One Vision โรงพยาบาลวิภาวดี ฉลอง 40 ปี ก้าวสู่ ‘Fully Integrated Wellness’

The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนเมษายน 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก คุณพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด ถึงเส้นทางกว่า 40 ปี ที่พุ่งทะยานจากโรงพยาบาลรักษาโรค สู่ศูนย์กลางสุขภาพองค์รวมที่เข้าใจชีวิตคุณได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรงพยาบาลวิภาวดี เริ่มต้นด้วยความเชื่อง่าย ๆ ว่า การรักษาโรคที่ดี คือสิ่งสำคัญที่สุดที่โรงพยาบาลสามารถมอบให้กับผู้ป่วยได้ แต่วันนี้ พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด กำลังบอกโลกว่า ความเชื่อนั้นยังไม่เพียงพออีกต่อไป

ในยุคที่ Wellness Economy โลกมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์และกำลังพุ่งทะยานไม่หยุด โรงพยาบาลวิภาวดี ไม่ได้เลือกที่จะฉลอง 40 ปีด้วยการมองย้อนหลัง แต่เลือกประกาศวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลรักษาโรค สู่ศูนย์กลางสุขภาพองค์รวม “The Future of Healthcare and Fully Integrated Wellness” ที่ดูแลชีวิตคนไทยได้ ตั้งแต่ก่อนกำเนิดจนถึงบั้นปลายชีวิต

ด้วย 10 บริการที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ Fertiva ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก พัฒนาการเด็ก รวมถึงการ “Prevent” ที่มีศูนย์วัคซีนและเวชศาสตร์การเดินทางและ Sexology ซึ่งอยู่ในศูนย์ตรวจสุขภาพไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีคลินิกเฉพาะทาง “Treat” เช่นศูนย์หัวใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์กระดูกและข้อ ศูนย์สุขภาพสตรีและศูนย์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ เช่น ศูนย์มะเร็งวิทยา ไปจนถึง “Heal” ด้วยศูนย์จิตเวช (V Mind and Mood) ที่จะเปิดให้บริการต้นเดือนเมษายน 2569 นี้ ทั้งนี้ โรงพยาบาลวิภาวดี ไม่ได้แค่เพิ่มบริการ แต่กำลังสร้าง Customer Lifetime Value ที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัย รู้สึกว่า มีคนดูแลพวกเขาอย่างแท้จริงในทุกจังหวะของชีวิต

แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบ 40 ปีของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่คือการประกาศวิสัยทัศน์ของการเป็น Wellness Hub ของประเทศในยุคที่โลกกำลังตระหนักว่า สุขภาพที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นในห้องตรวจ แต่เริ่มต้นจากการมีพันธมิตรด้านสุขภาพที่เข้าใจชีวิตคุณได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่จิกซอว์ทุกตัวประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยสอดคล้องกับการประกาศรายงาน Future of Wellness 2026 โดย Global Wellness Summit เพื่อชี้ชัดว่า อุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลกมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติและเขียนกติกาใหม่ทั้งหมด

แน่นอนว่า การประกาศวิสัยทัศน์ “The Future of Healthcare and Fully Integrated Wellness” ของคุณพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด ทายาทรุ่น 2 ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างแรงกระเพื่อมในวงการแพทย์ไทย แต่มันสะท้อนภาพเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพนับร้อยทั่วโลกกำลังจับตา

สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป จึงไม่ใช่แค่การมองย้อนกลับไปว่า “วิภาวดีเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” แต่คือความท้าทายที่ว่า ท่ามกลางจังหวะที่ Wellness Economy โลกกำลังถูกรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบ 2 ทศวรรษ พวกเขาจะพลิกโอกาสทองทั้งหมดนี้ ให้กลายเป็นแต้มต่อทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเป็นรูปธรรมได้อย่างไรมากกว่า

