ไม่กี่วันก่อน คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประกาศ เตรียมเข้ากำกับดูแลสินเชื่อรูปแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังหรือ Buy Now Pay Later เรียกสั้น ๆ ว่า BNPL บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยจะประกาศมาตรการภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
โดยหลัก ๆ แล้วมาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ ประเภทและมูลค่าขั้นต่ำของสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ได้ เพดานดอกเบี้ยสูงสุด ไปจนถึงการบังคับผู้ให้บริการต้องเปิดเผยข้อมูลสินเชื่ออย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย
ปัจจุบัน ผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ในไทยมีอยู่ถึง 8 ราย แต่ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนบัญชีผู้ใช้ BNPL และมูลค่าสินเชื่อขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยย้อนหลังไปในปี 2564 จำนวนบัญชีมีอยู่แค่ 6 แสนบัญชี มูลค่าสินเชื่อ 6,834 ล้านบาท แต่ตัดภาพมาปีที่ 2567 จำนวนบัญชีพุ่งขึ้นไปเกือบ 5 ล้านบัญชี และมูลค่าสินเชื่อกว่า 17,908 ล้านบาท
จุดที่น่ากังวลกว่านั้นคือกลุ่มที่ใช้ BNPL มากที่สุดคือกลุ่มคนอายุน้อยและผู้มีรายได้ไม่สูง โดยเฉพาะนักศึกษาและวัยเริ่มทำงานอายุ 23–30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการค้างชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น โดยปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้อยู่ถึง 25 ล้านคน และครึ่งหนึ่งของกลุ่มนั้นคือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานในช่วงอายุ 20–35 ปี ซึ่งมีอัตราหนี้เสียสูงสุดอยู่ที่ราว 27%
แล้วทำไม BNPL ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ ?
ตอบง่าย ๆ คือเพราะทำให้ธุรกรรมทุกอย่างง่ายและเร็ว ในขณะที่บัตรเครดิตต้องผ่านกระบวนการสมัคร ตรวจสอบประวัติเครดิต และรอการอนุมัติ แต่ BNPL อนุมัติแบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูล เช่น ประวัติการซื้อสินค้าออนไลน์หรือข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือ แทนการเช็กเครดิตแบบดั้งเดิม ทำให้คนที่ไม่มีประวัติเครดิต หรือมีประวัติไม่ดี ก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้
นอกจากนี้ Buy Now Pay Later ยังเล่นกับสมองของเรา โดยการแสดงราคาเป็น 4 งวด งวดละ X บาท แทนที่จะเป็นราคาเต็ม จะกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เพราะเวลาเห็นตัวเลขต่ำ ๆ สมองจะทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดทางการเงินมากเท่ากับการจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว และเราก็จะให้ค่ากับรางวัลหรือก็คือสินค้า ที่ได้วันนี้มากกว่าภาระการผ่อนที่จะเจออีกสองเดือนข้างหน้า โดยในทางจิตวิทยาเราเรนักจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Pain of Paying และ Temporal Discounting
อีกส่วนสำคัญที่ทำให้ BNPL โตแรงก็อาจมาจากกระแส Revenge Spending ที่ผู้คนอยากชดเชยสิ่งที่พลาดไปในช่วงล็อกดาวน์ รวมกับปัญหาความรู้ด้านการเงินในสังคมอีกด้วย
ทั้งนี้ หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการกำกับดูแล สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทยคือการเร่งให้หนี้เสีย หรือ NPL ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่ควร โดยคนกลุ่มนี้คือกำลังซื้อหลักในอนาคต หากติดกับดักหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะมีพื้นที่สำหรับการบริโภคและการลงทุนน้อยลง กระทบต่อการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ สินเชื่อ BNPL ก็กำลังเร่งให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุนแรงขึ้น จากการที่ผู้บริโภคจำนวนมากพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นเพื่อในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับประมาณ 90% ของ GDP อยู่แล้ว ดังนั้นหนี้ BNPL ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทุกปี ก็ไม่ต่างอะไรจากระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม ธปท. ถึงต้องเข้ามากำกับสินเชื่อ BNPL ที่ออกแบบมาให้สร้างความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ โดยการให้คลิกซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แลกกับการก่อหนี้ก้อนใหญ่อย่างไม่รู้ตัว ท่ามกลางวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยที่หนักหน่วงอยู่แล้ว
ที่มา: SCB EIC, ThaiPBS, WSJ
The Business Plus บิสิเนสพลัส
