Home / Lifestyle / CX-5 เบนซิน “ความคุ้มค่า…ที่ลงตัว”

CX-5 เบนซิน “ความคุ้มค่า…ที่ลงตัว”

เมื่อมองไปที่อารมณ์ร่วมของการขับขี่ เกียร์ชุดใหม่ของครอสโอเวอร์คันนี้ ผมว่าเป็นอะไรที่ Perfect สามารถเปลี่ยนสลับได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล ทำให้การขับขี่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดคันหนึ่งในตลาดตอนนี้ ราคาที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์ดีเซล แต่ประสิทธิภาพไม่ได้เป็นรองแม้แต่น้อย แล้วคุณจะเลือกรุ่นไหน เบนซินหรือดีเซล?

อาจเป็นปัญหา “แน่นอก” อยู่ไม่น้อยสำหรับคนที่ช่างเลือกว่า ระหว่างเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลในมาสด้า CX-5 แบบไหนจะคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป

เมื่อต้องเปรียบเทียบกับเงินระหว่าง 1.2 ล้านบาทในรุ่น C และจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อยคือ 1.3 ล้านบาทคุณจะได้ครอบครองมาสด้า CX-5 รุ่น S กับขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เบนซินเท่ากัน แต่ต่างกันตรงที่ออปชันบางอย่างเท่านั้น

แต่หากขยับขึ้นมาอีกนิดในรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร (รุ่น S) คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีก 200,000 บาท คุณถึงจะได้ครอบครองมัน หรือหากกระโดดมองไปที่เครื่องยนต์ดีเซล แน่นอนคุณจะได้ครอบครองครอสโอเวอร์ในเวอร์ชันเต็มที่ให้การตอบสนองดีเยี่ยม เหมือนอย่างที่ผมเขียนสรุปในฉบับที่แล้ว แต่คุณก็ต้องจ่ายเงินสูงสุดที่ 1.67 ล้านบาท ซึ่งราคานี้หากเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ถือว่าคุ้มค่ากว่ากันมาก

IMG_5990

ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน สกายแอคทีฟ-จี (Skyactive-G) ทั้งเวอร์ชัน 2.0S และ 2.5S นอกเหนือออปชันภายในที่แตกต่างกัน ความแรงของเครื่องยนต์ก็แตกต่างกันด้วย

อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี 192 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที และแรงบิด 26 กก.-ม. ที่ 3,250 รอบต่อนาที กับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป ตอบสนองดีตั้งแต่รอบต่ำจรดรอบสูง ถ้าเป็นคนที่ชอบขับรถเร็วไม่น่าผิดหวังถ้าเลือกรุ่น 2.5S

IMG_5186
ขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 21.3 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที กับน้ำหนักรถยนต์ที่ 1,459 กิโลกรัม ผมค่อนข้างประทับใจรุ่นนี้มากกว่า นั่นเพราะว่า นอกเหนือเงินในกระเป๋าที่จ่ายน้อยลง

การใช้งานจริงบนเป้าหมายหลากหลายแบบครอสโอเวอร์ที่ได้มา กับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง จุดนี้รุ่น 2.0 ลิตร ให้ผลลัพธ์ที่ดีนั่นเอง

รุ่น 2.0 ลิตร บนระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร มันสามารถประหยัดน้ำมันที่ 16.4 กิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งลิตร ขณะที่รุ่น 2.5 ลิตร ที่มีน้ำหนักตัวมากมากกว่า แน่นอนอัตราบริโภคน้ำมันจึงมากกว่า ผลจึงออกมาที่ 15.2 กิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งลิตร ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์หลักของบททดสอบนี้มากกว่า

สำหรับส่วนอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปอย่าง Handing หรือ Filling ผมว่าทั้งสองรุ่นแทบไม่แตกต่างกัน เพราะมันทั้งคู่ถูกสร้างขึ้นมาบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

การควบคุมพวงมาลัยทั้งสองรุ่น อาจจะเบากว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่ความแม่นยำที่ควบคุมด้วยสมองกลผ่านทุกๆ ฟังก์ชันของเทคโนโลยี Skyactiveทำให้การตอบสนองของระบบส่งกำลัง SKYACTIV-DRIVE ยังคงให้ความรวดเร็ว และมีความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ ทั้งการคิ๊กดาวน์เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ และการเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นที่รอบสูง

