10 วิธีลดคาร์บอน-ต้นทุนพลังงานที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ธุรกิจขนาดเล็กแค่ไหนก็ทำได้!

หนึ่งในวิธีการทำ Cost Management และเพิ่ม Productivity ให้กับองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และใช้เงินลงทุนระดับต่ำ-กลาง นั่นคือการลดใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนั่นคือการทำ ESG ที่ไม่ใช่แค่ทำเพื่อการสร้างภาพแต่คือการลดต้นทุนที่ยั่งยืน

โดยที่ผ่านมาหลายๆ คนมองว่า ESG คือค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่จริงๆแล้วจากการศึกษาบริษัททั่วโลกของ McKinsey พบว่าบริษัทที่ปฏิบัติตามหลัก ESG อย่างจริงจัง ลดต้นทุนการดำเนินงานได้มากกว่า สร้างรายได้เติบโตต่อเนื่องกว่า

ทั้งนี้เราจึงได้รวบรวม 10 วิธีการลดต้นทุนพลังงาน และลดคาร์บอนฯ ที่สุดท้ายแล้วจะนำมาสู่การลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งองค์กร

วิธีที่ 1 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในองค์กร มีวิธีการทำดังนี้

– ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียล

– ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน

– ถอดปลั๊ก และปิดสวิตซ์นอกเวลางาน

– ใช้แสงธรรมชาติในเวลากลางวันให้มากที่สุด

โดยเทคนิคนี้จะเห็นผลทันทีที่เริ่มทำ ไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มและเหมาะสำหรับธุรกิจทุกประเภท

ที่มา : Sustainable Facilities Tool

 

วิธีที่ 2 การลดหรือวางแผนการเดินทางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการต่อไปนี้

– จัดการประชุมออนไลน์ แทนการเดินทาง

– สนับสนุนพนักงานให้เดินทางร่วมกัน (Carpool) หรือใช้ขนส่งสาธารณะ

– วางแผนเส้นทางขนส่งให้เหมาะสม สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้รถยนส่ง

– กำหนดวันทำงานแบบ Remote ทั้ง Work from home หรือ Work from anywhere

โดยเทคนิคนี้ใช้ต้นทุนต่ำ มีระยะเวลาเห็นผล 1-3 เดือน เหมาะสำหรับทุกประเภทธุรกิจ

ที่มา : smeclimatehub.org

 

วิธีที่ 3 ปรับปรุงการจัดการขยะและวัสดุเหลือใช้ภายในออฟฟิศ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

– กระตุ้นให้พนักงานใช้เอกสารดิจิทัล

– จัดให้มีถังแยกขยะรีไซเคิลในออฟฟิศอย่างชัดเจน

– รณรงค์ให้พนักงานใช้แก้ว หรือขวดน้ำส่วนตัวลดการใช้ครั้งเดียวทิ้ง

– ตั้งเป้า ‘Paperless Office’ ลดการพิมพ์เอกสาร

โดยเทคนิคนี้ช่วยให้รีไซเคิลกระดาษสำนักงาน 1 ตัน ช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ 4.3 ตัน เมื่อเทียบกับการผลิตกระดาษใหม่

ที่มา : Stopwaste.org

 

วิธีที่ 4 ปรับปรุงบรรจุภัณ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสามารถทำได้ 4 วิธี

– ปรับมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษหรือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ เป็นต้น

– ลดวัสดุส่วนเกินของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นลง เช่น ลดการห่อซ้อนหลายชั้น

– ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้ซ้ำได้

– ร่วมมือกับลูกค้าในการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์

โดยวิธีนี้ใช้ต้นทุนประมาณ 5,000-50,000 บาท ใช้เวลา 3-6 เดือนจะเห็นผล และเหมาะสำหรับธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีก E-Commerce

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้สามารถลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ได้ และยังสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ยั่งยืน เหมาะกับเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ที่มา : Stopwaste.org

 

วิธีที่ 5 ติดตั้งอุปกรณ์ปรหยัดน้ำมันในองค์กร

– เปลี่ยนสุขภัณฑ์รุ่นเก่าเป็นรุ่นที่ได้มาตรฐานการประหยัดน้ำ
– หมั่นดูแลตรวจหาจุดที่น้ำรั่วซึมในองค์กรและซ่อมบำรุงเป็นระยะ
– ติดตั้งหัวก๊อกน้ำและฝักบัวแบบลดปริมาณน้ำไหล (Low-flow)
– รณรงค์ให้พนักงานดูแลเรื่องการใช้น้ำ ปิดน้ำให้สนิทหลังใช้งาน