ปฐมบท 40 ปีแห่งการเติบโต ที่เหนือกว่าคำว่าอยู่รอด

การจะทำความเข้าใจทิศทางอนาคตของโรงพยาบาลวิภาวดีได้อย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เพราะเส้นทางตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ไม่ได้เป็นเพียงการยืนหยัดเพื่ออยู่รอดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันดุเดือด แต่คือบทพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า องค์กรที่มีวิสัยทัศน์เฉียบคมและความกล้าที่จะลงทุนระยะยาว ย่อมสามารถสร้างมูลค่าที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนเกินกว่าตัวเลขในงบการเงินได้เสมอ

โรงพยาบาลวิภาวดี ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2529 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 20 ล้านบาท บนถนนงามวงศ์วาน ซึ่งในวันนั้นยังเป็นเพียงพื้นที่ชานเมืองที่แทบไม่มีใครมองเห็นศักยภาพด้านการแพทย์ ในยุคที่โรงพยาบาลเอกชนระดับแนวหน้าต่างกระจุกตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งการปักหมุดทำเลแห่งนี้อาจดูเหมือนความเสี่ยงที่น่าหวั่นเกรง ทว่าแท้จริงแล้ว กลับเป็นวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง ที่มองเห็นอนาคตการขยายตัวของเมืองใหญ่ก่อนใคร

การเลือกทำเลยุทธศาสตร์ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ถือเป็นการปักธงครั้งสำคัญ เพื่อรองรับชุมชนและประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับ B+ ขึ้นไป ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยสร้างภาพจำและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ทำให้ VIBHA สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน และได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่มือผู้บริหารเจเนอเรชันที่ 2

ในโลกของธุรกิจครอบครัว การส่งมอบไม้ต่อจากรุ่นผู้ก่อตั้งสู่รุ่นลูก มักนำไปสู่ผลลัพธ์สองทางที่ต่างกันสุดขั้ว นั่นคือ การรักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้อย่างระมัดระวังที่สุด หรือการพลิกโฉมองค์กรด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่ไร้กรอบความคิดเดิมมาจำกัด

สำหรับโรงพยาบาลวิภาวดี สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก เห็นได้ชัดเจนจากการทุ่มงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อเปิดตัว “โรงพยาบาลวิภาวดี 2” ตั้งอยู่ถนนพระราม 2 รวมถึงการเดินหน้าขยายการลงทุนใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

จนกระทั่งในปี 2569 วาระครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้ง คุณพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ก้าวออกมาประกาศวิสัยทัศน์ใหญ่ “The Future of Healthcare and Fully Integrated Wellness” เพื่อปักธงประกาศวิสัยทัศน์ว่า วิภาวดี มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดสุขภาพ Wellness โลก ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาที่สุดในการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้ คือ การผสานความแข็งแกร่งภายใน เข้ากับเทรนด์สุขภาพระดับโลกอย่าง Wellness หรือหากมองให้ไกลไปกว่านั้น คือ ศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Longevity) บวกกับวิสัยทัศน์ Fully Integrated Wellness ที่วิภาวดีประกาศออกมานั้น ไม่ใช่เพียงวาทกรรมสวยหรู ทว่ามีความหมายที่สอดรับและเชื่อมโยงกับแก่นแท้ของคำว่า Wellness และ Longevity อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะในยุคสมัยที่ผู้บริโภค ต้องการทั้งความแม่นยำล้ำสมัยของเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความอบอุ่นใส่ใจในการดูแลแบบมนุษย์ (Human Touch) และการที่ วิภาวดี สามารถออกแบบระบบนิเวศด้านสุขภาพ (Health Ecosystem) ที่โอบรับและผสมผสานทั้งสองมิตินี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ย่อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนกว่าโรงพยาบาลที่เลือกมุ่งเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

 

Longevity เทรนด์แห่งทศวรรษ และจุดยืนของ ‘วิภาวดี’ ในสมรภูมินี้

หากจะกล่าวถึงเมกะเทรนด์ที่รายงาน Global Wellness Summit (GWS) 2026 เน้นย้ำในทุกมิติของการวิเคราะห์ คงหนีไม่พ้นเรื่อง Longevity (การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ) ซึ่งในปี 2569 นี้กำลังขยายสเกลออกไปในทิศทางที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Longevity ได้กลายเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระบบนิเวศ Wellness โลก ซึ่งเราได้เห็นตั้งแต่คลินิกเฉพาะทางที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในทุกมหานคร ไปจนถึงโปรแกรมชะลอวัยสุดโต่งระดับ 1 ล้านดอลลาร์ของ Bryan Johnson

