EssilorLuxottica จะไม่ใช่แค่ผู้ผลิตแว่นตา อีกต่อไป

ในอดีตหากพูดถึง EssilorLuxottica ทุกคนจะบอกว่า บริษัทฯ นี้คือผู้จัดและจำหน่ายแว่นตาแบรนด์ดังอันดับ 1 ของโลก แต่ทุกคนเชื่อหรือไม่ว่า EssilorLuxottica กำลังวางบทบาทของตัวเองใหม่

EssilorLuxottica ได้ Reposition ตัวเองจาก “บริษัทแว่นตา” ไปสู่ “บริษัทเทคโนโลยีด้านสุขภาพดวงตา” ที่บังเอิญมีแว่นตาเป็นพาหนะในการส่งมอบคุณค่านั้น

ภาพที่ชัดที่สุดคือ 3 Layer ที่บริษัทกำลังสร้างพร้อมกัน โดย Layer แรก คือ Hardware ได้แก่ แว่นตา เลนส์ กรอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาตลอด

Layer ที่สองคือ Intelligence ได้แก่ AI, Smart Eyewear, MedTech, RetinAI ซึ่งทำให้แว่นตากลายเป็น Sensor ที่เก็บข้อมูลสุขภาพได้

และ Layer ที่สามคือ Distribution ได้แก่ เครือข่ายร้านค้า 18,000 แห่งทั่วโลก บวกกับแว่นท็อปเจริญ 2,000 สาขาในไทย ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการเมื่เร็ว ๆ นี้ จะเป็น Touchpoint ที่ส่งมอบทุกอย่างถึงมือผู้บริโภค

เมื่อทั้ง 3 Layer ทำงานร่วมกันครบ EssilorLuxottica จะกลายเป็น Platform ด้านสุขภาพดวงตาแบบครบวงจร ที่ไม่มีใครในโลกทำได้เหมือน เพราะไม่มีใครมีทั้ง Brand, Technology, Manufacturing และ Retail Network ในมือพร้อมกัน

ที่น่าสนใจคือ เมื่อต้นปีผู้เบริหาร EssilorLuxottica ประกาศวิชันใหม่ Next Frontier ที่ขยายนิยามของบริษัทฯ ออกไปไกลกว่าที่เคยเป็น ด้วยการเปิดตัว Ray-Ban Meta Skyler แว่นตาที่ผสาน AI เข้าไปในกรอบ พร้อม Ray-Ban Polarized Ultra เทคโนโลยีเลนส์ใหม่จาก Innovation Lab

ในขณะที่แบรนด์ Oakley Meta HSTN นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาผนวกกับดีไซน์สปอร์ต และแบรนด์ Nuance Audio เปิดตัวสีใหม่ Deep Blue ซึ่งเป็นแว่นตาที่ออกแบบมาเพื่อผู้บกพร่องทางการได้ยิน

ทั้งหมดคือสัญญาณที่ชี้ว่า EssilorLuxottica กำลังนิยามตัวเองในพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตแว่นตา” อีกต่อไป

เพราะหากมองเส้นทางธุรกิจใหม่ EssilorLuxottica ประเมินว่า เส้นทาง Smart Eyewear ที่ทำร่วมกับ Meta กำลังถูกขยายกำลังการผลิตสู่ระดับ 10 ล้านชิ้นต่อปีภายในสิ้นปี 2026

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาด Connected Eyewear จะเติบโตในอัตรา 25-30% ต่อปีจนถึงปี 2030 โดยยอดส่งมอบทั่วโลกจะเพิ่มจาก 2.7 ล้านชิ้นในปี 2024 ไปสู่เกือบ 19 ล้านชิ้นในปี 2029

ภาพที่เกิดขึ้นจึงชัดเจนมาก บริษัทที่โลกเคยรู้จักในฐานะผู้ผลิต Ray-Ban และ Oakley กำลังเปลี่ยนโฉมตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ที่บังเอิญผลิตแว่นตา

หากงานประกาศวิชันใหม่ Next Frontier คืองานระดับโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์นั้นออกมาเป็นการกระทำที่จับต้องได้

