Home / Lifestyle / AUTO / EV ทิศทางใหม่อุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2560 EP.1

EV ทิศทางใหม่อุตสาหกรรมรถยนต์ปี 2560 EP.1

ก้าวเข้าศักราชใหม่มาได้ 1 เดือนเต็ม ก็พอจะเห็นความเคลื่อนไหวของหลายๆธุรกิจ และที่น่าสนใจอีกอุตสาหกรรมที่กำลังถูกจับตามองนั่นก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่คาดการณ์กันว่า จะแข่งขันกันอย่างดุเดือดและ ปีนี้มาเหนือทุกความคาดหมาย

ซึ่งผู้ที่อธิบายความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่นี้ก็คือ สเตฟาน อิสซิง ผู้อำนวยการอุตสาหกรรมโลก ด้านยานยนต์ จากไอเอฟเอส ได้คาดการณ์อุตสาหกรรมยานต์โลกไว้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังจะก้าวเข้าสู่ทิศทางใหม่ โดยบิ๊กดาต้า ไฟฟ้า การนำวัสดุชนิดใหม่ที่มีน้ำหนักเบา และการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเดิม จะกลายเป็นส่วนหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ในขณะที่ขั้วอำนาจกำลังจะเปลี่ยนมือ โดย จีนจะผงาดขึ้นมาเป็นนำในการผลิตพาหนะที่ใช้ไฟฟ้า (EV)

ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปี 2560ที่อีวี(พาหนะที่ใช้ไฟฟ้า )มาแรงมากในฝั่งตะวันออกส่วนหนึ่งมาจากผู้ประกอบการณ์ต่างแข่งขันกันผลิตรถยนต์ลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของฮอร์วาธ ซึ่งระบุว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานทางเลือกจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า คิดเป็นสัดส่วน 20% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2560

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้ ส่วนใหญ่ยังมาจากจีน ที่ยังสามารถครองตำแหน่งตลาดสำคัญในการผลิตรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยที่ยุโรป และสหรัฐฯ ยังล้าหลังอยู่ ในปี 2558 จีนได้ผลิตรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 109,000 คัน มาอยู่ที่ 240,000 คัน และยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกเมื่อช่วงเดียวกันสหราชอาณาจักรมียอดขายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 18,000 คัน มาอยู่ที่ 23,000 คันเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2559 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของรถไฟฟ้าในจีน ทะลุเส้นกั้น 1% ได้ ขึ้นมาอยู่ที่ 1.1% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด

แม้จะดูไม่มากนัก แต่ 1.1% ที่ว่านี้ หมายความว่า มีรถไฟฟ้าใหม่เอี่ยม 34,000 คันออกมาวิ่งบนท้องถนนของจีนในเดือนกรกฎาคม ปี 2559 เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนถึง 188% และมีความเป็นไปได้สูงที่ในปี 2560 และ 2561 จีนจะแซงหน้ายุโรป และสหรัฐฯในด้านการผลิตรถไฟฟ้า และส่วนแบ่งทางการตลาด คำถามที่สำคัญคือจีนทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ และได้ให้บทเรียนอะไรกับผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ (โออีเอ็ม) และมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และยุโรป

เมื่อย้อนกลับไปก็จะเห็นคำตอบที่ว่า จีนได้ตั้งเป้าหมายหรือกำหนดนโยบายขั้นสูงในการลดการใช้พลังงานของรถยนต์ มาตั้งแต่ปี2548 โดยแบ่งเป็น 4 ช่วง ซึ่งในระยะต้นจีนได้ใช้วิธีการเดียวกับยุโรปคือ การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริโภค และที่แตกต่างจากยุโรป สหรัฐฯ หรือ แคนาดา ก็คือ การกำหนดมาตราการอย่างเข้มงวด สำหรับการลดปริมาณการใช้พลังงาน ในรถยนต์ทุกประเภท
โดยแผนช่วงที่ 4 ได้เปิดฉากขึ้นในเดือนมกราคม 2559 ที่กำหนดเป้าหมายโดยเฉลี่ยสำหรับรถยนต์ใหม่ไว้ที่ 5.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับรถยนต์ที่ขายในปี 2563 และแม้จะมีความซับซ้อน แต่ขณะเดียวกันระบบก็มีความยืดหยุ่น

โดยแผนช่วงที่ 4 นี้ ได้กำหนดตารางเวลาที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ผลิต ที่จะปรับตัวให้ได้ตามนโยบายที่วางไว้ ประกอบกับการให้เครดิตการใช้พลังงาน สำหรับเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในวงจรการทำงานต่างๆ ของรถยนต์ เช่นการติด หรือปิดเครื่องยนต์ ระบบตรวจสอบแรงดันยาง ไฟบอกเกียร์ และระบบเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพ

“แนวโน้มเกิดใหม่ในตลาดรถยนต์จีน”

รายงานของแมคคินซีย์ในปี 2559 ที่ชื่อว่า “ค้นหาทางด่วน: แนวโน้มเกิดใหม่ในตลาดรถยนต์จีน” ระบุว่า เจ้าของรถไฟฟ้าส่วนใหญ่ในจีน ต้องการซื้อรถไฟฟ้าพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยบทเรียนจากโออีเอ็ม และเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายในยุโรป ที่เห็นได้ชัดเจน คือ ในระยะยาว กลยุทธ์รถไฟฟ้า ที่รวมถึง การให้คำมั่นสัญญาทีละน้อยๆ กับลูกค้าจะได้ผลมากกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่อเทียบผลประกอบการของจีน กับเยอรมนีแล้ว แรงจูงใจระดับพรีเมียมที่นำเสนอให้กับผู้ซื้อ จะทำให้เกิดยอดขายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพียง 8% เท่านั้น (ขายได้ 14,013 คัน)

ขณะที่เครือข่ายสถานีชาร์จไฟ ถือเป็นศูนย์กลางสำหรับความสำเร็จของจีนเช่นกัน ซึ่งแม้จะยังมีความต้องการอีกมาก แต่ระหว่างปี 2553- 2558 จำนวนสถานีชาร์จไฟในจีนเพิ่มขึ้นจาก 1,122 แห่ง มาอยู่ที่ 49,000 แห่ง โดยมาจากสถานีชาร์จไฟของเอกชน และการตั้งสถานีสำหรับรถบัส และรถขนส่ง

โดยในปี 2558 ที่ผ่านมายอดรวมของสถานีชาร์จไฟในจีนพุ่งขึ้นถึง 160,000 แห่ง โดยจีนตั้งเป้าที่จะสร้างสถานีชาร์จไฟกลาง 12,000 แห่ง และสถานีชาร์จไฟตามมณฑลต่างๆ 4.8 ล้านแห่ง ภายในปี 2563 เพื่อรองรับความต้องการของอีวีที่คาดว่าจะมีราว 5 ล้านคัน โดยกลยุทธที่แข็งแกร่งในด้านการจัดตั้งสถานีชาร์จไฟ ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้า

และในปี 2560 นี้เราอาจเห็นผู้ผลิตยุโรป เข้ามามีบทบาทในจีนเพิ่มขึ้นในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย และการทดสอบการชน ซึ่งในปัจจุบัน จีนได้มีการนำรถยนต์ที่ผลิตในท้องถิ่นจำนวนมากไปทดสอบในยุโรปอยู่แล้ว โดยปี 2560 และปีต่อๆ ไป ผู้ผลิตยุโรป จะช่วยจีนพัฒนาความสามารถในด้านความปลอดภัย และการทดสอบ จากการที่จีนยังคงแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ ของการมีกลยุทธ์อีวีแบบเบ็ดเสร็จ และแข็งแกร่ง

ยิ่งเบายิ่งแรง การแข่งขันเพื่อวัสดุที่เบากว่าใคร

ฟอร์มูลา วัน ถือเป็นสถานที่ร้อนแรงสำหรับการพัฒนาความเร็วที่สูงอย่างมาก น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ความแข็งแกร่ง และวัสดุที่ทนทานต่อการชน โดยในปี 2560 วัสดุ และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาได้ของฟอร์มูลา วันจะถูกกระจายไปสู่ผู้ผลิตกระแสหลัก แต่ต้นทุนยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญอยู่ โดยเฉพาะการทำการตลาดด้วยเงินก้อนโต หมายความว่า ต้นทุนของผู้พัฒนาฟอร์มูลา วัน จะไม่ใช่เรื่องสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องสำคัญของผู้ผลิตโออีเอ็ม อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มคุณภาพ และลดค่าใช้จ่ายลงมา

และในปี 2559 ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นปีที่มีความก้าวหน้าอย่างมากสำหรับรถยนต์หลายรุ่น ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เบาขึ้น และมีกำลังแรงมากขึ้น และเราจะเห็นมากกว่านี้ในปี 2560 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึง การแข่งขันอย่างจริงจังที่บรรดาผู้ผลิตขนาดใหญ่ต้องเจอ เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้จากผู้ผลิตชั้นนำ ที่มีนวัตกรรม และมีขนาดเล็กกว่า

