ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา จีนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหามลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดของโลก โดยเฉพาะ PM 2.5 ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างปักกิ่ง เทียนจิน หรือเขตอุตสาหกรรมรอบ ๆ เหอเป่ย แต่สถานการณ์นี้เปลี่ยนไปแล้ว โดยดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Life Index) ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่าค่าฝุ่น PM 2.5 โดยเฉลี่ยของจีนลดลงถึง 39% ตั้งแต่ปี 2013 จนถึง 2021
ขณะที่ค่าฝุ่นเฉพาะในกรุงปักกิ่งลดลงมากถึง 64% จากระดับที่เคยถูกจัดว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง มาอยู่ในระดับที่ “หายใจได้” มากขึ้น แม้จะยังไม่ถือว่าสะอาดตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกก็ตาม
อากาศที่สะอาดขึ้นนี้เองก็ส่งผลกระทบในทางบวกกับประชาชน โดยอายุขัยเฉลี่ยของประชากรจีนที่เคยลดลงจากมลพิษทางอากาศ ก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2013 สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดีขึ้นจากอากาศที่สะอาดยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า จีนสามารถลดมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 ได้จริงในระดับประเทศ ในขณะที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังประสบมลพิษทางอากาศที่แย่ขึ้นนี้ จึงทำให้กรณีศึกษาการแก้ปัญหาสภาพอากาศของรัฐบาลจีนน่าสนใจไม่น้อย
ในการแก้ไขปัญหามลภาวะกระบวนการแรกที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับปัญหา โดยรัฐบาลจีนยอมรับว่าปัญหามลพิษทางอากาศเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขและการพัฒนา ทำให้เริ่มเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อมาวิเคราะห์แหล่งกำเนิดมลพิษ ทั้งจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคม และการเผาในภาคครัวเรือน โดยการมีข้อมูลที่ชัดเจนทำให้รัฐสามารถระบุถึงต้นตอของฝุ่น PM 2.5 ว่ามาจากไหน
หลังจากเข้าใจต้นตอของปัญหา ก็ทำให้รู้ว่าควรแก้ไขตรงไหนบ้าง โดยรัฐบาลจีนได้ออกแผนฟื้นฟูสภาพอากาศกรอบระยะเวลา 5 ปี ในปี 2013 โดยมีมาตรการปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการใช้ถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการสร้างพลังงาน 70% ในประเทศ นอกจากนี้ยังคุมเข้มมาตรฐานโรงงาน ขณะเดียวกันก็มีการย้ายหรือจำกัดอุตสาหกรรมหนักออกจากเขตเมืองชั้นในไปยังพื้นที่ที่สามารถควบคุมผลกระทบได้ดีกว่า
ในด้านของการคมนาคม ข้อมูลพบว่า คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการคมนาคมคิดเป็น 12% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดในจีน และคิดเป็น 26% เฉพาะในเขตเมือง ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลจึงมีมาตรการควบคุมการคมนาคม โดยจัดตั้งเขตควบคุมมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone ที่ห้ามให้รถที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกินกว่ากำหนดเข้า ในหลายพื้นที่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และกำหนดมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้นสำหรับยานพาหนะใหม่ รวมถึงการจำกัดจำนวนรถในบางช่วงเวลาเพื่อลดมลพิษสะสม
รัฐบาลจีนยังนำเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้มาตรการควบคุมมลพิษ โดยตัวอย่างหนึ่งคือโครงการนำแพลตฟอร์มข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ในเมืองต่าง ๆ โดยการติดตั้งอุปกรณ์วัดคุณภาพอากาศบนรถแท็กซีและเครื่องมือเคลื่อนที่อื่น ๆ ซึ่งเก็บข้อมูลความเข้มข้นของมลพิษทุก ๆ 3 วินาที
ข้อมูลเหล่านี้ถูกประมวลผลเพื่อตรวจหาจุดที่มลพิษหนาแน่นเป็นพิเศษ จากนั้นส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎระเบียบอย่างตรงจุดมากขึ้น ผลลัพธ์คือการตรวจจับแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับการตรวจแบบสุ่มก่อนหน้า
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าไม่มีความร่วมมือระหว่างเมืองและระดับภูมิภาค โดยปัญหา PM 2.5 ไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดนแบ่งเขต ดังนั้นการแก้ไขเฉพาะในเมืองเดียวจึงไม่เพียงพอ จีนจึงผลักดันความร่วมมือระหว่างเมือง เช่น ความร่วมมือระหว่างปักกิ่ง เทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การกำหนดมาตรฐานร่วม และการประสานนโยบายด้านพลังงานและอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงเกือบสิบปีแรก แต่ปัญหามลพิษทางอากาศก็ยังไม่จบเท่านี้ รายงานของ Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) ระบุว่าปี 2023 เป็นปีที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่ของจีนกลับมาเพิ่มขึ้น หลังจากลดลงต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี มาจากการปล่อยมลพิษที่เพิ่มขึ้นและสภาพอากาศ
ขณะเดียวกัน CREA ระบุด้วยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศของเมืองทางตะวันตกของจีนกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเคลื่อนย้ายของฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมไปยังภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกที่ผลิตจากถ่านหินมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนก็ยังคงเดินหน้าปรับนโยบายอย่างต่อเนื่องขึ้นอีก โดยรายงานของ Caixin Global ในต้นปี 2026 ระบุว่า จีนมีแผนยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
สรุปแล้ว บทเรียนจากจีนชี้ให้เห็นว่า การลด PM 2.5 ต้องเริ่มจากการยอมรับปัญหา มีข้อมูลที่ชัดเจน วางนโยบายที่ตรงจุด และดำเนินการอย่างจริงจังพร้อมความร่วมมือจากทุกระดับ ซึ่งหากรัฐเข้าใจต้นตอของปัญหาและออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับความจริง การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
ที่มา: University of Chicago, CREA, ICLEI, Caixin Global, World Resources Institute
The Business Plus บิสิเนสพลัส