ระบบกันสะเทือนแม้จะใช้รูปแบบเดียวกันในทุกรุ่นย่อย แต่การปรับเซตสปริง และช๊อคแอ็บซอร์เบอร์ก็แตกต่างกันทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวรถ จึงไม่มีรุ่นย่อยใดที่เซตช่วงล่างเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ความรู้สึกในการขับยังคงหนึบแน่นเช่นเดียวกับรุ่นดีเซล

คุณสามารถพลิ้วไหวทั้งในรูปแบบออนโรด หรือออฟโรด (ได้บ้าง) ซึ่งยางขนาด 17 นิ้วในรุ่น 2.0 ลิตร อาจจะเสียเปรียบหน่อยเมื่อเทียบกับยางขนาด 19 นิ้วในรุ่น 2.5 ลิตร (รวมถึงความเท่ห์) แต่รวมๆ แล้วการดูดซับแรงสั่นสะเทือนยังทำได้ดี แม้บางช่วงผมต้องขับผ่านทางลูกรังขรุขระก็ยังคงให้ความนุ่มนวล แต่ก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการชะลอความเร็วหรือหลบเลี่ยงหลุมบ่อบ้าง เพื่อรักษารถยนต์ของคุณนั่นเอง

และเมื่อมองไปที่อารมณ์ร่วมของการขับขี่ เกียร์ชุดใหม่ของครอสโอเวอร์คันนี้ ผมว่าเป็นอะไรที่ Perfect สามารถเปลี่ยนสลับได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล ทำให้การขับขี่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดคันหนึ่งในตลาดตอนนี้

หากจะมองพิจารณาถึงรูปลักษณ์ภายนอกมาสด้า CX-5อย่างที่รู้กันว่า มันคือสปอร์ตครอสโอเวอร์ใหม่ส่าสุดของมาสด้า เป็นรถรุ่นแรกในรถเจเนอเรชันที่ 6 ของมาสด้า ที่ใช้คอนเซ็ปต์การออกแบบ “โคโดะ ดีไซน์” KODO: SOUL of MOTION จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว

พลังที่สะท้อนผ่านเส้นสายการออกแบบบนตัวรถ พร้อมกับใช้ “เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ” เต็มทั้งคัน CX-5 จึงเป็น SKYACTIV SUV ที่เปลี่ยนความหมายของรถ SUV แบบเดิม เพราะให้สมรรถนะแรงเต็มเปี่ยม ควบคู่กับความประหยัดน้ำมัน ภายใต้รูปลักษณ์สปอร์ตหรู ปราดเปรียว รองรับความต้องการใช้งานอเนกประสงค์ที่หลากหลาย ตามไลฟ์สไตล์ของผู้เป็นเจ้าของ

ส่วน รูปลักษณ์ภายใน เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์สปอร์ตที่แฝงกลิ่นอายหรูของรถยุโรป วัสดุภายในบ่งบอกถึงคุณภาพและให้สัมผัสที่สบาย เบาะหนังสีดำเข้มแต่งขอบด้วยเส้นด้ายสีแดง บอกความเป็นสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่ไม่เหมือนใคร

ขณะที่สมรรถนะและความปลอดภัย บอกได้เลยว่า ครบครันเรื่องความปลอดภัยขั้นสูง เพราะค่ายนี้เขายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถขึ้นอีกขั้น ด้วยโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ และช่วงล่าง-ระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ เสริมด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) อีกทั้งผ่านการทดสอบการชนมาตรฐานสูงสุดของยุโรป (Euro NCAP) ในระดับสูงสุด 5 ดาว

ทั้งความแตกต่าง และจุดลงตัวหลายๆ อย่าง CX-5…ถ้าให้ผมเลือกแน่นอนผมมองที่ดีเซล แต่สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ผมเทใจให้รุ่น 2.0 ลิตร เพราะความคุ้มค่าที่ลงตัวมากกว่า!!!

ต่อได้ที่ : BMW X1 sDrive18i คู่แข่งที่น่ากลัว 

วิทยา กิจชาญไพบูลย์