Home / MANAGEMENT & STRATEGIES / LEADERSHIP / ฟูจิฟิล์ม สลัดภาพคนขายฟิล์ม สู่ Total Printing Solution

ฟูจิฟิล์ม สลัดภาพคนขายฟิล์ม สู่ Total Printing Solution

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมการถ่ายภาพ ในยุคแรกๆ สิ่งที่ทุกคนพูดถึงนอกจากกล้องถ่ายภาพ ส่วนสำคัญที่ไม่แพ้กันก็คือ ฟิล์ม และผู้นำตลาดฟิล์ม ที่ทุกคนต้องรู้จักเมื่อกว่า30ปี มีไม่กี่แบรนด์และหนึ่งในนั้นคือ ฟูจิฟิล์ม ที่เริ่มเข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2532 ก่อนจะเข้ามารุกตลาดกล้องอย่างเต็มตัวเมื่อตลาดฟิล์มเริ่มถึงทางตัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจฟิล์มค่อยๆหายไปเป็นเพราะนวัตกรรมการถ่ายภาพใหม่ๆ เทคโนโลยีกล้องใหม่ๆที่มีคุณภาพสูงเปลี่ยนจากการใช้กล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิตอล และเปลี่ยนจากการใช้ฟิล์มในการอัดภาพ เป็นใช้เมมโมรี่ในการบันทึกภาพแทน

 
สิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) ได้ฉายภาพธุรกิจถ่ายภาพในเมืองไทยเมื่อ 28 ปีก่อนว่า ถ้าลองเดินผ่านร้านถ่ายรูปสมัยเก่า ก็จะพบกับแพทเทิร์นเดิมๆคือร้านมืดๆ และโชว์รูปในกรอปหลุยขนาดใหญ่ๆ ซึ่งรูปแบบนี้เมื่อ28ปีที่แล้วมันเวิร์กแต่ไม่เวิรกสำหรับวันนี้ เพราะพฤติกรรมของเจนเนอเรชั่นมันเปลี่ยนไป

 
แต่ถึงอย่างไรก็ตามคนยังต้องการอัดภาพอยู่ ดังนั้นผู้ประกอบการร้านถ่ายภาพหรือร้านอัดภาพต่างๆต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแต่ผู้ประกอบการยังรักษารูปแบบเดิมๆ ผู้บริโภคย่อมแสวงหาสิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากกว่าและร้านแบบนี้ก็จะถูกปฏิเสธไปด้วย

 

16649456_1329053323828801_7239324460891287073_n

สลัดภาพคนขายฟิล์ม

และด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ ฟูจิฟิล์ม ที่ไล่ตามกระแสผู้บริโภคอยู่เสมอ ทั้งการออกผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพ รุ่นต่างๆสำหรับกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ และเมื่อเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน ทำให้ฟูจิต้องหันมาทบทวนทิศทางธุรกิจและการตลาดอีกครั้ง

 
“ลูกค้าฟูจิฟิล์มตอนนี้เป็นคนรุ่นใหม่เยอะมากตั้งแต่เราขาย กล้องFuji XA2 และกล้องFuji XA3 เราจึงคิดว่าอุตสาหกรรมรูปภาพไม่น่าตาย ดังนั้นลูกค้าหลักของเราตอนนี้คือคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญเราต้องการให้คนมองภาพของแบรนด์ฟูจิฟิล์มหลังจากนี้ เป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่ และเราไม่อยากให้คนจำภาพว่าฟูจิฟิล์มเป็นแค่คนขายฟิล์ม”

 
และแน่นอนว่าการจะสลัดภาพของคนขายฟิล์มที่ฝังอยู่ในภาพจำของคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งในส่วนนี้ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ผู้บริหารของฟูจิฟิล์มเองก็ยอมรับว่า “ คนยังมองภาพของฟูจิฟิล์ม คือคนขายฟิล์ม และบางส่วนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟูจิฟิล์มขายกล้องดิจิตอล ดังนั้นสำหรับคนรุ่นเก่าเราหนีจากภาพนี้ไม่ออก เขายังจำภาพนั้น แต่เราสามารถสร้างภาพจำใหม่ให้คนรุ่นใหม่ได้