แต่ไฮไลต์สำคัญที่รายงาน Future of Wellness 2026 ชี้ชัดก็คือ นับจากนี้ Longevity จะก้าวพ้นขอบเขตของห้องแล็บและคลินิก เพื่อหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกมิติ

แนวคิดที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้คือ Longevity Residences ซึ่ง GWS ระบุว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัยกำลังขยายเข้าสู่ “บ้านและพื้นที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์มากที่สุด โดยเป็นการผสานการแพทย์เชิงป้องกัน ตลอดจนการวินิจฉัยขั้นสูง เทคโนโลยี AI-driven Health Tracking และการบำบัดฟื้นฟู (Therapeutic Interventions) เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนอย่างแนบเนียน

ทิศทางนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อ วิภาวดี ในฐานะโรงพยาบาลที่กำลังมุ่งสร้าง Fully Integrated Wellness Ecosystem เพราะมันสะท้อนว่า สมรภูมิอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคต จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในรั้วโรงพยาบาลอีกต่อไป

ยกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจลงทุนในศูนย์รักษาด้วยแกมมาไนฟ์ เป็นก้าวสำคัญในการวางหมากรุกสู่เซกเมนต์เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยเทคโนโลยีรังสีรักษามะเร็งและเนื้องอกในสมอง แบบไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งตอบโจทย์สังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นทางเลือกในการรักษาให้กลุ่มผู้บริโภค

และเมื่อมองภาพรวมของตลาด Longevity ในประเทศไทยและอาเซียน ที่ยังอยู่ในช่วงต้นของการก่อตัว นี่คือโอกาสทองที่โรงพยาบาลวิภาวดี จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน First Mover อย่างเต็มตัว จากการสร้างความน่าเชื่อถือและผลงาน (Success Rate) ให้เกิดขึ้นก่อน ย่อมสร้างความได้เปรียบในระยะยาว และในวาระก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 นี้ วิภาวดีก็กำลังวางหมากเพื่อแสดงความยั่งยืนในธุรกิจ Healthcare

 

Women’s Health Center และ Fertiva ศูนย์ผู้มีบุตรยาก กับการปรับตัวของโรงพยาบาลวิภาวดี

หนึ่งในบทสรุปที่ทรงพลังและตรงไปตรงมาที่สุดจากรายงาน Global Wellness Summit 2026 คือ การออกมายอมรับความจริงที่ว่า อุตสาหกรรม Longevity มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์นี้ จากเดิมถูกสร้างขึ้นบนรากฐานข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อ “ผู้ชาย” เป็นหลัก ทว่าบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดได้ชี้ชัดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้แนวคิด “Women Get Their Own Lane in Longevity” ซึ่งสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วที่การมีสุขภาพดีของผู้หญิง จะต้องมี “เลนวิ่งเป็นของตัวเอง” อย่างแท้จริง

นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายา รูปแบบการออกกำลังกาย โภชนาการ ไปจนถึงเกณฑ์ชี้วัดทางสุขภาพ ล้วนถูกออกแบบโดยอ้างอิงจากสรีระของผู้ชาย ทว่าในความเป็นจริง ร่างกาย ระบบฮอร์โมน และวัฏจักรชีวิตของผู้หญิงมีความซับซ้อนและต้องการแนวทางการดูแลที่เฉพาะเจาะจงต่างออกไป

ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการปฏิวัติวงการสุขภาพสตรีอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับสมดุลฮอร์โมน การรับมือกับวัยทอง การดูแลมวลกระดูก กล้ามเนื้อ สมอง และอารมณ์ ทั้งหมดนี้จะถูกยกระดับสู่การบำบัดที่ “เข้าใจผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง” ภายใต้ความเชื่อที่ว่า จุดเริ่มต้นของครอบครัวที่มีสุขภาพดี ย่อมต้องเริ่มจากรากฐานสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของผู้หญิง