โดยเทคนิคนี้ใช้ต้นทุนประมาณ 5,000-30,000 บาท ระยะเวลาเห็นผล 6 เดือนถึง 1 ปี เหมาะสำหรับออฟฟิศ สำนักงาน และธุรกิจบริการ

ที่มา : epa.gov

วิธีที่ 6 ปรับเปลี่ยนระบบแสงสว่างที่ใช้งานในองค์กร ด้วย 4 วิธีนี้

– เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทั้งหมด
– ปรับพฤติกรรมให้ใช้งานแสงธรรมชาติในเวลากลางวันด้วยการเปิดผ้าม่านรับแสงในออฟฟิศ
– ตัดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวในบางพื้นที่ ใช้สีโทนอ่อนหรือสีขาวสำหรับผนังเพื่อสะท้อนแสง

เทคนิคนี้ใช้เงินลงทุนราว 10,000-50,000 บาท โดยมีระยะเวลาเห็นผลประมาณ 1-2 ปี เหมาะสำหรับทุกธุรกิจ

โดยผลลัพธ์ของของเทคนิคนี้ลดการปล่อย C02 ได้มากกว่า 50% ต่อปีแค่เปลี่ยนหลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอด LED 16W (วัดจากการเปิดใช้งาน 8 ชม. ต่อวัน ตลอดปี)

วิธีที่ 7 สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน โดยปลูกฝั่งสิ่งเหล่านี้

– กำหนดให้พนักงานมีเป้าหมายลดคาร์บอนร่วมกับองค์กร แค่ปิดไฟ ลดการปริ้นท์เอกสาร เลือกวิธีเดินทางให้เหมาะ
– เพิ่มแรงจูงใจด้วยการร่วมเสนอไอเดีย หรือมาตรการประหยัดพลังงานง่ายๆด้วยตนเอง
– จัดอบรมและสร้างความตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงาน
– ตั้งระบบรางวัลสำหรับพนักงานที่มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เทคนิคนี้ใช้เงินลงทุนเพียง 1,000-10,000 บาท แต่เห็นผลเร็วภายใน 1-3 เดือน สะท้อนว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของบุคลากรเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่มา : US EPA

วิธีที่ 8 เลือกคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยวิธีการดังนี้

– มองหาคู่ค้าที่มีใบรับรองทางด้านสิ่งแวดล้อมเช่น ISO 14001 หรือมีการตั้งเป้ามาย Net Zero อย่างชัดเจน
– แจ้งคู่ค้าให้ดำเนินการ ลดปริมาณการปล่อย GHGs โดยอาจตั้งคำถามกับคู่ค้าเพิ่มเติม เช่น ได้วัดและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Scope 1,2,3) ขององค์กรหรือยัง , ได้ใช้มาตรฐานการรายงานข้อมูล GHG อะไร และมีการสอบทานข้อมูลหรือไม่ , มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutral หรือไม่

โดยวิธีนี้แทบไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ทำให้สามารถลดคาร์บอนใน Scope 3 ที่มักจะเป็นสัดส่วนสูงสุด และสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ยั่งยืนได้ สามารถเห็นผลภายใน 6-12 เดือน

 

วิธีที่ 9 เปลี่ยนระบบ Server ในองค์กรไปเป็นระบบ Cloud ด้วย 4 วิธีดังนี้
– ประเมินความต้องการ IT ขององค์กร
– เลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่มุ่งสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100%
– วางแผนการย้ายข้อมูลและระบบอย่างเป็นขั้นตอน
– อบรมพนักงานให้ใช้งานระบบใหม่

โดยวิธีนี้ใช้งบประมาณในระดับกลาง-สูง เหมาะกับธุรกิจที่ใช้ IT เป็นหลัก เช่น ออฟฟิศ สักนักงานขนาดกลาง-ใหญ่ แต่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากการประมวลผลลงจำนวนมากเมื่อเทียบกับการตั้ง Server ในองค์กร

วิธีที่ 10 ปรับพื้นที่ออฟฟิศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย 4 วิธี
– การทาสีผนังและเพดานด้วยสีโทนอ่อนหรือสีขาวเพื่อสะท้อนแสงธรรมชาติ
– เพิ่มต้นไม้เข้ามาเป็นพื้นที่สีเขียวในออฟฟิศ ช่วยทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองอากาศธรรมชาติ
– จัดพื้นที่ให้รับแรงธรรมชาติได้มากที่สุด
– ใช้วัสดุตกแต่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ซึ่งวิธีสุดท้ายนี้ใช้งบประมาณ 20,000-100,000 บาท แต่เห็นผลทันทีหลังปรับปรุงเพราะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างลง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้เป็นอย่างดี

ที่มา : setsustainability ,  US EPA , epa.gov , smeclimatehub.org Stopwaste.org , Sustainable Facilities Tool