 
ดังนั้นสิ่งที่เป็นเป้าหมายเราของคือ เมื่อคิดถึงกระบวนการถ่ายภาพตั้งแต่ Input software และ outputคนต้องต้องคิดถึงฟูจิฟิล์ม เรียกว่าเป็นSection foundation ก็ได้ foundationแรกของฟูจิฟิล์มคือ เนกาทีฟฟิล์ม ซึ่งมันจบไปแล้ว เราพยายามทำภาพลักษณ์ของเราให้หลุดจากคำว่าฟิล์มสี แต่เป็นภาพของการถ่ายภาพครบวงจร (Total Printing Solution ) และให้คุณภาพที่ดี นี่คือเป้าหมายของเราต่อจากนี้”

 
และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจการพิมพ์ภาพแบบครบวงจร (Total Printing Solution ) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัดได้ร่วมมือกับ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ “Wonder Photo Shop by Big Camera (วันเดอร์ โฟโต้ช็อป บาย บิ๊ก คาเมร่า)” แฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวบรวมบริการด้านการพิมพ์ภาพด้วยระบบที่ทันสมัย สำหรับเจาะตลาดผู้บริโภคดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ล้นหลาม

 
“เหตุผลที่ต้องมีบริการตรงนี้เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่เยอะ และอุตสาหกรรมอัดรูปในบ้านเราต้องเปลี่ยนแปลง การใช้บริการWonder Photo Shop ดีขึ้นๆทุกเดือน นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มรู้จักพฤติกรรมการอัดรูปในรูปแบบใหม่แล้ว

 

อย่างที่บอกว่าขบวนการถ่ายภาพมันเริ่มจากกล้องดิจิตอลก็จริงแต่ขบวนการมันสิ้นสุดที่การอัดภาพและผมเชื่อว่าคนไทยยังนิยมการอัดภาพ ”

 

เมื่อมองถึงข้อได้เปรียบคือWonder print Station คือเป็นเครื่องขนาดเล็กที่ตั้งได้ทุกที่ ซึ่งผู้บริหารฟูจิฟิล์มยืนยันว่า ทางฟูจิฟิล์มจะไม่เปิดร้านWonder Photo Shop เอง แต่จะเป็นไปในลักษณะของพาร์ทเนอร์กับร้านต่างๆ ซึ่งการบริการแบบนี้ไม่ได้ทำให้ธุรกิจรับอัดภาพเดิมตายไป เพราะลูกค้าสามารถตกแต่งภาพได้ก่อนอัดและราคาแพงกว่าร้านอัดภาพทั่วไปดังนั้นภาพที่ลูกค้าต้องการปริ๊นจะต้องเป็นภาพที่พิเศษจริงๆ

 

16508928_1329053223828811_6514952499764391899_n

เปิดเกมส์รุกตลาดTotal Printing Solution

และล่าสุด ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) ได้เปิดเกมส์รุกตลาดกล้องดิจิทัล อีกครั้งด้วยการเปิดศูนย์บริการ FUJIFILM Camera Pro Service ที่ถูกออกแบบในลักษณะของศูนย์บริการและโชว์รูมในรูปแบบ Total Printing Solution แบบครบวงจร ซึ่งเกิดจากแนวความคิดของ ไทสุเกะ ทารุมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ที่ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีกิจกรรมทำระหว่างรอศูนย์ซ่อม

