Thrive on Resilience “CPF” ต้นแบบการปรับตัว เพื่อสร้างการเติบโต

มีคำกล่าวที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งในโลกธุรกิจว่า “องค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่องค์กรที่แข็งแรงที่สุด แต่คือองค์กรที่ยืดหยุ่นที่สุด”

และเพื่อตอกย้ำคำกล่าวนี้ได้ชัดเจนที่สุด หลังบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สามารถคว้ารางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ประเภทเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จากนิตยสาร BUSINESS+ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้แนวคิด “Thrive on Resilience หรือการปรับตัวเพื่ออยู่รอดและสร้างการเติบโต” มาครองอย่างสมภาคภูมิ โดยรางวัลนี้ไม่ได้เป็นแค่เกียรติยศบนหิ้ง แต่คือการยืนยันจากภายนอกว่า ซีพีเอฟ เดินเกมถูกทิศทางในช่วงเวลาที่ยากที่สุด

บริบทที่ทำให้รางวัลนี้ มีความหมายมากกว่าปกติ

เพื่อเข้าใจน้ำหนักของรางวัลในครั้งนี้อย่างถ่องแท้ ต้องย้อนดูบริบทที่ ซีพีเอฟ ต้องผ่านมาก่อน เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารโดยรวม ราคาเนื้อสัตว์ที่ผันผวน ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูง ปัญหาเศรษฐกิจในตลาดสำคัญอย่างจีน และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกหลังยุค Covid-19 ล้วนกดดันผลประกอบการขององค์กรขนาดใหญ่อย่างซีพีเอฟอย่างรุนแรง

แน่นอนว่า การที่ซีพีเอฟสามารถยืนหยัด ปรับตัว และกลับมาเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือผลของการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างรอบคอบ ซึ่งนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับมอบรางวัลในครั้งนี้ ได้สรุปอย่างชัดเจนว่า
กลยุทธ์ที่นำพาองค์กรผ่านพ้นความท้าทายมาได้ ประกอบไปด้วย 4 เสาหลักที่เสริมพลังซึ่งกันและกัน ประกอบด้วย

  1. การปรับปรุง Systems หรือระบบภายในตลอด Value Chain ที่ยาวมาก โดย ซีพีเอฟ เป็นองค์กรมีบริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ คือ อาหารสัตว์ ไปจนถึงปลายน้ำ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบนชั้นวางสินค้า ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งห่วงโซ่คุณค่าที่ยาวขนาดนี้ เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เพราะทุกจุดที่ปรับปรุงประสิทธิภาพได้ จะเป็นต้นทุนที่ต้องลดลง และคุณภาพที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ดังนั้น ซีพีเอฟมุ่งส่งเสริมให้คู่ค้าใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูล หรือ Data-driven Management เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการต้นทุนอย่างรอบด้าน สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและเติบโตไปด้วยกันในระดับสากล นั่นหมายความว่า ซีพีเอฟ ไม่ได้มองห่วงโซ่อุปทานเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องจัดการ แต่มองเป็น Ecosystem ที่ต้องยกระดับพร้อมกันทุกส่วน

  1. การนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กร ซึ่งซีพีเอฟลงทุนอย่างจริงจังและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้ง AI Business Partner (AIBP) ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ธุรกิจและ AI เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมธุรกิจ ทีมเทคโนโลยี และ AI ร่วมวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ แล้วแปลงเป็นรูปแบบการใช้งานที่ใช้ AI ได้จริง

แน่นอนว่า สิ่งนี้แตกต่างจากการพูดถึง AI อย่างผิวเผินที่หลายองค์กรทำ เพราะซีพีเอฟสร้างกลไกที่ทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่พนักงานทุกระดับเข้าถึงและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น AI, Automation และระบบ Traceability มาใช้ตลอดห่วงโซ่อาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารให้สะอาด ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

และหนึ่งในหลักฐานที่น่าสนใจที่สุด คือ โพรเจกต์ระบบต้อนรับพนักงานใหม่ด้วย AI ที่ดูแลพนักงานใหม่ตลอด 100 วันแรก ส่งผลให้อัตราลาออกของพนักงานใหม่ลดลงถึง 50% ซึ่งสะท้อนว่า AI ในซีพีเอฟไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายการผลิต แต่แผ่ขยายเข้าไปในทุกมิติของการบริหารองค์กร

  1. Customer Focus ซึ่งในสายตาของซีพีเอฟ มีความหมายลึกกว่าแค่การ “รับฟังลูกค้า” เพราะโจทย์ที่ซีพีเอฟตั้งสำหรับตัวเอง คือ การทำให้ลูกค้าในฐานะ Retailer สามารถประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายได้ด้วย นั่นคือการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็น “ผู้ขายสินค้า” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่ามาก
  2. การดูแลพนักงาน ในยุคที่การแข่งขันด้านความสามารถของบุคลากรเข้มข้นขึ้นทุกวัน ซีพีเอฟ ตั้งเป้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานทำงานได้ “ง่าย สะดวก รวดเร็ว” และมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่รับคำสั่งจากบนลงล่าง

Resilience ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือยุทธศาสตร์เชิงรุก

สิ่งที่น่าสนใจในแนวคิดเรื่อง Resilience ของซีพีเอฟ คือ องค์กรนี้ไม่ได้มองความยืดหยุ่นเป็นเพียง “การรับมือกับวิกฤต” แต่มองว่าเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นค่าคงที่ องค์กรที่ยืดหยุ่นได้เร็วกว่า คือองค์กรที่คว้าโอกาสได้ก่อนคู่แข่ง

ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกทั้งระยะสั้นและระยะยาวจาก Science Based Targets initiative (SBTi) พร้อมมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานหมุนเวียนในห่วงโซ่คุณค่า และเพื่อความเป็นผู้นำด้าน Sustainability ในระดับนี้ไม่ได้เป็นแค่ภาพลักษณ์ แต่คือปราการป้องกันความเสี่ยงระยะยาวที่สำคัญ เพราะกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดส่งออกสำคัญอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังเข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากข้อมูลทั้ง 4 เสาหลักที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนว่า ความพยายามที่ซีพีเอฟลงทุนไปนั้น ถูกรับรู้และยอมรับโดยตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

บทเรียนที่ทั้งอุตสาหกรรมต้องตั้งใจฟัง

สิ่งที่ซีพีเอฟพิสูจน์ให้เห็นผ่านการรับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่คือกรณีศึกษาที่มีคุณค่าสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารโดยรวม เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ทุกอย่างผันผวน ต้องการทั้งความแข็งแกร่งในโครงสร้าง และความยืดหยุ่นในกลยุทธ์พร้อมกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แน่นอนว่า การที่ซีพีเอฟได้รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 อีกวาระหนึ่ง ไม่เพียงสะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่ยังสะท้อนถึงการขยายธุรกิจในภูมิภาค และแนวทางการผลิตอาหารที่เน้นความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Sustainovation ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับความยั่งยืน ซึ่งเป็นสมการที่ไม่ง่าย แต่ซีพีเอฟพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้

ในท้ายที่สุด รางวัลที่มอบให้ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานพิธีมอบรางวัล และรับมอบโดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ในฐานะผู้นำองค์กร สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ซีพีเอฟ คือ ตัวแทนขององค์กรไทยที่ไม่เพียงแค่อยู่รอดในพายุ แต่เติบโตขึ้นเพราะพายุนั้น ซึ่งนั่นคือนิยามที่แท้จริงของ Resilience ในโลกธุรกิจยุคนี้