“ข้าวคาร์บอนต่ำ” โอกาสพลิกเกม ในวิกฤตข้าวไทยส่งออกต่ำ

ข้าว สินค้าเกษตรที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักของการส่งออกไทย หลุดอันดับ 2 ของโลกให้กับเวียดนามอีกครั้ง และยังคงเผชิญกับขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ คาดว่าปริมาณส่งออกจะลดลงเหลือเพียง 7 ล้านตัน จาก 7.9 ล้านตันในปีก่อนหน้า และในกรณีที่สงครามอิหร่านยังคงไม่สงบลง ไทยอาจส่งออกข้าวได้เพียง 6.6 ล้านตันเท่านั้น

วันนี้ Business+ จะเล่าให้ฟังว่า เพราะอะไร ทำไมการส่งออกข้าวไทยไม่รุ่งเรืองอย่างในอดีต และข้าวคาร์บอนต่ำจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรในตลาด

ในด้านการผลิต ไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ปริมาณ” หรือ “คุณภาพ” ผลผลิตยังอยู่ในระดับสูงจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย น้ำเพียงพอ และการฟื้นตัวของพื้นที่เพาะปลูก

แต่สิ่งที่กดทับอุตสาหกรรมกลับเป็น “อุปทานส่วนเกิน” ในตลาดโลก และ “ต้นทุนการผลิต” ที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกหลักอย่างอินเดียและเวียดนามที่ทำราคาได้ดีกว่าไทย ขณะที่ความต้องการในประเทศนำเข้าชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาจึงรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ส่งผลให้ราคาข้าวไทยแพง ก็ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขัน

พูดง่าย ๆ คือ ข้าวไทยไม่ได้เป็นรองในด้านคุณภาพ แต่กำลังเสียเปรียบด้าน “ราคา”

และแม้ว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการจะช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศ แต่ขนาดตลาดภายในยังไม่ใหญ่พอที่จะชดเชยการหดตัวของการส่งออกได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันนี้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่อาจเปลี่ยนเกม

เมื่อหลายประเทศผู้นำเข้าและแบรนด์อาหารระดับโลก เริ่มกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขทางการค้า การปลูกข้าวซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่า 50.58% ในภาคเกษตรทั้งหมดของไทย จึงถูกจับตามองมากขึ้น

การลดคาร์บอนฟุตพรินต์สามารถทำได้ผ่านการปรับวิธีการผลิต เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การจัดการฟางข้าวด้วยการไถกลบหรือนำไปผลิตปุ๋ยหมัก การจัดการน้ำและเศษวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ในระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นการเพิ่มต้นทุน และทำให้เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและยกระดับมาตรฐานอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น แต่ในระยะยาว ข้าวคาร์บอนต่ำอาจเปิดทางสู่ตลาดใหม่ที่ยอมจ่ายในราคาพรีเมียม และสร้างรายได้เสริมผ่านคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ เวียดนามที่มีการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังจากรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) อาจมีข้อได้เปรียบกว่าไทย ในจุดที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ต่ำกว่า โดยเฉพาะการมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งอาจทำให้สามารถเจาะตลาดยุโรปได้ดีกว่าข้าวไทย

ดังนั้น ในวันที่ข้าวไทยแข่งขันด้านราคาได้ยากขึ้น การเปลี่ยนเกมไปสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ จึงไม่ใช่เพียงผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม แต่นี่คือทางออกที่จะทำให้ไทยรักษาส่วนแบ่งในตลาดข้าวโลกไว้ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกร, วิจัยกรุงศรี, สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว, กระทรวงพาณิชย์