เมื่อเชื่อมโยงภาพเมกะเทรนด์นี้ กลับมาที่โรงพยาบาลวิภาวดี แม้ภาพจำของคนภายนอกอาจมองว่าที่นี่คือสถานพยาบาลที่เน้นการรักษาโรคทั่วไปเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศูนย์สุขภาพสตรี” กลับเป็นพอร์ตโฟลิโออันดับ 1 ซึ่งเปรียบเสมือนขุมพลังลับที่คอยขับเคลื่อนรายได้และสร้างชื่อเสียงอันแข็งแกร่งให้กับโรงพยาบาลมาอย่างเงียบ ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

“วิภาวดี ไม่ได้เพิ่งเริ่มจับตลาดผู้หญิง แต่ผู้หญิง คือรากฐานความสำเร็จตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จากสถิติลูกค้ากว่า 60% ที่เป็นผู้หญิงวัย 35 ปีขึ้นไป เริ่มต้นจากการเป็นศูนย์กลางการทำคลอดของพนักงานองค์กรชั้นนำย่านวิภาวดี-รังสิต สู่การสร้างความผูกพันระยะยาว (Customer Lifetime Value) ที่เติบโตไปพร้อมกับวัยของคนไข้ วันนี้ ‘ศูนย์สุขภาพสตรี’ จึงไม่ใช่แค่แผนกหนึ่งในโรงพยาบาล แต่คือพอร์ตโฟลิโออันดับ 1 ที่พร้อมต่อยอดสู่เมกะเทรนด์ Fertiva หรือศูนย์ผู้มีบุตรยากอย่างเต็มตัว” คุณพิจิตต์ กล่าว พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ที่นี่ เรามีสถิติคนไข้มาคลอดบุตรเยอะมาก น่าจะเยอะที่สุดในบรรดาโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายทั้งหมด ปัจจัยสำคัญคือ ‘ความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของแพทย์’ ด้านสูตินรีเวชและการทำคลอด ทำให้ผู้หญิงที่กำลังวางแผนครอบครัวมีความเชื่อมั่นและตั้งใจเลือกมาฝากครรภ์ที่กับเรา

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลก็มีการทำตลาดแบบ Corporate กับบริษัทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงในย่าน โรงพยาบาล ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีพนักงานผู้หญิงจำนวนมาก พนักงานจึงเลือกใช้สวัสดิการกับเราในสถิติเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมถึงอีกหนึ่งเหตุผลสนับสนุนที่ทำให้คนมาใช้บริการมากขึ้น คือ เรื่องของทำเล (Location) ที่เดินทางสะดวก ทำให้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงสามารถเดินทางมาเยี่ยมไข้ได้ง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทางจิตวิทยาสำหรับครอบครัว

ดังนั้น เมื่อผู้หญิงกลุ่มนี้เริ่มต้นก้าวเข้ามาใช้บริการจากการ ‘คลอดบุตร’ ในวัยหนุ่มสาว พวกเขาเกิดความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในตัวแพทย์ เมื่อเวลาผ่านไป คนไข้กลุ่มเดิมนี้ก็มีอายุมากขึ้น (เข้าสู่ช่วง 35-40 ปีขึ้นไป) และยังคงกลับมารักษาโรคทั่วไปหรือใช้บริการด้านอื่น ๆ ที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฐานลูกค้ากลุ่มนี้กลายเป็น Main Target ที่แข็งแกร่งและอยู่กับโรงพยาบาลมาอย่างยาวนานครับ”

 

10 บริการที่ออกแบบมาพร้อมกลยุทธ์ที่สอดรับกับ Megatrend โลก

หากจะมีสิ่งใดที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลที่ “รักษาโรค” กับโรงพยาบาลที่ “ดูแลชีวิต” ได้อย่างชัดเจนที่สุด สิ่งนั้น คือ วิธีคิดในการออกแบบพอร์ตโฟลิโอของบริการให้ครอบคลุมทุกมิติ

