Home / MANAGEMENT & STRATEGIES / GOVERNANCE / แบรนด์ ปรับทัพรับไทยแลนด์4.0

แบรนด์ ปรับทัพรับไทยแลนด์4.0

แบรนด์ ปรับโมเดลธุรกิจใหญ่ รับไทยแลนด์ 4.0  ทุ่มงบเน้นไอทีและตั้งทีมขายเอง หวังดันยอดขายเติบโตทะลุเป้า

 

  • ปิดยอดขายปี 2559 ที่ 12,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มแบรนด์ซุปไก่สกัดยังเป็นพระเอก ตามด้วยแบรนด์รังนกและวีต้า ตามลำดับ เพิ่มความมั่นใจเศรษฐกิจไทยปีระกาแนวโน้มดีคาดโตต่อเนื่อง

  • แบรนด์ปรับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ทุ่มงบกว่า 480 ล้าน  โดยวางระบบใหม่ทั้งหมด พร้อมเปิดตัวทีมขายของแบรนด์เอง กว่า 900 คน ครอบคลุมร้านค้าสำคัญทั่วประเทศโดยตรง เพื่อให้บริการที่ดีกว่า รวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้า ทั้งโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และ ร้านค้าทั่วไป (General Trade)เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0

  • ร่วมมือกับ 2 พันธมิตรทางธุรกิจโลจิสติกส์ใหญ่ คือ บริษัท เดอเบล จำกัด และ บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อกระจายสินค้าเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น

  • เน้นจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้ง 6 มิติ คือ คุณภาพของสินค้าและการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การตลาดเพื่อสังคม การพัฒนาบุคลากร การตลาดดิจิตอล และการสร้างคู่ค้าทางธุรกิจ

 

เข้าสู่ศักราชใหม่ไม่ทันไร  “แบรนด์” ผู้นำตลาดอาหารเสริม ก็รุกตลาดหนักประกาศปรับทัพธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ให้สอดรับนโนบายไทยแลนด์ 4.0

 

เนียจา เซวัก รองประธานบริหาร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการค้า แผนกอาหารเสริมสุขภาพ เซเรบอส แปซิฟิก เปิดเผยว่า แม้ว่าแบรนด์จะสามารถครองอันดับ 1 ในตลาดอาหารเสริมสุขภาพในภูมิภาคนี้ แต่บริษัทยังคงตั้งเป้าที่จะเติบโตอีกมากในภูมิภาคเอเชีย

 

ทั้งนี้บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และเป็นเครือของบริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้ง ประเทศญี่ปุ่น โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำในด้านการส่งเสริมสุขภาพของโลก รวมทั้งการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากธรรมชาติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของผู้บริโภค พนักงาน และหุ้นส่วนทางธุรกิจ โดยการนำเทคโนโลยีล่าสุดและกระบวนการที่จะพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคเข้ามาประยุกต์ใช้
โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์ มีวางจำหน่ายใน 19 ประเทศ มีโรงงานผลิตอยู่ใน 4 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งในประเทศไทย นอกจากนี้ยังศูนย์วิจัยสมองแบรนด์ที่สิงคโปร์และญี่ปุ่นซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 300 คน แบรนด์เป็นซุปไก่สกัดยี่ห้อเดียวที่มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงคุณประโยชน์ทางสุขภาพ

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้บริษัทฯ ได้ลงทุนถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการศึกษาทางคลีนิคของแบรนด์ซุปไก่สกัด บริษัทฯ ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยสมองแบรนด์ มุ่งเน้นการวิจัยค้นคว้าเรื่องของการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ซุปไก่สกัดที่มอบคุณประโยชน์ที่ผ่านการพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะจากรุ่นสู่รุ่นตลอดระยะเวลากว่า 180 ปี แต่ยังผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์และสาธารณสุขกว่า 40 ฉบับ นับตั้งแต่ปี 1989 จากนักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น

 

บริษัทฯ ได้วางแผนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตของบริษัทฯ จึงได้วางโครงการในปีที่แล้ว (2016) ที่จะเปลี่ยนรูปแบบโมเดลของธุรกิจ จากการที่ต้องใช้บุคคลอื่นในการจัดจำหน่าย เป็นการควบคุมโดยตรงตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย

 

รูปแบบของธุรกิจใหม่นี้ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีมาแล้วในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซียในหลายปีที่ผ่านมา ด้วยรูปแบบนี้บริษัทฯ จึงได้ปรับการคัดเลือกผู้ร่วมงาน การฝึกอบรมพนักงานขาย ลงทุนระบบสารสนเทศ ขยายที่ทำการบริษัทฯ และปรับขบวนการบริหารจัดการธุรกิจ พนักงานของเราพร้อมที่จะร่วมวางกลยุทธ์ทางธุรกิจร่วมกับคู่ค้าเพื่อที่จะตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากทั่วโลกมาปรับใช้ในประเทศไทย

 

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาบริษัทฯ จึงเชื่อว่ากลุ่มสินค้าจะสามารถเติบโตได้อีกมากในประเทศออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ แผนกอาหารและกาแฟ มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ชื่อสินค้า Gravox, Toby’s Estate และ Gregg’s

 

นอกจากนี้ ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ รองประธานอาวุโส และ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้เปิดเผยถึง นโยบายในการทำตลาดของ “แบรนด์” ของประเทศไทยในปี 2560 ว่า จะเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและการทำงานใหม่เพื่อสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน อย่างเต็มตัว

 

ดังนั้นแบรนด์เองในฐานะผู้นำตลาดก็พร้อมที่จะสนับสนุนและปรับตัวตามเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมใหญ่ถึงแนวทางและทิศทางการตลาดของบริษัทฯ โดยองค์รวม เพื่อกำหนดนโยบายต่างๆ จึงเป็นที่มาของการปรับทัพครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ของแบรนด์
“การปรับโมเดลธุรกิจใหม่ครั้งนี้เพื่อต้อนรับไทยแลนด์ 4.0  อย่างเต็มตัว ด้วยงบกว่า 480 ล้านบาทมุ่งเน้นเรื่องของเทคโนโลยีและการมีทีมขายเอง โดยมี 2 พันธมิตรทางธุรกิจโลจิสติกส์ใหญ่ คือ บริษัท เดอเบล จำกัด และ บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ช่วยกระจายสินค้าเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “แบรนด์ซุปไก่สกัด” ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของเมืองไทยที่มาพร้อมกับความทันสมัยและเป็นสินค้าคุณภาพของคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพอย่างแท้จริง

 

ดังนั้นจะเห็นว่านโยบายในการทำการตลาดทั้งแบบเดิมและดิจิตอล รวมทั้งแนวทางการบริหารงานต่างๆ ในปี 2560 นี้ สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ “แบรนด์” สามารถขยายตลาดสู่ลูกค้าใหม่ๆ ต่อไปและครองความเป็นผู้นำตลาดไว้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

 

เปิดตัวทีมขายใหม่ ครอบคลุมทุกร้านค้า เพื่อให้บริการที่ดีกว่า รวดเร็ว ทั้ง Modern Trade และ General Trade

“บริษัทมองว่าการสร้างคู่ค้าทางธุรกิจ เป็นเรื่องที่สำคัญ บริษัทฯ จึงมีโครงการพัฒนาด้านสารสนเทศและเพิ่มห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ในด้านการจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจของแบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของช่องทางการกระจายสินค้า

 

นับจากปี 2560 เป็นต้นไป ได้ปรับโมเดลธุรกิจด้วยการเปิดตัวทีมขายของแบรนด์เอง จำนวนกว่า 900 คน ประกอบไปด้วยทีมขายกว่า 120 คน และทีมส่งเสริมการขายกว่า 800 คน ครอบคลุมร้านค้าสำคัญทั่วประเทศโดยตรง เพื่อให้บริการที่ดีกว่า รวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้า ทั้งโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และ ร้านค้าปลีกทั่วไป

 

โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีอย่าง บริษัท เดอเบล จำกัด และ บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นผู้ให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพสูงที่มาช่วยเสริมทัพทีมขายของแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งแบรนด์มั่นใจว่าเมื่อลูกค้าที่ได้รับการบริการที่ดีจากเรา จะสามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้น ตลาดก็จะขยายเพิ่มขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกช่องทางการจำหน่าย”
นอกจากการสร้างคู่ค้าทางธุรกิจ ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แบรนด์เองมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพในมิติต่างๆ ด้วยกันคือ