เมื่อลองพิจารณาจากเรนจ์โรเวอร์ อีโวค รุ่นใหม่ ปี 2016 ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น และกำลังแรงมากขึ้น และมีขนาดเบากว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 300 กิโลกรัม เครื่องยนต์อันทรงพลังของอีโวครุ่นใหม่ ผลิตจากอลูมิเนียมทั้งหมด และมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนราว 20-30 กิโลกรัม ประหยัดน้ำมันได้มากสุดถึง 4.2 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร และมีระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 109 กรัมต่อกิโลเมตร

ทางด้านบีเอ็มดับเบิลยูเอง ก็มีการบุกเบิกใช้วัสดุที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมแบบใหม่ โดยรถยนต์รุ่นไอ8 ปี 2016 ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นคาร์บอน และคาร์บอนไฟเบอร์ มากกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยอลูมิเนียม แมกนีเซียม เหล็กกล้ากำลังสูง และพลาสติกเสริมแรงด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ (ซีเอฟอาร์พี) ไอ8 มีน้ำหนักเบากว่ารถรุ่นก่อนนี้มากกว่า 63 กิโลกรัม

แต่ที่น่าสนใจคือรถในตระกูลอี-ตรอนใหม่ ของออดี้ ที่นำทุกเทรนด์มารวมไว้ด้วยกัน ทั้งความเร็วสูง กำลังแรง ไฮบริด ที่ถูกนำมารวมไว้กับแบตเตอรีที่มีขนาดเพิ่มขึ้น และน้ำหนักที่เบาขึ้น เป็นรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊กคันแรก ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ โดยอีตรอนเผาผลายพลังงาน 1.7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ถึง 50 กรัมต่อกิโลเมตร แบตเตอรีลิเธียมไอออนเก็บไฟได้ 17.3 กิโลวัตต์ เมื่อใช้งานระบบไฟฟ้าทั้งหมดสามารถวิ่งไกลสุดได้ถึง 56 กิโลเมตร โครงสร้างตัวถังพัฒนามาจากวัสดุใหม่หลายแบบ ที่ออกแบบมาให้ใช้กับอลูมิเนียม และเหล็กน้ำหนักเบาคุณภาพสูง โดยรถเอสยูวีทั้งคัน มีน้ำหนัก 1,995 กิโลกรัม ใกล้เคียงกับน้ำหนักของกับแกรนด์เปียโนที่ใช้แสดงคอนเสิร์ต

เรื่องของวัสดุใหม่ ถือเป็นแค่เพียงครึ่งหนึ่งของเรื่องนี้เท่านั้น รถยนต์รุ่นใหม่ หมายถึง กระบวนการใหม่ด้วย

การเติบโตของรถไฟฟ้า และไฮบริด หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตส่วนใหญ่ นับตั้งแต่รถยนต์รุ่น ที ของฟอร์ด เปิดตัวออกมา แบตเตอรีของรถไฟฟ้า และไฮบริด ถือเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนท้ายๆ ที่ต้องติดตั้งเข้าไป บริเวณส่วนท้ายของรถยนต์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม

ในส่วนของออดี้ อีตรอนนั้น มีการติดตั้งเครื่องยนต์ตามความยาว สร้างขึ้นโดยใช้ระบบเมตริกซ์โมดูลาร์ที่มีความซับซ้อน แต่สำหรับผู้จัดหา และผู้ผลิตระบบอัตโนมัติแล้ว กระบวนการผลิตแบบใหม่จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันได้
ขณะที่โรงงานผลิตอย่าง โรงงานของเทสลา ที่มีสถานีอัตโนมัติหลายแห่งแทนสายการผลิตแบบเดิม จะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ โดยโรงงานของเทสลา มีการจ้างงาน 3,000 คน และมีหุ่นยนต์อเนกประสงค์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 180 ตัว ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตทุกด้าน

อายุการใช้งานของรถยนต์สั้นลง รถยนต์รุ่นใหม่ออกมาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ในปี 2560 เรายังจะได้เห็นแกนหลักของการผลิตรถยนต์ สายการผลิตรถยนต์ ที่มีความกระชับ เป็นแบบอัตโนมัติ และมีความหลากหลาย ทั้งยังทำการผลิตได้เร็วขึ้นมาก เนื่องจากบรรดาผู้ผลิต และผู้จัดหา ต่างแข่งกันผลิตรถยนต์น้ำหนักเบา กำลังแรง ออกมาเร็วขึ้น

