำแร่ evian, nutella, Ferrero Rocher, Pringles, Samyang และอีกหลากหลายแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันนี้ มีเบื้องหลังเดียวกันคือ บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายขนมและอาหารนับกว่า 95 แบรนด์มาสู่ไทย

ตั้งแต่ในวันที่ประเทศไทยยังไม่มีขนมหวานที่ชื่อ ช็อกโกแลต ขายกันแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด คือผู้บุกเบิกตลาดนำเข้าสินค้าช็อกโกแลตมาเป็นเจ้าแรก ๆ ในไทย

ผ่านมากว่า 55 ปี วันนี้ ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) ได้ก้าวจากตัวเลข 160 ล้านบาท ณ วันจดทะเบียน สู่รายได้รวมระดับ 3 หมื่นล้านบาท

โดยวันนี้ Business Plus จะพาไปรู้จัก ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) กัน

ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) ก่อตั้งขึ้นในปี 2513 โดย คุณเอกชัย เศวตสมภพ ในช่วงแรกเป็นการนำเข้าและจัดจำหน่ายผงโกโก้ตรา Van Houten ในภาคอุตสาหกรรม (B2B) และเมื่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณเศวต เศวตสมภพ ก็ได้เริ่มขยับเข้าไปสู่สินค้าระดับครัวเรือน (B2C) โดยแบรนด์แรกที่นำเข้ามาคือ อมยิ้ม Chupa Chups และตามมาด้วยแบรนด์ประเภทช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยว ขนมปังกรอบ และเครื่องดื่มอีกมากมาย กระทั่งผลิตภัณฑ์ประเภทไม่ใช่อาหาร จนท้ายที่สุด ก็พบว่าความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร

และเมื่อรู้เส้นทางที่จะมุ่งไปอย่างชัดเจนแล้ว จึงได้ก่อตั้งระบบขนส่งและศูนย์กักเก็บสินค้าของตนเองโดยเฉพาะ ทำให้สามารถบริหารต้นทุนส่วนนี้ได้เอง และยังเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้าและจัดกระจายสินค้าไปทั่วทุกภูมิภาคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จนในปัจจุบัน ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) ได้กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยตัวเลขการเงิน ปี 2567 ที่มีรายได้รวม 31,805 ล้านบาท เติบโต 10.27% และกำไรสุทธิ 1,128 ล้านบาท ลดลง 11.67%

การที่บริษัทฯ สามารถเติบโตกว่าตลาดขนมขบเคี้ยวในปี 2568 ที่โตเพียง 2% จากปี 2567 มาจากจุดแข็งประการหนึ่งคือ การมีสินค้าที่จำนวนมากและหลากหลาย ตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงสินค้าแมส ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นสูงต่อความผันผวนของกำลังซื้อในประเทศ

ทว่ากำไรที่ลดลงนั้น สะท้อนได้ถึงความท้าทายทั้งจากค่าเงินบาทที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก ภาษีที่แฝงอยู่ในต้นทุน และด้านโลจิสติกส์ ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งระบบ

และในปีนี้ ธุรกิจนำเข้าอาจต้องเผชิญโจทย์หนักที่ทวีความรุนแรงไปอีกขั้น เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เจอแรงกดดันรอบด้าน จนทำให้สมการของการเติบโตไม่ใช่แค่ “ขายให้มากขึ้น” แต่คือ “จะรักษากำไรและความสามารถในการแข่งขันไว้ได้อย่างไร” ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

 

ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, DBD