Home / HAPPENING / ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2563 จำนวน 7,671 ล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2563 จำนวน 7,671 ล้านบาท

ในไตรมาสแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างหนักจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) การส่งออกและการนำเข้าสินค้าของไทยลดลงอย่างรุนแรง  ขณะที่มาตรการในการควบคุมโรคของหลายประเทศ เช่น การจำกัดการเดินทาง และการปิดเมือง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง กอปรกับมาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโดยการหยุดกิจการชั่วคราวของห้างสรรพสินค้า  สถานที่ให้บริการต่าง ๆ สถานบันเทิง รวมถึงการกำหนดมาตรการเคอร์ฟิว (ห้ามออกนอกเคหสถาน) ในช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงอย่างมาก  นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางเกษตรของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

จากผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลได้เร่งดำเนินการออกมาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านการเงินและการคลังเพื่อผ่อนคลายผลเชิงลบทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะประชาชนและผู้ประกอบการในภาคต่าง ๆ ที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  ในการนี้ ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะประคับประคองให้ลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ โดยที่ผ่านมาธนาคารออกมาตรการต่าง ๆ พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการของภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการให้มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงาน และช่วยเหลือประชาชนในการลดภาระทางการเงิน เพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกจำนวน 7,671 ล้านบาท

ไตรมาส 1 ปี 2563 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3 จากไตรมาส 4 ปี 2562 จากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อโดยใช้วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารอยู่ที่ร้อยละ 2.52  ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงร้อยละ 22.4 ส่วนใหญ่ลดลงจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากการอำนวยสินเชื่อ  สำหรับรายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลงจากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากไตรมาส 4 ปี 2562 ธนาคารมีกำไรสุทธิจากเงินลงทุนจำนวน 14,988 ล้านบาท กอปรกับเครื่องมือทางการเงินประเภทที่มาตรฐานบัญชีฉบับใหม่กำหนดให้วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมมีมูลค่าลดลงตามสภาวะตลาดเงินและตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบจาก    โควิด-19   สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 28.8 ทั้งนี้ธนาคารตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลลูกค้า พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียโดยจัดให้มีมาตรการป้องกันและดูแลการติดเชื้อโดยมีการประชุมในระดับฝ่ายจัดการอย่างใกล้ชิดและจัดการปรับเปลี่ยนการป้องกันให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลานับแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 43.1 สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาสแรกลดลงมาก เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเสริมสร้างระดับสำรองของธนาคารให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้นตามหลักความระมัดระวัง ก่อนการเริ่มใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9)

ฐานะการเงินและเงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,115,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากสิ้นปี 2562 จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อกิจการต่างประเทศ  ซึ่งเป็นไปตามประมาณการที่คาดไว้ตั้งแต่ปลายปีก่อน สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.5  ขณะที่เงินสำรองของธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 203.9 ของเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต  ทั้งนี้ ธนาคารยังคงเคียงข้างและดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ นอกจากนี้ ธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการดูแลกระบวนการอำนวยสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง พร้อมทั้งดำรงค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังทั้งในภาวะเศรษฐกิจปกติและภาวะถดถอย

ธนาคารยังคงรักษาเงินกองทุนและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 84.2  ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 18.5 ร้อยละ 15.7 และร้อยละ 15.7 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

การนำมาตรฐานกลุ่มเครื่องมือทางการเงินฉบับใหม่มาถือปฏิบัติ

ธนาคารและบริษัทย่อยได้นำมาตรฐานกลุ่มเครื่องมือทางการเงินฉบับใหม่ (ฉบับที่ 9) มาถือปฏิบัติกับงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป  โดยไม่ปรับงบการเงินเปรียบเทียบย้อนหลัง  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่  การจัดประเภทและการวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน การคำนวณการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงินโดยใช้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) และการบัญชีป้องกันความเสี่ยง