ผลกระทบนี้ จะกระจายไปทั่วซัพพลายเชน ทั้งผู้จัดหาเอง ก็จำเป็นต้องมีนวัตกรรม ความเร็ว และว่องไวมากขึ้น เพื่อจัดการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติก และกระบวนการผลิต เพราะบรรดาผู้จัดหาที่มีขนาดเล็กกว่า และมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมากกว่า ได้เริ่มออกมาท้าทายผู้จัดหารายเดิมๆ แล้ว หลังจากนี้ความเร็วในการพัฒนา การผลิต และการจัดหา จะกลายมาเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่นเดียวกับเรื่องความคล่องตัว อิทธิพลของแบรนด์จะไม่เป็นแบบเดิมๆอีกต่อไป ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง เนื่องจากผู้ขับขี่ในยุค มิลเลนเนียล และรุ่นต่อๆ มา เริ่มให้ความสนใจกับการเช่ารถระยะยาว และการแบ่งปันใช้รถร่วมกันมากขึ้น

ลูกค้าใหม่ยุคดิจิทัลเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความแตกต่าง

สำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่ จะเป็นตัวแปรที่สร้างความแตกต่าง แล้วพวกเขาเหล่านี้จะสามารถเข้าถึงข้อมูล เครือข่าย และบริการต่างๆ ได้หรือไม่ รถยนต์ของพวกเขาจะต้องมีความสามารถอย่างไร ย้อนกลับไปที่เรนจ์โรเวอร์ อีโวคอีกครั้ง รถรุ่นนี้มีอุปกรณ์มาตรฐานเป็นจอภาพระบบสัมผัสอินโฟเทนเมนต์ ขนาด 8 นิ้ว ติดตั้งอยู่ ซึ่งแอพสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งภายใน และระบบกระโปรงหลังแบบแฮนด์ฟรี เปิดทางให้เจ้าของรถยนต์ สามารถเปิด และปิดกระโปรงหลังได้โดยอัตโนมัติ เพียงแค่กวาดเท้าเข้าไปบริเวณข้างใต้ของกันชนหลัง

บริการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ รถยนต์รุ่นนี้ยังเน้นการขายที่กำลังขับเคลื่อน และน้ำหนัก โดยคาดว่า ระบบดิจิทัล และแอพระดับพรีเมียม จะกลายมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์

นอกจากนี้ ยังจะมีระบบไอทีจำนวนมาก ที่จะกลายมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถภายในปี 2561 ด้วย โดยในสหรัฐนั้น สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ (นิซซา) ระบุว่า จะมีการออกกฎหมาย กำหนดให้รถยนต์ทุกคันต้องมีกล้องหลังเพราะแต่ละปี สหรัฐจะมีผู้เสียชีวิตราว 200 คน และบาดเจ็บอีกราว 14,000 คน จากอุบัติที่เกิดขึ้นบริเวณด้านหลังรถยนต์ เมื่อผู้ขับขี่เกิดถอยหลังไปทับใครเข้า เพราะไม่ทันสังเกตเห็นพวกเขา

สำหรับผู้ผลิตแล้ว กล้องหลังกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ไปแล้ว โดยภายในปี 2560 ราว 80% ของรถยนต์ที่ผลิตออกมาทั้งหมด จะต้องมีกล้องหลังติดอยู่ 1 อัน ซึ่งทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งของรถยนต์รุ่นใหม่ที่ขายในสหรัฐฯ มีการติดตั้งกล้องหลังแล้ว

ขณะที่จุดกระจายสัญญาณไวไฟในรถยนต์ก็กำลังจะเป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ติดตั้งเช่นกัน โดยในปี 2560 ผู้ผลิตรถยนต์ 20% จะมีการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณแลนไร้สายไว้ในรถ ในยุโรป ออดี้ และบีเอ็มดับเบิลยู ต่างเป็นผู้นำในเรื่องนี้ ส่วนที่สหรัฐฯ ไครสเลอร์ ฟอร์ด และจีเอ็ม ต่างกำลังเดินหน้าในเรื่องการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต

เบาขึ้น เร็วขึ้น แรงขึ้น และปลอดภัยมากขึ้นนิยามใหม่ของรถยนต์รุ่นต่อไป

เมื่อพิจารณาจากหลายๆ ทางแล้ว เรามีรถยนต์รุ่นต่อไปมาอยู่กับเราแล้ว ความเข้าใจของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องที่ว่า รถยนต์คืออะไร เราจะทำอะไรในรถยนต์ได้บ้าง และเราจะเพิ่มกำลังให้กับรถยนต์ได้อย่างไร สำหรับผู้ผลิต และผู้จัดหาแล้ว เรื่องนี้หมายความถึงทิศทางใหม่ กระบวนการใหม่ ความสามารถใหม่ และกลยุทธ์ใหม่ๆ ยิ่งเร็วได้ยิ่งดี เพราะถนนข้างหน้ากำลังเพิ่มความเร็วขึ้น