EssilorLuxottica และแว่นท็อปเจริญ ประกาศปิดดีลการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดย Francesco Milleri และ Paul du Saillant รองซีอีโอ ระบุว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดของเอเชีย เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสายตา และผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Wearable Category ที่กำลังเติบโตทั่วทั้งภูมิภาค

เพื่อเข้าใจว่าดีลนี้มีความหมายแค่ไหน ต้องเข้าใจก่อนว่า แว่นท็อปเจริญมีส่วนสำคัญอย่างไร

แว่นท็อปเจริญ หรือบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) คือเชนร้านแว่นตาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยก่อตั้งขึ้นในปี 2490 เริ่มจากสาขาแรกในจังหวัดสระบุรี ดำเนินธุรกิจภายใต้หลายแบรนด์ ทั้ง Top Charoen, Luxoptic, Eye Class, Eye Bright, Eye Sport, Big C Optical, Robinson Optical และ Beautiful Optic รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยในปี 2024 มีรายได้ 5,949 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 402 ล้านบาท

ความแข็งแกร่งของแว่นท็อปเจริญคือ เครือข่ายที่ลึกเข้าไปในทุกชุมชน ทุกอำเภอ ทุกระดับรายได้ โดยสิ่งที่ EssilorLuxottica ซื้อมาในดีลนี้ ไม่ใช่แค่สาขาหรือแบรนด์ แต่คือช่องทางในการส่งมอบอนาคตของตัวเองให้ถึงมือผู้บริโภคชาวไทยโดยตรง

ซีอีโอของ EssilorLuxottica ระบุว่า ดีลนี้จะช่วยเร่งพัฒนากลุ่มสินค้า Wearable ในภูมิภาค เนื่องจากผลิตภัณฑ์แว่นตาอัจฉริยะกำลังได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะ Ray-Ban Meta และ Oakley Meta Vanguard รวมถึง Nuance Audio แว่นตาอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้บกพร่องทางการได้ยินมองเห็นคำพูดได้

ลองนึกภาพนี้ สมัยที่ Starbucks ขยายสาขาทั่วโลก พวกเขาไม่ได้สร้างทุกสาขาจากศูนย์ แต่เลือกพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่านอยู่แล้ว

หมายความว่า EssilorLuxottica ทำสิ่งเดียวกัน แต่แทนที่จะเป็น Coffee Shop พวกเขาเลือก Optical Retail Network ที่มีคนเดินเข้าออกทุกวัน และมีความไว้วางใจสะสมมากว่า 79 ปี

เรื่องราวธุรกิจของ EssilorLuxottica ยังไม่ใช่ท้ายสุดที่จะพูดถึงในไทยปีนี้

ล่าสุด EssilorLuxottica ประกาศเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ ย่านลาดกระบัง บนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับฐานการผลิตหลักของกลุ่มบริษัท โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านวัสดุเลนส์สายตาและเทคโนโลยีการผลิต ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยวัสดุขั้นสูงไปจนถึงการพัฒนากระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และช่างเทคนิค

การตัดสินใจตั้งศูนย์ R&D ไว้ที่ลาดกระบัง ใกล้กับฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วสะท้อนปรัชญาที่ Davide Schinetti COO ของบริษัทอธิบายไว้ชัดเจนว่า “ศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่นี้ จะช่วยยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างงานวิจัยและการผลิต ทำให้สามารถนำงานวิจัยไปต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้รวดเร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค”

ในโลกของการวิจัยและพัฒนา ระยะทางระหว่างห้องแล็บกับสายการผลิตมีความสำคัญมากกว่าที่คิด บริษัทเทคโนโลยีและยาหลายแห่งที่ประสบความล้มเหลวในการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด ไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ แต่เพราะ “ช่องว่าง” ระหว่างการค้นพบในห้องแล็บกับความสามารถในการผลิตจริงนั้นกว้างเกินไป

การที่ EssilorLuxottica วางศูนย์ R&D ไว้ติดกับโรงงาน หมายความว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรสามารถทดสอบสูตรเลนส์ใหม่ในกระบวนการผลิตจริงได้ทันที ปรับแก้ได้รวดเร็ว และย่นเวลาในการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาดลงอย่างมีนัยสำคัญ

