ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน หนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาดิสรัป คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมประกันภัย อย่างการมาถึงของเทคโนโลยี AI หรือกระแส InsurTech ที่กำลังเปลี่ยนสมการแข่งขันในตลาดทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ วิสัยทัศน์ของผู้นำจึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า องค์กรใดจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
สำหรับทิพยประกันภัย แม้จะครองความเป็นผู้นำในธุรกิจประกันวินาศภัย ประเภท Non-Motor ของประเทศไทย แต่การเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการปลอดพ้นจากความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งล้วนส่งผลให้ความเสี่ยงในชีวิตประจำวันมีความซับซ้อนมากกว่าที่เคย
ภายใต้บริบทดังกล่าว ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ประเภท “อุตสาหกรรมประกันวินาศภัย” มาครองเป็นปีที่ 4 มองว่า ความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว ไม่ได้สะท้อนผ่านผลประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
ด้วยวิสัยทัศน์ One Team One Destination ดร.สมพร ให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน พันธมิตร คู่ค้า หรือผู้ถือหุ้น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การเป็นผู้นำธุรกิจประกันวินาศภัยที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรคือการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
ดร.สมพร อธิบายว่า “ในอดีตทิพยประกันภัยให้ความสำคัญกับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้ารายบุคคล แต่เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น บริษัทจึงสามารถขยายการเข้าถึงลูกค้าปัจเจกบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดใหม่
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดร.สมพร ยังให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะปัจจัยสำคัญที่สุดของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะในยุคที่องค์กรต่างสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้เคียงกัน ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ศักยภาพของบุคลากร ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาและยกระดับทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านการ Re-Skill และ Up-Skill พนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ดร.สมพรยังผลักดันให้ “ความจริง 3 ประการ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ประกอบด้วย
- คิดจริง คือ การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน ก่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจตั้งอยู่บนความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
- ทำจริง คือ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับบทเรียนจากความล้มเหลว เพราะทุกประสบการณ์สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
- จริงใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจประกันภัย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) ความไว้วางใจระหว่างบริษัทและลูกค้าจึงเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ และการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
แนวคิดเรื่อง “ความจริงใจ” ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งโจทย์สำคัญขององค์กร แม้ทิพยประกันภัยจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม แต่สำหรับผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ความสัมพันธ์กับบริษัทมักเกิดขึ้นผ่านตัวแทนประกันภัยเป็นหลัก ทำให้การสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์โดยตรงยังเป็นภารกิจสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพบุคลากร การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้า ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวคิด Worry Free Solution ซึ่ง ดร.สมพร ใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนองค์กร โดยมองว่า บทบาทของธุรกิจประกันภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการชดเชยความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ต้องสามารถสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงรูปแบบใด ทิพยประกันภัยพร้อมอยู่เคียงข้างและให้การดูแลเสมอ
The Business Plus บิสิเนสพลัส