(1) คุณภาพของสินค้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

(2) เทคโนโลยี

(3) การตลาดเพื่อสังคม

(4) การพัฒนาบุคลากร

(5) การตลาดดิจิตอล

(6) การสร้างคู่ค้าทางธุรกิจ
“คุณภาพ” คือหัวใจในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เชื่อถือได้ บริษัทมุ่งมั่นค้นคว้า วิจัยและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดให้มีมาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศทั้งทางด้านวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการผลิต มีการวางนโยบายการตลาดที่ดี ผ่านกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งระบบ การพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

ในปี 2560 แบรนด์จะครบรอบ 182 ปี ที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์แบรนด์มีสินค้าในเครือมากมายที่ตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ และเพศ มีการแตกไลน์ พัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ลงทุนด้านการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารอาหารจากธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

 

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง วางระบบ IT ใหม่ทั้งหมด เป็นต้น การตลาดเพื่อสังคม เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แบรนด์มีโครงการเพื่อสังคมหลากหลายเกือบ 10 โครงการ อาทิ โครงการ แบรนด์สร้างความดี…เพื่อมูลนิธิขาเทียม โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ โครงการแบรนด์เบรนอินเตอร์เนชั่นแนลคอนเทสต์ โครงการแบรนด์ยังบลัด โครงการทุนวิจัยเซเรบอส อวอร์ด เป็นต้น แต่ละโครงการจัดต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 10-30 ปี

 

การพัฒนาบุคลากร บุคลากรคุณภาพคือทรัพยากรที่มีค่า บริษัทให้ความสำคัญในการเสริมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ จัดให้มีการอบรม สัมมนาเรียนรู้เพิ่มเติมสม่ำเสมอ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จัดบรรยากาศการทำงานให้รู้สึกเป็นกันเอง สวยงาม ล่าสุดปรับปรุงออฟฟิศที่อาคารเคี่ยนหงวน 2 ใหม่ทั้งหมด

 

ปัจจุบันแบรนด์มีพนักงานเกือบ 2,000 คน แต่ทั้งนี้ก็ยังมีการเปิดรับสมัครคัดสรรบุคคลรุ่นใหม่มีคุณภาพ เข้ามาเสริมทีมมากขึ้น มีการพัฒนาบุคลากรอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เดินหน้าไปด้วยกัน

 

การขยายตลาดผ่านช่องทางดิจิตอล แบรนด์ได้มีการขยายตลาดทางออนไลน์และโซเซียลมีเดียมากว่า 4 ปีแล้ว ไม่ว่าเป็นเว็ปไซต์ ไลน์และเฟซบุค และจำหน่ายผ่าน  E-Commerce ต่างๆ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้นเป็นต้น

 

เปิดเผยปี 2560 แนวโน้มดี รับเทรนด์สุขภาพมาแรง

สำหรับเป้าหมายในปี 2560 นั้น บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้แบบก้าวกระโดด เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในทิศทางที่ดี อย่างที่บอกไปแล้วในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้ประเทศไทยเรายังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมภาคตะวันออก หรือ East-West Corridor ซึ่งเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของเอเชียและของโลก รวมทั้งแนวโน้มของโลกในเรื่องของ

(1) ต้องการความสะดวก เร็ว และง่ายต่อการใช้งานของผู้บริโภค

(2) สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ ความงามจะมาแรงเนื่องจากผู้บริโภคจะเกิดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น

(3) สภาพประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนไป จำนวนคนอายุมากเพิ่มขึ้น เด็กและจำนวนวัยรุ่นลดน้อยลง และ

(4) การแนะนำและขยายการกระจายสินค้าระดับพรีเมี่ยมมีมากขึ้น โดยเฉพาะทางดิจิตอล ซึ่งผลิตภัณฑ์แบรนด์เองจัดได้ว่าเป็นสินค้าที่ตอบสนองแนวโน้มของโลกที่กำลังเป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี” ตุลย์กล่าวในท้ายสุด