และนี่คือจุดที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ศูนย์ R&D ที่ลาดกระบังผลิตนวัตกรรม โรงงานในระยองผลิตและส่งออกไปทั่วโลก และสาขากว่า 2,000 แห่งของแว่นท็อปเจริญนำนวัตกรรมนั้นไปส่งถึงมือผู้บริโภคชาวไทยโดยตรง วงจรนี้สมบูรณ์ในตัวเองอย่างที่น้อยบริษัทในอุตสาหกรรมนี้จะทำได้

อ่านให้ออกว่า EssilorLuxottica กำลังสร้างอะไร

เมื่อวางทุกชิ้นส่วนเรียงกัน ภาพที่ปรากฏออกมา ไม่ใช่แค่บริษัทที่กำลังขยายธุรกิจ แต่คือบริษัทที่กำลัง Reposition ตัวเองออกจาก Category เดิมสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า

ผู้บริหาร EssilorLuxottica ระบุชัดว่า เป้าหมายคือการเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูลด้านสุขภาพชั้นนำของโลก ผ่านเครือข่าย Smart Eyewear ที่มีเซนเซอร์และกล้องเพื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล” เพราะดวงตาคือแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพที่มีคุณค่ามหาศาล ทั้งสัญญาณหลอดเลือด ระบบประสาท และโรคต่างๆ ที่สามารถตรวจพบได้ผ่านจอประสาทตา

นั่นหมายความว่า แว่นตาที่คุณสวมอยู่ในอนาคต ไม่ใช่แค่อุปกรณ์แก้สายตา แต่คือเซนเซอร์ด้านสุขภาพที่ติดอยู่บนใบหน้าของคุณตลอด 16 ชั่วโมงต่อวัน สามารถตรวจจับสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ โรค Parkinson หรือแม้แต่ภาวะซึมเศร้าได้ ก่อนที่ตัวคุณเองจะรู้สึกตัว

สำหรับประเทศไทย EssilorLuxottica ให้ความสำคัญของ Movement ครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่หลายคนอาจคาดคิด

เพราะไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในสามขาที่ค้ำยันยุทธศาสตร์เอเชียของบริษัทนี้พร้อมกัน ทั้งในฐานะ “โรงงานระดับโลก” ที่ระยองซึ่งส่งออกแว่นตาไปทั่วโลก 50,000 คู่ต่อวัน

ในฐานะ “ห้องแล็บนวัตกรรม” ที่ลาดกระบังซึ่งพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีเลนส์ใหม่ และในฐานะ “ตลาดทดสอบและกระจายสินค้า” ผ่านสาขา 2,000 แห่งของแว่นท็อปเจริญที่เข้าถึงทุกระดับสังคม

ที่สำคัญคือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่กระแสแฟชั่น แต่คือ Structural Shift ที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมหลายวงการพร้อมกัน ทั้งอุตสาหกรรมแว่นตา สาธารณสุข เทคโนโลยีสวมใส่ และค้าปลีก

หมายความว่า เร็ว ๆ นี้ ทุกคนอาจจะได้เห็นการ Scale ของ Ray-Ban Meta และผลิตภัณฑ์ Smart Eyewear รุ่นต่อไป ที่จะเข้ามาวางจำหน่ายผ่านช่องทางของแว่นท็อปเจริญ ซึ่งจะเปลี่ยนประสบการณ์ในร้านแว่นจากการทดสอบสายตาธรรมดา ไปสู่การสัมผัสเทคโนโลยีที่ก่อนหน้านี้เข้าถึงได้เฉพาะในร้านค้า Premium ในเมืองใหญ่เท่านั้น

และในระยะยาว คำถามที่จะเปลี่ยนวงการ คือ เมื่อแว่นตาสามารถเก็บข้อมูลสุขภาพได้ บทบาทของ Optical Retail จะไม่ใช่แค่ร้านขายแว่นอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นด่านหน้าของระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ซึ่ง EssilorLuxottica กำลังสร้าง Infrastructure ทั้งหมดนั้นไว้ในไทยแล้ว