ในวาระก้าวสู่ปีที่ 40 ของวิภาวดี สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ตัวบริการแต่ละรายการที่แยกจากกัน แต่คือตรรกะ (Logic) ซึ่งเบื้องหลังที่คุณพิจิตต์ ระบุว่า “เราเชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ” จากบริการทั้ง 10 ประการนี้ ไม่ใช่การขยายธุรกิจแบบสุ่ม ทว่าเป็นการวางหมากเพื่อโอบรับ “Life Journey” ของมนุษย์ ตั้งแต่ก่อนกำเนิดจนถึงบั้นปลายชีวิต ซึ่งนี่คือการคิดเชิงกลยุทธ์ผ่านเลนส์ Customer Lifetime Value ที่มีความลึกซึ้ง

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Life Journey คือ Fertiva (ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก) ตลาดนี้ใหญ่กว่าที่หลายคนตระหนัก โดยคาดว่า ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านบาท เติบโต 6.2% สอดรับกับตลาดโลกที่สูงถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ นำโดยบริการ IVF

เมื่อชีวิตก่อกำเนิด การดูแลจึงส่งไม้ต่อให้กับ Child Development (ศูนย์พัฒนาการเด็ก) ซึ่งเข้ามาตอบสนองความวิตกกังวลของพ่อแม่ยุค Millennial และ Gen Z ที่พร้อมลงทุนกับพัฒนาการของบุตรหลานมากกว่าทุกยุคสมัย พวกเขาค้นคว้าข้อมูลและพร้อมจ่ายเพื่อผู้เชี่ยวชาญที่สามารถประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ ทว่าความต้องการนี้ในตลาดยังไม่ถูกตอบสนองอย่างเพียงพอ วิภาวดีจึงใช้จังหวะนี้ก้าวเป็นหนึ่งใน First Mover ที่ได้เปรียบจากมาตรฐานการรักษา

ถัดมาคือ การสร้าง Touchpoint กับคนรุ่นใหม่ผ่าน Travel Medicine (เวชศาสตร์การเดินทาง) สำหรับนักเรียนที่เตรียมศึกษาต่อต่างประเทศ บริการที่ดูเฉพาะกลุ่มและเร่งด่วนนี้ ซ่อนนัยทางกลยุทธ์ที่ล้ำลึก เพราะนักเรียนนับหมื่นคนที่เดินเข้ามาขอเอกสารรับรองสุขภาพและฉีดวัคซีนในวันนี้ คือกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่จะกลับมาใช้บริการ Lifestyle Screening และ Vaccine Center ในระยะยาวของอีก 10-20 ปีข้างหน้า

สำหรับวัยผู้ใหญ่ Lifestyle Health Screening Center (ศูนย์ตรวจสุขภาพตามไลฟ์สไตล์) คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน Business Model จาก Reactive สู่ Preventive Healthcare ยุคนี้การตรวจแบบ One-size-fits-all ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับบุคคล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหาร นักกีฬา หรือผู้สูงวัย ย่อมสร้างมูลค่าต่อลูกค้า (Value) ได้สูงกว่ารูปแบบเดิม ๆ อย่างเทียบไม่ติด ควบคู่ไปกับ Vaccine Center (ศูนย์วัคซีน) บริการที่ดูเรียบง่ายแต่ซ่อนมูลค่าเชิงกลยุทธ์มหาศาล ในยุคหลังโควิดที่คนตื่นตัวเรื่องสุขภาพ วัคซีนทางเลือกที่มีมูลค่าสูง เช่น วัคซีน HPV, RSV สำหรับผู้สูงอายุ หรือ Meningococcal คือสิ่งที่กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงพร้อมจ่ายโดยไม่ลังเล การมีศูนย์วัคซีนที่แข็งแกร่งยังเป็นแหล่งสร้าง Recurring Revenue ที่สม่ำเสมอกว่าการรอให้คนไข้มาใช้บริการ

ส่วนบริการที่ถือว่ากล้าหาญและทลายกรอบเดิม ๆ มากที่สุด คือ Sexology (คลินิกให้คำปรึกษาด้านเพศสภาพ) ปัญหาสุขภาพทางเพศเป็นสิ่งที่สังคมไทยมักหลีกเลี่ยงและแก้ไขแบบผิด ๆ และการที่วิภาวดีดึงเรื่องนี้เข้ามาอยู่ใน Wellness Platform อย่างเป็นทางการ พร้อมบริการ Comprehensive Sexual Health Care สำหรับ LGBTQIA+ ครอบคลุมทั้งการตรวจโรค (STI) และการฮอร์โมนบำบัด ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สุขภาพทางเพศ คือส่วนสำคัญของสุขภาพองค์รวมที่ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐที่เริ่มจัดงบสนับสนุนด้านนี้แล้ว