 
โดยภายในศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ ได้จัดดิสเพลย์สินค้าต่างๆ โดยแบ่งเป็น โซนกล้องดิจิทัล ในตระกูล FUJIFLIMX-Series รุ่นต่างๆที่ผู้มาใช้บริการสามารถหยิบมาทดสอบประสิทธิภาพของกล้องได้ นอกจากนี้ยังมีโซน Wonder Photo shop ในรูปแบบ Printing Solution ครบทุกโซลูชั่น รวมไปถึง เครื่องพิมพ์ภาพที่ทันสมัย Wonder print Station ที่สามารถพิมพ์ภาพได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถสั่งพิมพ์ภาพได้จากกล้องดิจิทัลและสมาร์ทโฟน มุมของกล้อง Instax และฟิล์ม Instax พร้อมAccessory และDIY Corner

 
ซึ่ง FUJIFILM Camera Pro Service แห่งนี้จะบริการทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีช่องบริการ ช่องที่1-3 จะบริการกล้องทั่วไป และช่องพิเศษ4ที่จะให้บริการเฉพาะ โปรเฟสชั่นนอล เพราะกล้องชนิดนี้ต้องการการแนะนำอย่างใกล้ชิดและความรวดเร็ว

 

ซึ่งถ้ามองในเชิงการตลาดก็คือ ฟูจิต้องการรักษาฐานลูกค้าเก่า โดยสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าไม่ให้ย้ายไปค่ายอื่นซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธิ์ที่กลายเป็นจุดเด่นของฟูจิ แต่คำถามคือ ฟูจิจะต้องทำอย่างไรให้บริการหลังการขายนี้กลายมาเป็นกลยุทธิ์หลักของฟูจิอย่างแท้จริง ดังนั้นการสร้าง FUJIFILM Camera Pro Service ศูนย์บริการหลังการขายที่ปรับรูปแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้บริโภคแห่งนี้ขึ้นมาก็เพื่อตอบคำถามนี้

 

16473130_1329053137162153_8693764058787361610_n

บริการ Lans Rental สำหรับมือโปร

และนอกจากจะรุกตลาด Printing ครบวงจรแล้ว อีกหนึ่งบริการที่น่าจับตามองคือ บริการเช่าเลนส์ Lans Rental เพื่อรองรับการเติบโตของกล้องฟูจิฟิล์มในระดับไฮเอนด์ กับกล้องดิจิทัลและเลนส์ ในรุ่น Professional

 
ซึ่งปัจจุบันบริการเช่าเลนส์ในประเทศไทยมี โปรดักชั่นเฮาส์คอยให้บริการอยู่แล้ว แต่สำหรับแบรนด์ที่ลุกขึ้นมาให้บริการนี้ ฟูจิฟิล์มก็นับว่าเป็นเจ้าแรก แนวคิดการเปิดบริการเช่าเลนส์นี้ก็เพื่อรองรับการทำงานของช่างภาพ Professional ที่ต้องการใช้เลนส์บางประเภทที่มีราคาสูงสำหรับงานในระยะสั้นๆ

 
ซึ่งในส่วนของเงื่อนไขการให้บริการยังอยู่ในขั้นตอนของการตั้งเงื่อนไขซึ่งต้องรอข้อสรุปจากศูนย์บริการใหญ่ที่สิงคโปร์ โดยเบื้องต้นคาดว่าราคาจะสูงกว่าค่าเช่าจากโปรดักชั่นเฮาส์ แต่ไม่สูงเท่ายุโรปที่ราคาค่าเช่าตกวันละประมาณ 100 ยูโร ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในอีก1-2 เดือนข้างหน้า ในส่วนของการขยายศูนย์บริการในอนาคต ผู้บริหารฟูจิฟิล์มก็มองว่าอาจเป็นไปได้ในอนาคตที่จะเปิดศูนย์บริการเต็มรูปแบบ

 

 

ท้ายที่สุดแล้วฟูจิฟิล์มจะสามารถสลัดภาพจำของคนขายฟิล์ม มาเป็นTotal Printing Solution และกลายเป็นแบรนด์ในใจคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป