6 แบรนด์เครื่องหอมไทย ที่ไปไกลระดับโลก ทำรายได้หลักร้อยล้าน พันล้าน

ในอดีต “เครื่องหอมไทย” อาจถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ในปัจจุบันหลายแบรนด์ไทยสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ให้กลายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม เทียนหอม หรือผลิตภัณฑ์อโรม่า

โดยสิ่งที่ทำให้แบรนด์ไทยแตกต่างคือ “กลิ่นเอกลักษณ์” ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ พร้อมการเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย จนสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจระดับหลายร้อยถึงหลายพันล้านบาทต่อปี

ซึ่ง Business Plus จะพามาสำรวจตลาดกันว่า ตอนนี้มีแบรนด์ไหนที่ได้รับความนิยมสูงกันบ้าง

ริ่มจาก Reunrom หนึ่งในแบรนด์เครื่องหอมไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยแบรนด์นี้อยู่ภายใต้บริษัท บมจ.คาร์มาร์ท ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดย คุณพงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล
ซึ่งแนวคิดของแบรนด์คือการนำเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยมาถ่ายทอดผ่านกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกไม้ไทย สมุนไพร หรือบรรยากาศของบ้านเรือนไทยในอดีต ความโดดเด่นของ Reunrom คือการผสมผสานระหว่าง “ความเป็นไทย” กับการออกแบบที่ร่วมสมัย ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ผ่านกลิ่นได้อย่างชัดเจน

ในปี 2567 บริษัทคาร์มาร์ทมี รายได้รวม 3,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.48% และ กำไรสุทธิ 678 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.57%
หมายเหตุ : Reunrom เป็นแบรนด์ในเครือ บมจ.คาร์มาร์ท ตัวเลขรายได้ที่ระบุจึงเป็นรายได้รวมของบริษัท ไม่ได้มาจากธุรกิจเครื่องหอมเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจในระดับสากล คือการที่ “เมย์ มัสก์ ซึ่งเป็นแม่ของอีลอน มัสก์” เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศ และสะท้อนว่าแบรนด์เครื่องหอมจากไทยมีศักยภาพจนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคระดับโลกได้

ต่อมา PANPURI แบรนด์เครื่องหอมไทยที่วางตำแหน่งตัวเองในตลาดพรีเมียมอย่างชัดเจน ก่อตั้งในปี 2546 โดย คุณวรวิทย์ ศิริพากย์ ภายใต้บริษัท บจก.ปุริ
PANPURI มีจุดเด่นคือการนำวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพรจากเอเชียมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิด Luxury Wellness ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และธุรกิจสปา

ในปี 2567 บริษัทมี รายได้รวม 1,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.19% และ กำไรสุทธิ 189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126.52%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ โดยส่วนหนึ่งมาจากการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ รวมถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม เช่น โรงแรมหรู และตลาดสปา
ในเชิงวิเคราะห์ PANPURI แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจเครื่องหอมไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าเท่านั้น แต่สามารถต่อยอดไปสู่ ธุรกิจประสบการณ์ (Experience Economy) เช่น สปา หรือ Wellness Destination ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ได้อย่างมาก

ในด้านของ THANN อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องหอมไทยที่ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดคือ THANN ก่อตั้งในปี 2545 โดย คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ ภายใต้บริษัท บจก.ธัญ-ออริซ่า
THANN มีจุดเด่นคือการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและสมุนไพรเอเชียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะแนวคิด Aromatherapy ที่เน้นการใช้กลิ่นเพื่อสร้างความผ่อนคลายและสมดุลให้กับร่างกาย

ในปี 2567 บริษัทมี รายได้รวม 385 ล้านบาท ลดลง 12.62% และ ขาดทุนสุทธิ 9 ล้านบาท ลดลง 173.38%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของธุรกิจเครื่องหอมในยุคปัจจุบัน เพราะแม้แบรนด์จะมีชื่อเสียงและมีฐานลูกค้าในต่างประเทศ แต่ตลาดเครื่องหอมกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์อินดี้ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก

ขยับมาที่แบรนด์ KARMAKAMET ก่อตั้งในปี 2544 โดย คุณณัทธร รักษ์ชนะ ภายใต้บริษัท บจก.เฮลเม็ต เคลต์
สิ่งที่ทำให้ KARMAKAMET แตกต่างจากแบรนด์อื่นคือการสร้างโลกของแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่กลิ่นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือน “ห้องทดลองน้ำหอมโบราณ”

ในปี 2567 บริษัทมี รายได้รวม 332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.02% และ กำไรสุทธิ 41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.90%

การเติบโตของ KARMAKAMET แสดงให้เห็นว่า ในธุรกิจเครื่องหอม “ประสบการณ์ในร้าน” เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะลูกค้ามักต้องการสัมผัสกลิ่นและบรรยากาศของแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งทำให้ร้านค้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า

ต่อมาแบรนด์ HARNN ก่อตั้งในปี 2542 โดย คุณวุฒิชัย หาญพานิช ภายใต้บริษัท บจก.หาญ โกลบอล
HARNN เป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องหอมไทยที่เน้นแนวคิด Wellness Lifestyle โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและสมุนไพรไทยเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์

ในปี 2567 บริษัทมี รายได้รวม 315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.57% และ กำไรสุทธิ 18 ล้านบาท ลดลง 10.90%

แม้ว่ารายได้จะเติบโต แต่กำไรที่ลดลงสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดพรีเมียมทำให้บริษัทต้องลงทุนมากขึ้น ทั้งในด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศ

สุดท้ายคือแบรนด์รุ่นใหม่อย่าง JOURNAL ก่อตั้งในปี 2560 โดย คุณธนัญญา สุธีรชัย
ซึ่งสร้างความแตกต่างด้วยแนวคิด การเล่าเรื่องผ่านกลิ่น
แต่ละกลิ่นของแบรนด์จะเชื่อมโยงกับเรื่องราวของสถานที่ วัฒนธรรม หรือบรรยากาศของประเทศไทย ทำให้ผู้ใช้สามารถสัมผัส “เรื่องราว” ผ่านประสบการณ์ของกลิ่น

ในปี 2567 บริษัทมี รายได้รวม 309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.35% และ กำไรสุทธิ 56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.12%

การเติบโตของ JOURNAL สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์เครื่องหอมรุ่นใหม่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หากสามารถสร้างตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

เมื่อมองภาพรวมของธุรกิจเครื่องหอมไทย จะเห็นว่าหลายแบรนด์สามารถเติบโตในตลาดโลกได้ เพราะมีจุดแข็งที่สำคัญคือ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างจากแบรนด์ต่างประเทศได้อย่างชัดเจน  นอกจากนี้ เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับ Wellness, Lifestyle และประสบการณ์การใช้ชีวิต ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้สินค้าเครื่องหอมเติบโตมากขึ้น ดังนั้น หากแบรนด์ไทยสามารถพัฒนา เอกลักษณ์ของกลิ่น การเล่าเรื่องของแบรนด์ และการออกแบบประสบการณ์ผู้บริโภค ได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจเครื่องหอมไทยก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ของประเทศไทย ที่สามารถสร้างชื่อเสียงและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับโลกได้ในระยะยาว

ที่มา : เว็บไซต์บริษัท , SET ,DBD