เมื่อมีความผิดปกติทางร่างกาย Treat (คลินิกรักษาเฉพาะทาง) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) แห่งความเป็นเลิศทางคลินิกที่รับส่งต่อคนไข้จากศูนย์อื่น ๆ ไม่ว่าลูกค้าจะตรวจพบปัญหาจาก Lifestyle Screening หรือ Child Development พวกเขาสามารถรับการรักษาต่อได้ทันที โดยไม่ต้องออกไปหาโรงพยาบาลอื่น การเชื่อมโยงนี้คือสิ่งที่เปลี่ยน “ธุรกรรมครั้งเดียว” ให้กลายเป็น “ความสัมพันธ์ระยะยาว”

หรือแม้แต่บริการที่ทรงพลังในโลกยุคปัจจุบัน และนับเป็นหนึ่งในจิกซอว์สำคัญของวิภาวดี คือ Heal (ศูนย์จิตเวช) ซี่งเป็นการยกระดับการให้บริการจากเดิมเป็นแผนกหนึ่งในศูนย์อายุรกรรม ขยับมาเป็นศูนย์จิตเวช เนื่องจากกรมสุขภาพจิตรายงานว่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความเครียดสูงมาก แต่การเข้าถึงบริการยังมีค่าใช้จ่ายและตราบาปทางสังคม (Stigma) การที่วิภาวดีนำ Heal เข้ามาผสานรวมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอย่างเปิดเผย คือการทลายกำแพงนั้นลง และสอดรับกับเทรนด์ Neuro Wellness ที่ Global Wellness Summit ยกให้เป็นพรมแดนใหม่ของสุขภาพมนุษย์

สำหรับ Neurological Center หรือการดูแลแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยา การฟื้นฟูกายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัด โดยมีทั้งทีมอายุรกรรมประสาท (Neurology) และศัลยกรรมประสาท (Neurosurgery) กับคอนเซปต์ “การรักษายุคใหม่ ลดเสี่ยง ฟื้นตัวไว” ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ MRI และ CT Scan สมอง เพื่อสร้างภาพโครงสร้างสมองอย่างละเอียดและแม่นยำ หาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และ TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) คือ การใช้เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก เพื่อรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน รวมถึงโรคซึมเศร้าและไมเกรน

ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมของทั้ง 10 เสาหลัก เราจะเห็นความแม่นยำในการออกแบบอย่างแยบยล ตั้งแต่ Fertiva และ Child Development ดูแลจุดเริ่มต้นชีวิตครอบครัว, Travel Med และ Vaccine Center ดูแลความปลอดภัยในโลกกว้าง, Lifestyle Screening และ Sexology ดูแลคุณภาพชีวิตและอัตลักษณ์, Treat กับ Heal (V Mind and Mood) เข้ามาดูแลรักษาร่างกายและจิตใจในยามวิกฤต หรือแม้แต่บริการ Neurological Center และศูนย์กระดูกและข้อ ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง 10 บริการนี้ คือการวางโครงสร้าง Ecosystem ที่โอบอุ้มลูกค้าไว้ตลอดทุกช่วงชีวิต ซึ่งถือเป็น Business Model ที่ทรงประสิทธิภาพและสร้าง Customer Lifetime Value ได้สูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ

ความท้าทายที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา

แน่นอนว่า บทวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ต้องไม่หลีกเลี่ยงการพูดถึงความท้าทาย และสำหรับวิภาวดีในปี 2569 มีความท้าทายที่ผู้บริหารต้องจัดการอย่างจริงจัง หากต้องการให้วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่นี้กลายเป็นความจริง

ความท้าทายแรก คือ การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโรงพยาบาลเอกชนกลุ่ม B+ ซึ่งมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งหลายราย ทั้งในแง่ทรัพยากรทางการเงิน เครือข่ายแพทย์ และ Brand Recognition ที่สร้างมานานกว่า ซึ่งการที่วิภาวดีเลือกแข่งขันด้วยกลยุทธ์ Differentiation ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศแทนที่จะแข่งขันด้วยราคา หรือขนาดเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ต้องการการ Execute ที่สม่ำเสมอและมีคุณภาพสูงในระดับที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงในทุก Touchpoint ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่สะท้อนวิสัยทัศน์ Fully Integrated Wellness ในทุก Touchpoint ในหน่วยบริการ ในทีมแพทย์ และในระบบดิจิทัล

แน่นอนว่า วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้รับการสื่อสารและ Deliver อย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นแค่คำพูดสวยงามที่ไม่สร้างความแตกต่างในตลาด

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องการแข่งขัน เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเราทำดีที่สุดใน Way ของเรา คนไข้จะเป็นผู้เลือกเอง และสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่า เราโดดเด่นและแตกต่าง คือ เรามีบริการเฉพาะทางที่ครอบคลุม ครบถ้วน และมีจุดแข็งสำคัญคือ ‘ทีมแพทย์เฉพาะทางแบบ Full-Time’ จำนวนมากที่อยู่ดูแลคนไข้อย่างเต็มเวลา ซึ่งหาได้ยากในโรงพยาบาลอื่น และเมื่อนำมาบูรณาการร่วมกันในราคาที่สมเหตุสมผล นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนไข้ถึงเชื่อมั่นและเลือกเรา”

จากคำกล่าวของคุณพิจิตต์ เราพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า “ทุกบริการที่ทางโรงพยาบาลวิภาวดี ได้เพิ่มเติมเข้ามาใน Service ต่าง ๆ จากการวางกลยุทธ์ Fully Integrated Wellness ที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการสร้าง Ecosystem ให้ผู้ป่วยและลูกค้า สามารถได้รับการดูแลในทุกมิติของสุขภาพในที่เดียว

ในขณะที่เมื่อเทียบกับอายุขององค์กร หากเปรียบเทียบองค์กรคือ ทรัพย์สิน และการที่โรงพยาบาลวิภาวดีมีอายุ 40 ปีในปีนี้ ได้สะท้อนถึง การแปลงสินทรัพย์นี้ ให้เกิดเป็น Competitive Advantage ซึ่งต้องบอกว่า องค์กรนี้กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก ๆ จากยุคเริ่มต้น

แม้ความท้าทายในสมรภูมิโรงพยาบาลเอกชนกลุ่ม B+ จะดุเดือดและเต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายราย แต่เมื่อผสานการออกแบบ Ecosystem ที่ชาญฉลาดนี้ เข้ากับจุดแข็งที่ลอกเลียนแบบได้ยากอย่าง “ทีมแพทย์เฉพาะทางแบบ Full-Time” ต้องย้ำว่า วิภาวดี ก้าวข้ามการเป็นเพียงสถานพยาบาลสู่การเป็น One-stop Health Ecosystem ที่สร้างความผูกพันและ Customer Lifetime Value ในอุตสาหกรรม

และโจทย์สำคัญก้าวต่อไป คือ การลงมือปฏิบัติ (Execution) เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุก Touchpoint และแปรเปลี่ยน “สินทรัพย์ความน่าเชื่อถือตลอด 40 ปี” ให้กลายเป็น “แต้มต่อทางการแข่งขัน” ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ

จากจุดเริ่มต้นด้วยทุนเพียง 20 ล้านบาท สู่การเป็นองค์กรระดับ 24,000 ล้านบาท และด้วยวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของผู้บริหาร ได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า “โรงพยาบาลวิภาวดี” ในวัย 40 ปี เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะ ผลักดันในการกำหนดทิศทางสุขภาพองค์รวมในตลาด Healthcare ของประเทศไทยในทศวรรษต่อไป

 

เขียนและเรียบเรียง : สุรชัย บ่อจันทึก

ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/

Line Business+  : https://lin.ee/pbIHCuS

IG  : https://instagram.com/businessplus.th

Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829

#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business