Home / Leaderships Management / Technology for Business / อนาคตWearable จะตายหรือจะโต

อนาคตWearable จะตายหรือจะโต

แม้ว่าที่ผ่านมาหลายฝ่ายจะคาดการณ์กันว่าตลาดแวร์เอเบิลหรืออุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (wearable)ที่ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เข้าถึงข้อมูล sync เข้ากับอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน จะไปได้ไม่ไกล

 

เห็นได้จากการบริษัทผู้ผลิตwearable ทะยอยเลื่อนเปิดตัว และยกเลิกการผลิตไม่ว่าจะเป็นPebble ผู้ซึ่งเคยจุดกระแสสมาร์ทว็อทช์เมื่อปี 2012 ได้ขายกิจการให้กับ Fitbitขณะที่Android Wear ที่พัฒนาโดย Google ก็เลื่อนกำหนดการเปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ออกไปจนถึงปี 2017

 

ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่บรรดาาwearable นั้นไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานสำหรับบุคคลทั่วไปได้เท่าที่ควรและเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และผู้ที่ชอบอ่านข้อความบนนาฬิกาข้อมือมากกว่า ซึ่งปัจุบันในตลาดwearable ที่ยังโดดเด่นคือApple และ Fitbit เท่านั้น

 Wearable

แต่ล่าสุดIDC ก็ออกมาตอกย้ำว่าอนาคตอุปกรณ์wearableยังไม่ถึงทางตัน แต่จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน เห็นได้จากการที่ตลาดเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 16.9 ในไตรมาส 4

 

โดยตลาดแวร์เอเบิลหรืออุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (wearable) ทั่วโลก มียอดการสั่งสินค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะยานไปอยู่ที่ 33.9 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 นับว่าเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 16.9 ในช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน ทั้งนี้ ยอดการจัดส่งสินค้าตลอดทั้งปีเติบโตร้อยละ 25 สืบเนื่องมาจากมีผู้ผลิตรายใหม่ในตลาด ผนวกกับรายเก่าที่อยู่แถวหน้ามีการพัฒนาสินค้าของตนให้ดียิ่งกว่าเดิม

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดหรือไอดีซี ที่ให้บริการด้านการสำรวจข้อมูลตลาดอุปกรณ์สวมใส่ประจำไตรมาสทั่วโลก (International Data Corporation (IDC) Worldwide Quarterly Wearable Device Tracker) แสดงให้เห็นว่า มีการจัดส่งสินค้าอุปกรณ์สวมใส่กว่า 102.4 ล้านเครื่องมาตลอดทั้งปี

 

 Wearable

ตลาดอุปกรณ์แวร์เอเบิลกำลังปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นตลาดเทคโนโลยีอื่นๆ” มร. โรมอน ลามาส ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและค้นคว้าสำหรับทีมอุปกรณ์แวร์เอเบิลของไอดีซี ได้ตั้งข้อสังเกต “อุปกรณ์แวร์เอเบิลแบบทั่วไปที่เปิดตัวสู่ตลาดในครั้งแรก โดยเป็นเพียงแค่อุปกรณ์แบบนับก้าวที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น กำลังแปรสภาพปรับเปลี่ยนไปเป็นอุปกรณ์แวร์เอเบิลแบบอเนกประสงค์ ที่รวมด้านสุขภาพและสมรรถภาพทางร่างกายหรือฟิตเนสเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีการแจ้งแสดงผลทางสมาร์ทโฟน

 
ซึ่งมีความล้ำหน้าจนแทบไม่แตกต่างกับอุปกรณ์แวร์เอเบิลอัจฉริยะ (smart wearable) ส่วนใหญ่ในตลาด หรือเดินทางมาถึงจุดที่นาฬิกาอัจฉริยะ (smartwatch) ในยุคแรก แทบไม่แตกต่างจากอุปกรณ์ฟิตเนสแทรคเกอร์สวมข้อมือ (fitness tracker) ส่วนใหญ่เลย

“ในขณะเดียวกัน อุปกรณ์แวร์เอเบิลอัจฉริยะ (smart wearable) ก็กำลังมีการพัฒนาขึ้นมาด้วย” ลามาส กล่าวต่อ “เรื่องสุขภาพและฟิตเนสยังคงเป็นเรื่องที่มีการให้ความสำคัญอยู่ต่อไป แต่หลังจากที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้ว ก็จะยิ่งมีการพัฒนาด้านขีดความสามารถด้านแอพพลิเคชั่นแบบเฉพาะและการเชื่อมโยงสื่อสารได้อย่างสบาย ซึ่งนับเป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งลงไปได้ นั่นก็คือการทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถทำงานเป็นอิสระจากสมาร์ทโฟน นับเป็นการสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ (standalone experience) ให้กับผู้สวมใส่ได้”

 

 Wearable

“จากการหลั่งไหลของผู้ผลิตรายใหม่ๆ มากมาย ที่มีความชำนาญการในแวดวงอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันนี้เอง ที่ทำให้ตลาดอุปกรณ์แวร์เอเบิลยังฉายแววเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตราการเติบโตนี้จะมาจากแรงผลักดันของผู้ผลิต มากกว่าจะมาจากความต้องการของผู้บริโภคก็ตาม” จิเทช อูบรานี่ นักวิเคราะห์ข้อมูลระดับอาวุโส สำหรับเครื่องแทรคเกอร์เคลื่อนที่ของไอดีซี กล่าว

 

“ ในขณะที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องของสมรรถนะที่ซ่อนอยู่ข้างใน นาฬิกาไฮบริดหรือแบบลูกผสม และเครื่องประดับแฟชั่นอื่นๆ ที่ผนวกฟิตเนสแทรคกิ้งไปด้วยนั้น กำลังได้รับแรงผลักดันให้เติบโต เพราะนับเป็นสัญญาณที่แสดงถึงโอกาสในการจำหน่ายอุปกรณ์แวร์เอเบิลอเนกประสงค์ให้กับผู้บริโภครายเดี่ยวได้ เนื่องจากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความเป็น ‘แฟชั่น’ น่าซื้อหามาใส่ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ มันยังช่วยสร้างระบบนิเวศน์ให้กับตลาด และช่วยให้ผู้ผลิตทั้งหลายแสดงข้อมูลเชิงลึกที่เอาไปใช้งานได้เลย (actionable insight) ให้กับผู้บริโภคได้ เพราะมีการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”